จับตา 17 ส.ค. 2569 "สมอ." เปิดประชาพิจารณ์ ทบทวนมาตรฐานเหล็ก คุมเข้มกระบวนการผลิตด้วยเตา IF หวังยกระดับความปลอดภัยตั้งแต่ต้นทาง
KEY POINTS
- วันที่ 17 ส.ค. 2569 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กฉบับใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของเหล็กที่ใช้ในงานโครงสร้างอาคาร
- ประเด็นสำคัญที่ถูกจับตาคือการควบคุม “เตาหลอม Induction Furnace หรือ IF” ซึ่งมีข้อจำกัดในการควบคุมคุณภาพและกำจัดสารมลทิน ทำให้เหล็กที่ผลิตได้มีความเสี่ยงไม่ได้มาตรฐานและอาจส่งผลต่อความแข็งแรงของโครงสร้าง
- ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) มีมติให้ทบทวนมาตรฐาน โดยมีแนวทางเบื้องต้นคือการยกเลิกใช้เตา IF ผลิตเหล็กข้ออ้อยสำหรับเสาและคานในอาคารสูง แต่ยังอนุญาตให้ใช้ผลิตเหล็กเส้นกลมได้
- เวทีรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 17 ส.ค. เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการ ยังไม่ใช่วันที่มาตรฐานใหม่จะมีผลบังคับใช้ โดย สมอ. จะรวบรวมข้อคิดเห็นทั้งหมดเพื่อเสนอให้ กมอ. พิจารณาต่อไป
- การผลักดันมาตรฐานใหม่ยังสะท้อนถึงความท้าทายในการตรวจสอบ เนื่องจากมีบุคลากรจำกัด การคุมเข้มมาตรฐานตั้งแต่กระบวนการผลิตจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างความปลอดภัย
รายงานข่าวระบุว่า วันที่ 17 ส.ค. 2569 ถือเป็นอีกวันสำคัญที่ต้องจับตาการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กของไทย เมื่อสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เตรียมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กฉบับใหม่ เพื่อนำข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียไปประกอบการจัดทำและทบทวนมาตรฐาน ก่อนเสนอคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) พิจารณาตามขั้นตอน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง กมอ.มีมติเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. และ 21 ก.ค. 2569 ให้ทบทวนร่างมาตรฐาน มอก. 24-25xx ตามข้อสังเกตของคณะกรรมการฯ พร้อมมอบหมายให้ สมอ.ปรับปรุงร่างมาตรฐานและเปิดรับฟังความคิดเห็น ก่อนรวบรวมข้อมูลเข้าสู่กระบวนการพิจารณามาตรฐานฉบับใหม่ โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของเหล็กที่นำไปใช้ในงานโครงสร้างอาคาร
ประเด็นที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคือ “เตาหลอม Induction Furnace หรือ IF” โดยเฉพาะการนำเหล็กที่ผลิตจากกระบวนการดังกล่าวไปใช้เป็นเหล็กข้ออ้อยสำหรับงานโครงสร้างหลักของอาคาร เนื่องจากกระบวนการหลอมของเตา IF มีข้อจำกัดในการควบคุมส่วนผสมและการกำจัดสารมลทิน เมื่อมีการนำวัตถุดิบหลายประเภทมาหลอมรวมกัน หากควบคุมกระบวนการผลิตไม่รัดกุม อาจทำให้คุณสมบัติของเหล็กไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และส่งผลต่อความแข็งแรงของโครงสร้างในระยะยาว
ข้อมูลจากการสุ่มตรวจที่ผ่านมา ยังสะท้อนว่าเหล็กที่ผลิตจากเตา IF มีโอกาสไม่ผ่านมาตรฐานสูงกว่าเตาหลอมประเภทอื่น จึงกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ภาครัฐต้องทบทวนมาตรฐานและเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาหลังนำวัสดุไปใช้ในงานก่อสร้างแล้ว
ก่อนหน้านี้ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ระบุว่า ความปลอดภัยในการก่อสร้างเป็นเรื่องที่ไม่สามารถต่อรองได้ พร้อมติดตามมติของ กมอ.ที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับมาตรฐานเหล็กโครงสร้าง และเชิญชวนประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในเวทีวันที่ 17 ส.ค.นี้
ทั้งนี้ มติของ กมอ.เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการ ยกเลิกการใช้เตาหลอม IF ในการผลิตเหล็กข้ออ้อยที่นำไปใช้ทำเสาและคานสำหรับอาคารสูง ขณะที่ยังเปิดช่องให้สามารถใช้เตาประเภทดังกล่าวผลิตเหล็กเส้นกลมได้ ซึ่งสะท้อนแนวทางการกำกับดูแลที่มุ่งแยกตามระดับความเสี่ยงและลักษณะการนำเหล็กไปใช้งาน
นายอรรถวิชช์ ยังชี้ถึงข้อจำกัดของการกำกับดูแลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะปัญหาบุคลากรตรวจสอบที่มีจำนวนจำกัด โดยระบุว่า กระทรวงอุตสาหกรรม มีเจ้าหน้าที่ในกองตรวจมาตรฐานเหล็กเพียง 5 นาย ทำให้การลงพื้นที่ตรวจโรงงานผลิตเหล็กทั่วประเทศทำได้ยากและอาจไม่ทั่วถึง สะท้อนว่าการยกระดับมาตรฐานจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพระบบตรวจสอบและบังคับใช้
อย่างไรก็ตาม วันที่ 17 ส.ค.นี้ยังไม่ใช่วันที่มาตรฐานใหม่มีผลบังคับใช้ แต่เป็นขั้นตอนการเปิดรับฟังความคิดเห็นเท่านั้น หลังจากนั้น สมอ.จะรวบรวมข้อคิดเห็นและจัดทำรายงานผลการรับฟังความคิดเห็น รวมถึงการประเมินผลกระทบของกฎเกณฑ์ หรือ RIA ก่อนเสนอ กมอ.พิจารณา จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการออกกฎกระทรวงและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ดังนั้น ทิศทางของมาตรฐาน มอก.เหล็กฉบับใหม่ หลังเวทีประชาพิจารณ์วันที่ 17 ส.ค. จึงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา ทั้งในมิติ คุณภาพเหล็ก ความปลอดภัยของอาคาร ต้นทุนผู้ประกอบการ และการปรับตัวของโรงงานผลิตเหล็ก โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ใช้เทคโนโลยีเตา IF ซึ่งอาจต้องเร่งประเมินกระบวนการผลิตและทิศทางการลงทุน หากมาตรฐานใหม่เดินหน้าคุมเข้มการนำเหล็กจากกระบวนการดังกล่าวไปใช้ในโครงสร้างสำคัญของอาคาร





