วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เจาะลึกปฏิรูป 'มอก. 24' เหล็กข้ออ้อย รับบิ๊กโปรเจกต์ ดันมาตรฐานไทยสู้ตลาดโลก

วงการอุตสาหกรรมก่อสร้างและเหล็กไทยกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในรอบกว่าสองทศวรรษ เมื่อกระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งเดินหน้าแก้ไขมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กข้ออ้อย (มอก. 24) เพื่อให้ทันต่อการพัฒนาวิศวกรรมโครงสร้างในปัจจุบัน หลังจากที่มาตรฐานเดิมไม่ได้มีการปรับปรุงสาระสำคัญมานานกว่า 25 ปี

ส.อ.ท. หนุนปฏิรูปกระบวนการผลิตต้นทาง

นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับกรุงเทพธุรกิจ ถึงทิศทางการสนับสนุนการปรับปรุง มอก. ดังกล่าว โดยระบุว่าทางกลุ่มฯ เห็นพ้องกับมติของคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ที่กำหนดให้การผลิตเหล็กข้ออ้อยต้องมาจากกรรมวิธี Basic Oxygen (BO) และ Electric Arc Furnace (EF) เท่านั้น

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันมาตรฐานอ้างอิงระดับสากลอย่างญี่ปุ่น (JIS) และจีน (GB) ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ไทยยังคงใช้มาตรฐานเดิมซึ่งเริ่มไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีการก่อสร้างสมัยใหม่

ยกระดับคุณภาพเนื้อเหล็กเทียบมาตรฐาน "ญี่ปุ่น-จีน"

อย่างไรก็ตาม ร่าง มอก. 24 ฉบับใหม่นี้ ได้ดึงเอา "ข้อกำหนดสูงสุด" จากมาตรฐานระดับโลกมาใช้ โดยเฉพาะในด้านคุณสมบัติความแข็งแรงที่เทียบเท่ามาตรฐาน JIS G 3112-2025 ของญี่ปุ่น และมีการควบคุมธาตุมลทินอย่างเข้มงวด โดยกำหนดค่าฟอสฟอรัส (P) และกำมะถัน (S) ไม่เกิน 0.035% ซึ่งลดลงจากมาตรฐานเดิมที่ยอมให้สูงถึง 0.05%

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มเกรดเหล็กที่มีความแข็งแรงสูงขึ้นครอบคลุมตั้งแต่เกรด 30 ไปจนถึงเกรด 60 70 และ 80 เพื่อรองรับความต้องการใช้งานในโครงสร้างขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนสูง

ชูคุณสมบัติ "ต้านแผ่นดินไหว" เป็นหัวใจสำคัญ

สำหรับจุดเด่นที่สำคัญที่สุดของร่างมาตรฐานใหม่คือ การเพิ่มข้อกำหนดด้านการต้านความล้า (Fatigue Resistance) ซึ่งเป็นปัจจัยวิกฤตสำหรับโครงสร้างที่ต้องรับแรงสั่นสะเทือนหรืออยู่ในเขตเสี่ยงภัยแผ่นดินไหว 

ร่างมาตรฐานนี้จะกำหนดให้มีการควบคุมอัตราส่วนคราก (Yield Ratio) และการทดสอบความล้าสูงสุดเทียบเท่ามาตรฐานจีน เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเหล็กได้รับแรงกระทำเกินจุดครากแล้ว จะยังสามารถรับแรงต่อไปได้อีกอย่างน้อย 20-25% ก่อนจะขาดออกจากกัน

ในการยกระดับครั้งนี้ ร่าง มอก. ใหม่ ไม่อนุญาตให้ใช้กรรมวิธีเพิ่มความแข็งแรงแบบชุบแข็งผิว (Tempcore หรือ T) แต่เน้นไปที่เทคโนโลยีการผลิตเหล็กความแข็งแรงสูงชนิด โดยเติมธาตุอัลลอยปริมาณน้อย (High Strength Low Alloy Steel) ซึ่งต้องผ่านกระบวนการปรุงน้ำเหล็กนอกเตาหลอม (External Refining) และการควบคุมการรีดรวมถึงการทำให้เย็นตัวอย่างเหมาะสม (Controlled Rolling and Controlled Cooling) เพื่อให้ได้เม็ดผลึกที่เล็กละเอียด (Fine Grain) และมีความสะอาดของเนื้อเหล็กสูง

ทั้งนี้ มาตรฐานเหล็กเส้นของจีน (GB 1499.2-2024) ได้ยกเลิกการผลิตเหล็กจากเตา Induction Furnace (IF) ทั้งหมดไปแล้วตั้งแต่ปี 2017 หลังพบปัญหาคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน สำหรับประเทศไทยแม้ในอดีตจะเคยเพิ่มกรรมวิธี IF เข้ามาในปี 2559 แต่ในร่าง มอก. ใหม่นี้ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. สนับสนุนการกลับไปใช้ BO และ EF เป็นฐานการผลิตหลักเพื่อให้ได้คุณภาพเหล็กที่สม่ำเสมอ

ผู้ผลิตไทยเผชิญความท้าทาย-ยกระดับเทคโนโลยีทั้งระบบ

การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของผู้ผลิตเหล็กเส้นในประเทศ โดยระดับเทคโนโลยีการผลิตจะต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การควบคุมคุณภาพเพียงแค่เศษเหล็กจะไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องครอบคลุมถึงกระบวนการปรุงเหล็ก (Refining) การออกแบบส่วนผสมทางเคมีที่แม่นยำ และการควบคุมโครงสร้างจุลภาค (Microstructure), แม้ในระยะสั้นอาจต้องมีการลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น แต่จะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลกในระยะยาว

เจาะลึกปฏิรูป 'มอก. 24' เหล็กข้ออ้อย รับบิ๊กโปรเจกต์ ดันมาตรฐานไทยสู้ตลาดโลก

เจาะลึกปฏิรูป 'มอก. 24' เหล็กข้ออ้อย รับบิ๊กโปรเจกต์ ดันมาตรฐานไทยสู้ตลาดโลก

เจาะลึกปฏิรูป 'มอก. 24' เหล็กข้ออ้อย รับบิ๊กโปรเจกต์ ดันมาตรฐานไทยสู้ตลาดโลก

"ใครได้ประโยชน์" จากการแก้ไข มอก. 24

สำหรับประโยชน์จากการยกระดับมาตรฐานครั้งนี้จะส่งผลดีต่อทุกภาคส่วน ดังนี้
1. ประชาชนและสาธารณะ ได้รับความปลอดภัยสูงสุดจากโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งก่อสร้างที่ต้านทานภัยพิบัติได้ดีขึ้น
2. ผู้ใช้เหล็ก/โครงการก่อสร้าง สามารถลดน้ำหนักเหล็กในโครงสร้างได้จากการใช้เหล็กเกรดสูงที่มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น
3. ภาครัฐ ลดภาระการตรวจติดตามคุณภาพ เนื่องจากมีการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดตั้งแต่กระบวนการผลิตต้นทาง
4. อุตสาหกรรมเหล็กไทย พัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันสู่ระดับสากลและสร้างความยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรม

"การแก้ไข มอก. 24 ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการปรับปรุงตัวเลขในกระดาษ แต่เป็นการ 'สังคายนามาตรฐาน' เพื่อยกระดับความปลอดภัยและเทคโนโลยีของประเทศให้ก้าวทันโลกอย่างแท้จริง"