ในปี 2025 ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative - BRI) เริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวและกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อปีที่ผ่านมาพบการลงทุนและการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมูลค่าการค้าระหว่างจีนกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Global South) ที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานแล้วBRI ยังสร้างวิวัฒนาการการผสมผสานระหว่างโครงการขนาดใหญ่ ควบคู่ไปกับการลงทุนที่เติบโตขึ้นโดยเฉพาะพลังงานสะอาดและระบบนิเวศทางอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยให้จีนสามารถจัดระเบียบและปรับทิศทางการไหลเวียนของสายธารแห่งการค้าเส้นทางใหม่ได้
ในการประชุม World Economic Forum Annual Meeting of the New Champions Dalian 2026 (AMNC 2026) เมื่อมิ.ย.2026 ที่ผ่านมา ในส่วนการเสวนาหัวข้อ “Where Are We on Belt and Road?”
โอลชาส เบกเตนอฟ นายกรัฐมนตรีคาซัคสถาน เปิดเผยว่า ปี 2025 เศรษฐกิจคาซัคสถานเติบโตขึ้น 6.5% คาซัคสถานได้รับการยอมรับว่าเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนชั้นนำในเอเชียกลางและเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลที่น่าดึงดูดที่สุดในโลก เพราะเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญ โดย 85% ของการขนส่งสินค้าทางรถไฟระหว่างจีนและยุโรปต้องผ่านคาซัคสถาน
“ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา เราได้ลงทุนมากกว่า 35 พันล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและการผ่านแดน เช่น ระเบียงยุโรปตะวันตก-จีนตะวันตก ในบริบทของBRIเรามองว่าไม่ใช่แค่เส้นทางขนส่ง แต่เป็นระบบนิเวศที่กำลังเติบโต ซึ่งรวบรวมห่วงโซ่การผลิต กลุ่มอุตสาหกรรม โซลูชันดิจิทัล และการเชื่อมต่อทางการเงินเข้าด้วยกัน”
ในบริบทนี้ สามารถสรุปทิศทางสำคัญ 5 ประการสำหรับการพัฒนาในอนาคตของBRI ได้แก่ 1. การเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ระหว่างเอเชียและยุโรป ตลอดจนพื้นที่ยูเรเซีย แต่ภารกิจนี้ไม่ใช่หน้าที่ของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างพันธมิตรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
2.ระเบียงกลางดิจิทัล อนาคตของโลจิสติกส์คือดิจิทัล นั่นคือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ขั้นตอนศุลกากรอัจฉริยะ การแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบเรียลไทม์ และการใช้ปัญญาประดิษฐ์(เอไอ)เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของการขนส่ง
3.ความร่วมมือทางอุตสาหกรรมตามเส้นทาง การเชื่อมต่อเขตอุตสาหกรรมร่วม สวนเทคโนโลยี และกลุ่มการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเครื่องจักร สารเคมี อุปกรณ์พลังงาน แบตเตอรี่
4.มิติสีเขียว กรอบของBRI ด้านหนึ่งคือ การยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในด้านพลังงาน การขนส่ง และการเกษตร และ 5. การค้า การลงทุน และการเงิน ลดอุปสรรค ลดความซับซ้อนของขั้นตอน และทำให้การค้าข้ามพรมแดนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ปี 2026 ถูกประกาศให้เป็นปีแห่งปัญญาประดิษฐ์และการแปลงเป็นดิจิทัล และปัจจุบันเรากำลังดำเนินโครงการมากมายรวมถึงการทำงานร่วมกับจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความปลอดภัยของข้อมูล ภายใต้BRI เช่น การวางสายเคเบิลในทะเลแคสเปียน การแลกเปลี่ยนข้อมูล และจะช่วยลดระยะเวลาและข้อจำกัดต่างๆ ”
สำหรับโครงการ BRI ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เสนอในปี 2013 จนถึงปี 2023 ซึ่งมี เกาะไห่หนานเป็นศูนย์กลางสำคัญตามเส้นทางสายไหมทางทะเล
