เปิดข้อเท็จจริงปมมาตรฐาน "เหล็กข้ออ้อย" หลังเกิดข้อถกเถียงเรื่องเตา IF ชี้รายงานการประชุม กมอ.ระบุชัด ให้จำกัดกรรมวิธีผลิตเหล็กแท่งสำหรับเหล็กข้ออ้อย “เฉพาะ BO หรือ EF” พร้อมตั้งคำถามเหตุใดการทบทวน มอก.24 จึงยังมีข้อถกเถียงเรื่อง IF
KEY POINTS
- กมอ. มีแนวทางที่บันทึกไว้ในการประชุมให้จำกัดกรรมวิธีการผลิตเหล็กแท่งสำหรับทำเหล็กข้ออ้อย "เฉพาะ" วิธี Basic Oxygen Furnace (BO) หรือ Electric Furnace (EF) เท่านั้น
- คำว่า "เฉพาะ" ในมติของ กมอ. กลายเป็นหัวใจของข้อถกเถียง เพราะสะท้อนว่ากระบวนการอื่นอย่าง Induction Furnace (IF) ไม่ควรถูกนำมาใช้ผลิตเหล็กข้ออ้อยตามแนวทางใหม่
- เกิดคำถามสำคัญว่า เหตุใดจึงยังมีความพยายามที่จะรักษาหรือเปิดทางให้กระบวนการ IF สามารถใช้ผลิตเหล็กข้ออ้อยต่อไปได้ ทั้งที่มีแนวทางที่ชัดเจนจาก กมอ. ให้จำกัดเฉพาะ BO หรือ EF
- มีการแยกประเด็นระหว่าง "มติหรือทิศทางของ กมอ." ซึ่งเป็นการกำหนดนโยบายในอนาคต กับ "มาตรฐาน มอก.24 ฉบับปัจจุบัน" ที่ยังไม่มีการแก้ไข ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
- ประเด็นหลักของการกำหนดมาตรฐานควรอยู่ที่ความปลอดภัยของโครงสร้างและการควบคุมคุณภาพการผลิตให้สม่ำเสมอ ไม่ใช่การปกป้องเทคโนโลยีหรือต้นทุนของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง
ประเด็นมาตรฐานเหล็กข้ออ้อยและการใช้เตาหลอมแบบ Induction Furnace (IF) ยังเป็นข้อถกเถียงในแวดวงอุตสาหกรรมเหล็ก โดยหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่า มาตรฐาน มอก.24 ฉบับปัจจุบันอนุญาตให้ใช้กระบวนการผลิตใดได้บ้าง แต่คือทิศทางและมติของคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ที่มีต่อการทบทวนมาตรฐานเหล็กข้ออ้อย ซึ่งมีข้อความระบุถึงการจำกัดกรรมวิธีผลิตอย่างชัดเจน
รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า การประชุม กมอ. มีการบันทึกผลการประชุมเกี่ยวกับการทบทวนมาตรฐานเหล็กข้ออ้อย โดยมีแนวทางให้ จำกัดกรรมวิธีการทำเหล็กแท่งเล็กหรือเหล็กแท่งใหญ่ที่ใช้ทำเหล็กข้ออ้อย เฉพาะวิธี Basic Oxygen Furnace (BO) หรือ Electric Furnace (EF)
คำว่า “เฉพาะ” จึงกลายเป็นจุดสำคัญของข้อถกเถียง เพราะในทางความหมายของข้อความดังกล่าว ย่อมสะท้อนว่า กระบวนการอื่นนอกเหนือจาก BO หรือ EF ไม่ได้อยู่ในกระบวนการที่ถูกกำหนดให้ใช้สำหรับวัตถุดิบที่จะนำมาผลิตเหล็กข้ออ้อยตามแนวทางดังกล่าว
ประเด็นนี้จึงไม่ควรถูกลดทอนให้เป็นเพียงข้อถกเถียงว่า “สื่อตีความอย่างไร” หากแต่ควรย้อนกลับไปดูข้อความในเอกสารการประชุมโดยตรงว่า กมอ. มีมติหรือแนวทางอย่างไร และคำว่า “เฉพาะ BO หรือ EF” มีเจตนาและขอบเขตในการบังคับใช้เพียงใด
แยกให้ชัด “มติ กมอ.” กับ “มอก.ปัจจุบัน” คนละเรื่อง
ข้อถกเถียงสำคัญอีกด้าน คือคำกล่าวที่ว่า “กมอ.ไม่เคยมีมติให้ยกเลิกการใช้เตา IF ใน มอก.24”
ในเชิงขั้นตอนอาจกล่าวได้ว่า มอก.24 ฉบับปัจจุบันยังไม่ได้ถูกแก้ไขและประกาศใช้มาตรฐานฉบับใหม่ ดังนั้น ณ วันที่ยังไม่มีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับใหม่ การนำ IF มาใช้ภายใต้ข้อกำหนดของมาตรฐานฉบับปัจจุบันจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่ประเด็นดังกล่าวไม่ควรถูกนำมาปะปนกับ “ทิศทาง” ของ กมอ. ในการทบทวนมาตรฐาน
เพราะหากนโยบายหรือแนวทางที่ กมอ.กำหนดไว้คือ การจำกัดวัตถุดิบสำหรับการผลิตเหล็กข้ออ้อยให้มาจากกระบวนการ BO หรือ EF เท่านั้น ก็จำเป็นต้องนำแนวทางดังกล่าวไปสู่การทบทวนและแก้ไขมาตรฐาน มอก.24 ให้สอดคล้อง ก่อนดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายจนประกาศเป็นมาตรฐานที่มีผลใช้บังคับ
ดังนั้น “ยังไม่มีมาตรฐานฉบับใหม่” กับ “ไม่เคยมีแนวทางให้จำกัดกระบวนการผลิต” จึงเป็นคนละประเด็นกัน
สิ่งที่สังคมควรได้รับคำตอบจึงไม่ใช่เพียงว่า มอก.24 ฉบับปัจจุบันมีข้อความอย่างไร แต่ควรได้รับคำอธิบายด้วยว่า ข้อความในรายงานการประชุม กมอ.ที่ระบุให้ใช้ BO หรือ EF โดยเฉพาะนั้น มีความหมายอย่างไร และจะถูกนำไปใช้ในการทบทวนมาตรฐานอย่างไร
จี้ตอบให้ตรงเอกสาร หากข่าวคลาดเคลื่อนต้องชี้ “ผิดตรงไหน”
ข้อถกเถียงยังลุกลามไปถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตต่อการนำเสนอข่าวของ Nation Online ว่าคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง
ประเด็นนี้ ควรพิจารณาจากเอกสารต้นทางเป็นหลัก โดยเฉพาะเมื่อเนื้อหาที่นำเสนอมีสาระว่า กมอ.มีแนวทางให้เหล็กข้ออ้อยใช้กระบวนการ BO/EF และให้ดำเนินการทบทวนมาตรฐาน
หากเห็นว่าการนำเสนอข่าวไม่ถูกต้อง คำถามที่ควรตอบจึงเป็นคำถามเชิงเอกสารอย่างตรงไปตรงมาว่า ข่าวผิดตรงประโยคใด และมีเอกสารราชการหรือหลักฐานข้อใดที่แสดงว่าข้อความดังกล่าวไม่ตรงกับมติหรือรายงานการประชุม
การโต้แย้งด้วยการยืนยันเพียงว่า “มอก.24 ยังไม่ได้แก้ไข” อาจตอบได้เพียงสถานะของกฎหมายหรือมาตรฐานในปัจจุบัน แต่ไม่ได้ตอบคำถามถึงสาระของแนวทางที่ปรากฏอยู่ในรายงานการประชุม กมอ.