หลิว เสี่ยวหมิง ผู้ว่าราชการมณฑลไห่หนาน กล่าวว่า ปัจจุบันไห่หนานกำลังปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปิดประเทศในระดับสูงสุด และกำลังสร้างท่าเรือเพื่อการค้าเสรีในไห่หนาน ซึ่งเริ่มดำเนินการในเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว ทำให้ไห่หนานกลายเป็นท่าเรือการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดและมีการเปิดประเทศในระดับสูงสุด
“จีนมีเขตการค้าเสรีมากกว่า 20 แห่ง แต่มีเพียงท่าเรือที่เป็นการค้าเสรีแห่งเดียวคือที่เกาะไห่หนาน และในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา มีธุรกิจระหว่างประเทศกว่า 37.6% ได้จัดตั้งสำนักงานในมณฑลไห่หนาน”
ดังนั้นไห่หนานสามารถเป็นต้นแบบนำร่องสำหรับการค้าเสรี ที่กำหนดอัตราภาษีเป็นศูนย์ นอกจากนี้ยังสามารถส่งเสริมการเชื่อมต่อท่าเรือแบบเปิดสองทางได้ เพราะไห่หนานตั้งอยู่ทางภูมิศาสตร์ที่หันหน้าไปทางมหาสมุทรแปซิฟิกใต้และมหาสมุทรอินเดีย
นอกจากนี้ไห่หนาน ยังมีความร่วมมือด้านการเกษตร การแบ่งปันข้อมูลดาวเทียม และการพัฒนาสีเขียว ดังนั้นสำหรับมณฑลบนที่สูง รวมถึงความร่วมมือกับเอเชียใต้และแอฟริกาในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีสำหรับผลผลิตทางการเกษตรเขตร้อน และช่วยเหลือตลาดท้องถิ่นในการสร้างธุรกิจของตนเอง
ขณะเดียวกันได้ใช้ประโยชน์จากการไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดนอย่างเป็นระเบียบ เพื่อส่งเสริมการผ่านพิธีการศุลกากรแบบดิจิทัลและการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อเพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้ค้า
พันธมิตรภายใต้BRI อย่างประเทศกินี ในแอฟริกาตะวันตก ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือBRI เมื่อปี 2018 ช่วง 8 ปีที่ผ่านมา กินีเปลี่ยนแปลงจากโครงการ BRI อย่างไรบ้าง
อามาดู อูรี บาห์ นายกรัฐมนตรีกินี กล่าวว่า ปัจจุบัน กินี เป็นผู้ผลิตแร่เหล็กรายใหญ่และกำลังมีส่วนร่วมในความร่วมมือเชิงปฏิบัติมากมายกับประเทศพันธมิตรหลายประเทศ และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กินีและจีนยังได้มีส่วนร่วมในความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างรายได้ทางการคลังให้กับกินีและยังเป็นประโยชน์ต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศด้วย
แม้ความร่วมมือจะหยุดชะงักไปเมื่อช่วงโควิด -19 แต่ ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้ฟื้นฟูความร่วมมือในหลายด้าน เช่น โครงการพัฒนาข้าวลูกผสม (hybrid rice) ซึ่งส่งออกมายังจีนเมื่อเม.ย.ที่ผ่านมา สะท้อนความร่วมมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาธัญพืช นวัตกรรมดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน
ลิว จวิ้น กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรมแห่งประเทศจีน (ICBC) กล่าวว่าแนวทางการทำงานภายใต้BRI ธนาคารได้เข้าไปมีบทบาทการลดต้นทุนทางการเงินด้วยการเสนอให้ใช้การแปลงสกุลเงินท้องถิ่นกับเงินหยวน (RMB) โดยตรงเพื่อลดค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อนจากการใช้ดอลลาร์สหรัฐเป็นตัวกลาง ซึ่งสามารถลดต้นทุนจาก 20% เหลือเพียง 5.7%
เอริกา ดาวน์ส นักวิจัยอาวุโส ศูนย์นโยบายพลังงานโลก มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าวว่า แนวโน้มสำคัญ 4 ด้านที่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของ BRI คือ 1.โครงการสีเขียวเพิ่มขึ้น 2.บทบาทที่มากขึ้นของบริษัทเอกชนจีน 3.การเปลี่ยนจากโครงการยักษ์ใหญ่เป็นโครงการขนาดเล็กที่ยั่งยืนและ 4.การที่บริษัทจีนเข้าไปตั้งโรงงานในต่างประเทศมากขึ้นเพื่อใกล้ชิดลูกค้าและเลี่ยงกำแพงภาษี