ปมใหญ่กว่า IF คือ “มาตรฐานต้องคุมอะไร”
สิ่งที่ควรถูกยกขึ้นมาเป็นคำถามใหญ่กว่าการถกเถียงเรื่องชื่อเทคโนโลยี คือ มาตรฐานเหล็กข้ออ้อยสำหรับงานก่อสร้างควรควบคุมคุณภาพในระดับใด
เหล็กข้ออ้อยเป็นวัสดุที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น การกำหนดมาตรฐานไม่ควรตั้งต้นจากคำถามว่าเทคโนโลยีใดควรได้รับการคุ้มครอง หรือผู้ผลิตรายใดจะได้รับผลกระทบ แต่ควรตั้งต้นจาก 3 หลักการสำคัญ ได้แก่
1. ความปลอดภัยของโครงสร้าง
2. คุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่สม่ำเสมอ
3. ความสามารถในการควบคุมกระบวนการผลิตและองค์ประกอบทางเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพราะมาตรฐานเหล็กสำหรับงานโครงสร้างไม่ได้มีความหมายเพียงการนำผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปมาตรวจสอบแล้วพบว่า “ตัวอย่างผ่าน” เท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาว่า กระบวนการผลิตสามารถทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ออกจากโรงงานมีคุณภาพสม่ำเสมอและอยู่ภายใต้การควบคุมได้มากน้อยเพียงใด
นี่คือเหตุผลที่ประเด็นเรื่องกระบวนการผลิตจึงมีความสำคัญไม่แพ้การตรวจสอบผลิตภัณฑ์ปลายทาง
Boron สะท้อนโจทย์ “คุมกระบวนการ” ไม่ใช่แค่ “ตรวจตัวอย่าง”
หนึ่งในประเด็นทางวิชาการที่ถูกหยิบขึ้นมาหารือคือเรื่อง Boron ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการควบคุมองค์ประกอบทางเคมีในกระบวนการผลิตเหล็ก
กรณีนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า มาตรฐานควรให้ความสำคัญเฉพาะกับผลการตรวจสอบตัวอย่างสุดท้ายว่าอยู่ในเกณฑ์หรือไม่ หรือควรออกแบบระบบควบคุมที่สามารถรับประกันได้ว่า กระบวนการผลิตสามารถควบคุมองค์ประกอบของเหล็กได้อย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
เพราะหากกระบวนการผลิตมีความแตกต่างกันในด้านวัตถุดิบ เทคโนโลยี การกำจัดสิ่งเจือปน การควบคุมองค์ประกอบทางเคมี และความสามารถในการควบคุมคุณภาพ ประเด็นเหล่านี้ล้วนมีผลต่อความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์
ดังนั้น การถกเถียงเรื่อง IF จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ว่า “ตัวอย่างที่นำมาตรวจผ่านหรือไม่” แต่ควรถามต่อว่า ระบบควบคุมกระบวนการผลิตสามารถรับประกันคุณภาพของเหล็กทุกล็อตได้มากเพียงใด
คำถามสำคัญ เหตุใดยังพยายามรักษา IF
เมื่อ กมอ.มีแนวทางให้จำกัดกรรมวิธีผลิตเหล็กแท่งสำหรับเหล็กข้ออ้อยเป็น BO หรือ EF คำถามสำคัญที่ตามมาคือ เหตุใดจึงยังมีความพยายามที่จะรักษาหรือเปิดทางให้กระบวนการ IF สามารถใช้ผลิตเหล็กข้ออ้อยต่อไปได้
คำถามนี้ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการกล่าวหาผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่ควรเป็นคำถามเชิงนโยบายว่า หากข้อมูลทางวิชาการและหลักการด้านความปลอดภัยสนับสนุนการควบคุมกระบวนการผลิตที่เข้มงวดขึ้น เหตุผลใดจึงควรคงทางเลือก IF ไว้
หากมีเหตุผลทางวิชาการที่ชี้ว่า IF สามารถผลิตเหล็กข้ออ้อยที่มีคุณภาพและความสม่ำเสมอในระดับเดียวกับกระบวนการที่กำหนดไว้ ก็ควรนำข้อมูลดังกล่าวออกมาเปิดเผยอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สังคมและผู้เชี่ยวชาญสามารถตรวจสอบได้
ในทางกลับกัน หากมีข้อมูลที่ชี้ว่ากระบวนการใดมีข้อจำกัดด้านการควบคุมองค์ประกอบทางเคมีหรือสิ่งเจือปน ก็ควรนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการตัดสินใจด้านมาตรฐานอย่างโปร่งใส
เพราะท้ายที่สุดแล้ว มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไม่ควรถูกออกแบบเพื่อรักษาเทคโนโลยีหนึ่งเทคโนโลยีใด แต่ควรออกแบบเพื่อ ลดความเสี่ยงต่อผู้บริโภคและผู้ใช้งาน
เปิดข้อมูลต่างประเทศ ต้องระบุแหล่งที่มา-งานวิจัย
อีกประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ คือการนำข้อมูลจากผู้ผลิตต่างประเทศหรือผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ โดยเฉพาะข้อมูลจากจีน มาใช้ประกอบการพิจารณาเรื่อง IF
หลักการสำคัญไม่ใช่ว่าข้อมูลนั้นมาจากประเทศใด แต่คือ ข้อมูลมาจากหน่วยงานใด เป็นงานวิจัยใด ผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างไร และใช้กับมาตรฐานหรือผลิตภัณฑ์ประเภทใด
หากมีการอ้างอิงข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ผลิตต่างประเทศ ควรเปิดเผยแหล่งที่มาอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นข้อมูลเชิงวิชาการ ข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแล หรือเป็นข้อมูลจากผู้ประกอบการที่มีส่วนได้เสียโดยตรง
โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร การกำหนดมาตรฐานควรให้น้ำหนักกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ มากกว่าคำกล่าวอ้างของบุคคลหรือผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง
ไม่ควรกลายเป็น “ไทย-จีน” หรือ “ใครเข้าข้างใคร”
ข้อถกเถียงเรื่อง IF ยังไม่ควรถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบการไทยกับต่างชาติ หรือระหว่างประเทศไทยกับจีน
เพราะหัวใจของมาตรฐานเหล็กไม่ได้อยู่ที่สัญชาติของผู้ผลิต แต่อยู่ที่ว่า กระบวนการใดสามารถผลิตเหล็กที่มีคุณภาพสม่ำเสมอและปลอดภัยสำหรับนำไปใช้ในโครงสร้างได้
ดังนั้น หากมีข้อสงสัยว่าเหตุใดข้อเสนอที่ต้องการคง IF จึงได้รับการผลักดัน ทั้งที่มีแนวทางของ กมอ.ให้จำกัดกระบวนการผลิต ก็ควรตรวจสอบจากพฤติการณ์และหลักฐาน ไม่ใช่จากสัญชาติของผู้ประกอบการ
ในทำนองเดียวกัน หากมีข้อเสนอทางวิชาการที่เห็นต่างจากแนวทาง BO/EF ก็ควรเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนว่า เหตุผลทางวิศวกรรมและโลหวิทยาคืออะไร มีหลักฐานสนับสนุนจากหน่วยงานหรือการศึกษาใด และสามารถพิสูจน์ความสม่ำเสมอของคุณภาพผลิตภัณฑ์ได้อย่างไร
ทุกฝ่ายควรถูกตัดสินด้วยมาตรฐานเดียวกัน คือมาตรฐานของหลักฐาน
ควรอธิบายความต่างระหว่างมติกับมาตรฐานปัจจุบัน
สำหรับข้าราขการที่เกี่ยวข้องกับงานด้านมาตรฐานและกระบวนการทบทวนมาตรฐานโดยตรง ประเด็นสำคัญที่สังคมควรได้รับคำอธิบายจึงอยู่ที่การแยกให้ชัดเจนระหว่าง “มติหรือแนวทางของ กมอ.” กับ “มาตรฐาน มอก.24 ฉบับปัจจุบันที่ยังมีผลบังคับใช้” เพราะ 2 เรื่องนี้มีสถานะทางกฎหมายและขั้นตอนแตกต่างกัน
หากมาตรฐานฉบับปัจจุบันยังไม่ได้แก้ไขและประกาศใช้ฉบับใหม่ ก็สามารถอธิบายได้ว่า IF ยังไม่ได้ถูกยกเลิกจากข้อกำหนดที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน
แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากรายงานการประชุม กมอ.ระบุว่า ในการทบทวนมาตรฐานต้องจำกัดกรรมวิธีผลิตเหล็กแท่งสำหรับเหล็กข้ออ้อย “เฉพาะ BO หรือ EF” ก็จำเป็นต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่า แนวทางดังกล่าวมีผลต่อกระบวนการทบทวน มอก.24 อย่างไร และขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร
การอธิบายความแตกต่างนี้จะช่วยลดความสับสนระหว่าง “มาตรฐานที่มีผลใช้บังคับแล้ว” กับ “แนวทางที่อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อแก้ไขมาตรฐาน”
โลกกำลังเปลี่ยนผ่าน แต่ไทยต้องตอบด้วยข้อมูล
ข้อถกเถียงเรื่อง IF ยังเชื่อมโยงกับทิศทางอุตสาหกรรมเหล็กโลก ซึ่งกำลังให้ความสำคัญมากขึ้นกับประสิทธิภาพการผลิต การควบคุมคุณภาพ การลดสิ่งเจือปน และมาตรฐานด้านความปลอดภัย
มีการอ้างถึงแนวทางในต่างประเทศ รวมถึงจีนว่า มีข้อจำกัดต่อการนำเหล็กจากกระบวนการ IF ไปใช้เป็นเหล็กเส้นสำหรับงานก่อสร้าง แต่การนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประกอบการตัดสินใจในประเทศไทยจำเป็นต้องตรวจสอบรายละเอียดให้รอบด้าน ทั้งประเภทเตา กระบวนการผลิต วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ปลายทาง และมาตรฐานที่ใช้ในแต่ละประเทศ
เพราะการเปรียบเทียบมาตรฐานระหว่างประเทศต้องอยู่บนฐานข้อมูลเดียวกัน ไม่สามารถนำข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์หนึ่งไปสรุปกับผลิตภัณฑ์อีกประเภทหนึ่งโดยตรง
ดังนั้น หากประเทศไทยจะใช้ประสบการณ์ของต่างประเทศเป็นฐานในการปรับมาตรฐาน ควรจัดทำข้อมูลเปรียบเทียบอย่างเป็นระบบและเปิดเผยต่อสาธารณะ
มาตรฐานเหล็กต้องตอบโจทย์ “ความเสี่ยง” มากกว่า “ต้นทุน”
ในมุมมองเชิงนโยบาย สิ่งที่ต้องระวังคือ การกำหนดมาตรฐานเหล็กไม่ควรถูกขับเคลื่อนด้วยต้นทุนการผลิตหรือความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการเพียงด้านเดียว
แน่นอนว่า การยกระดับมาตรฐานย่อมมีผลต่อต้นทุนและผู้ประกอบการบางกลุ่ม แต่เมื่อผลิตภัณฑ์นั้นถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอาคาร ความผิดพลาดด้านคุณภาพอาจสร้างต้นทุนต่อสังคมสูงกว่าต้นทุนการผลิตหลายเท่า
ดังนั้น การตัดสินใจควรพิจารณาตามหลัก Risk-Based Standard คือประเมินว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นมีระดับใด และมาตรฐานแบบใดสามารถลดความเสี่ยงนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
หาก BO หรือ EF สามารถทำให้การควบคุมองค์ประกอบทางเคมีและคุณภาพของเหล็กมีความสม่ำเสมอสูงกว่า และลดความเสี่ยงจากสิ่งเจือปนหรือความแปรปรวนของวัตถุดิบได้ ก็ต้องมีการนำหลักฐานทางวิชาการมาประกอบการพิจารณาอย่างชัดเจน
แต่หากมีหลักฐานว่า IF สามารถให้คุณภาพในระดับเดียวกันได้ ก็ต้องเปิดข้อมูลและวิธีการควบคุมให้ตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน
หลักการสำคัญจึงไม่ใช่ “IF ดีหรือไม่ดี” แต่คือ “กระบวนการใดสามารถควบคุมคุณภาพได้อย่างสม่ำเสมอและพิสูจน์ได้”
เปิดรายงานประชุมให้สังคมตรวจสอบ ลดข้อครหา
ทางออกของข้อพิพาทครั้งนี้ จึงไม่ควรเป็นการโต้เถียงผ่านถ้อยแถลงหรือการกล่าวหาว่าสื่อรายใดนำเสนอคลาดเคลื่อน แต่ควรเปิดข้อมูลต้นทางให้สาธารณชนสามารถตรวจสอบได้
ทั้งรายงานการประชุม กมอ. ร่างมาตรฐาน มอก.24 ฉบับที่อยู่ระหว่างการทบทวน ความเห็นของคณะกรรมการหรือคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนหลักฐานทางวิชาการเกี่ยวกับ BO, EF และ IF
โดยเฉพาะข้อความสำคัญว่า “เฉพาะ BO หรือ EF” ควรถูกอธิบายอย่างเป็นทางการว่า หมายถึงอะไร มีขอบเขตเพียงใด และจะถูกนำไปสู่การแก้ไขมาตรฐานอย่างไร
หากมีเหตุผลที่ทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงหรือทบทวนแนวทางดังกล่าว ก็ควรเปิดเผยเหตุผลและหลักฐานทางวิชาการเช่นเดียวกัน
การเปิดข้อมูลทั้งหมดจะช่วยให้ข้อถกเถียงย้ายออกจากสนามของ “ใครพูดถูก ใครพูดผิด” ไปสู่สนามของ ข้อเท็จจริง เอกสาร และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
โจทย์สุดท้ายไม่ใช่ IF vs BO/EF แต่คือมาตรฐานที่ประชาชนไว้วางใจ
ท้ายที่สุดแล้ว ปมมาตรฐานเหล็กข้ออ้อยไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นสงครามระหว่าง IF กับ BO/EF และไม่ควรถูกทำให้เป็นความขัดแย้งระหว่าง ไทยกับจีน
เพราะสิ่งที่อยู่ปลายทางของกระบวนการทั้งหมดคือ ความปลอดภัยของอาคารและชีวิตของประชาชน
คำถามที่ประเทศไทยต้องตอบจึงมีเพียงว่า เราต้องการมาตรฐานที่เน้นเพียงการนำผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปมาตรวจตัวอย่างแล้วพบว่า “ผ่าน” หรือเราต้องการมาตรฐานที่สามารถ ควบคุมคุณภาพตั้งแต่กระบวนการผลิต ติดตามย้อนกลับได้ และสร้างความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ทุกล็อตมีคุณสมบัติสม่ำเสมอ
เมื่อรายงานการประชุม กมอ.ระบุแนวทางว่า กระบวนการผลิตเหล็กแท่งสำหรับเหล็กข้ออ้อยให้ใช้ “เฉพาะ BO หรือ EF” สิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นต่างควรทำคือ นำหลักฐานทางวิชาการมาอธิบายว่า เหตุใดจึงเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว
เพราะมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างอาคารไม่ควรถูกกำหนดจากเสียงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และไม่ควรถูกชี้นำด้วยผลประโยชน์ของเทคโนโลยีหรือผู้ประกอบการรายใด
สิ่งที่ควรอยู่เหนือการถกเถียงทั้งหมด คือหลักฐานทางวิชาการ ความปลอดภัยของโครงสร้าง คุณภาพที่สม่ำเสมอ และความโปร่งใสของกระบวนการกำหนดมาตรฐาน
และหากข้อเท็จจริงในรายงานการประชุมยังระบุคำว่า “เฉพาะ BO หรือ EF” สิ่งที่สังคมควรได้รับไม่ใช่การทำให้ถ้อยคำดังกล่าวกลายเป็นเรื่องคลุมเครือ แต่คือคำอธิบายอย่างเป็นทางการว่า มตินั้นหมายถึงอะไร และเหตุใดทิศทางดังกล่าวจึงควรหรือไม่ควรถูกนำไปสู่มาตรฐาน มอก.24 ฉบับใหม่
เพราะเมื่อเหล็กถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่ต้องรับน้ำหนักอาคาร สิ่งที่ประเทศไทยกำลังเลือกไม่ใช่เพียง “เทคโนโลยีการผลิตเหล็ก” แต่คือ ระดับความเสี่ยงที่ประเทศยอมรับได้ต่อความปลอดภัยของประชาชน





