วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน 2569

Login
Login

เจาะลึกปฏิรูป 'มอก. 24' เหล็กข้ออ้อย รับบิ๊กโปรเจกต์ ดันมาตรฐานไทยสู้ตลาดโลก

เจาะลึกการปฏิรูป "มอก. 24" ครั้งใหญ่ในรอบ 25 ปี ยกระดับเหล็กข้ออ้อยไทยสู่มาตรฐานโลก รับโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่-คุมเข้มความปลอดภัยสาธารณะ

KEY POINTS

  • การปฏิรูป มอก. 24 ในรอบ 25 ปี มีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานเหล็กข้ออ้อยไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากลอย่างญี่ปุ่น (JIS) และจีน (GB) โดยปรับปรุงทั้งกระบวนการผลิตและคุณสมบัติของเหล็ก
  • มีการเพิ่มเกรดเหล็กที่มีความแข็งแรงสูงขึ้น (เกรด 60-70-80) และกำหนดคุณสมบัติต้านทานแผ่นดินไหวเป็นครั้งแรก เพื่อรองรับการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ (บิ๊กโปรเจกต์) ที่ต้องการความปลอดภัยและมีความซับซ้อนสูง
  • กำหนดให้การผลิตต้องมาจากเตาหลอม Basic Oxygen (BO) และ Electric Arc Furnace (EF) เท่านั้น พร้อมยกเลิกการใช้กรรมวิธีชุบแข็งผิว (Tempcore) เพื่อให้ผู้ผลิตหันมาใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิตเหล็ก
  • การยกระดับมาตรฐานครั้งนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กไทยในตลาดโลก สร้างความปลอดภัยให้แก่สาธารณะ และทำให้การใช้เหล็กในโครงการก่อสร้างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการใช้เหล็กเกรดสูง

วงการอุตสาหกรรมก่อสร้างและเหล็กไทยกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในรอบกว่าสองทศวรรษ เมื่อกระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งเดินหน้าแก้ไขมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กข้ออ้อย (มอก. 24) เพื่อให้ทันต่อการพัฒนาวิศวกรรมโครงสร้างในปัจจุบัน หลังจากที่มาตรฐานเดิมไม่ได้มีการปรับปรุงสาระสำคัญมานานกว่า 25 ปี

ส.อ.ท. หนุนปฏิรูปกระบวนการผลิตต้นทาง

นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับกรุงเทพธุรกิจ ถึงทิศทางการสนับสนุนการปรับปรุง มอก. ดังกล่าว โดยระบุว่าทางกลุ่มฯ เห็นพ้องกับมติของคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ที่กำหนดให้การผลิตเหล็กข้ออ้อยต้องมาจากกรรมวิธี Basic Oxygen (BO) และ Electric Arc Furnace (EF) เท่านั้น

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันมาตรฐานอ้างอิงระดับสากลอย่างญี่ปุ่น (JIS) และจีน (GB) ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ไทยยังคงใช้มาตรฐานเดิมซึ่งเริ่มไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีการก่อสร้างสมัยใหม่

ยกระดับคุณภาพเนื้อเหล็กเทียบมาตรฐาน "ญี่ปุ่น-จีน"

อย่างไรก็ตาม ร่าง มอก. 24 ฉบับใหม่นี้ ได้ดึงเอา "ข้อกำหนดสูงสุด" จากมาตรฐานระดับโลกมาใช้ โดยเฉพาะในด้านคุณสมบัติความแข็งแรงที่เทียบเท่ามาตรฐาน JIS G 3112-2025 ของญี่ปุ่น และมีการควบคุมธาตุมลทินอย่างเข้มงวด โดยกำหนดค่าฟอสฟอรัส (P) และกำมะถัน (S) ไม่เกิน 0.035% ซึ่งลดลงจากมาตรฐานเดิมที่ยอมให้สูงถึง 0.05%

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มเกรดเหล็กที่มีความแข็งแรงสูงขึ้นครอบคลุมตั้งแต่เกรด 30 ไปจนถึงเกรด 60 70 และ 80 เพื่อรองรับความต้องการใช้งานในโครงสร้างขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนสูง

ชูคุณสมบัติ "ต้านแผ่นดินไหว" เป็นหัวใจสำคัญ

สำหรับจุดเด่นที่สำคัญที่สุดของร่างมาตรฐานใหม่คือ การเพิ่มข้อกำหนดด้านการต้านความล้า (Fatigue Resistance) ซึ่งเป็นปัจจัยวิกฤตสำหรับโครงสร้างที่ต้องรับแรงสั่นสะเทือนหรืออยู่ในเขตเสี่ยงภัยแผ่นดินไหว 

ร่างมาตรฐานนี้จะกำหนดให้มีการควบคุมอัตราส่วนคราก (Yield Ratio) และการทดสอบความล้าสูงสุดเทียบเท่ามาตรฐานจีน เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเหล็กได้รับแรงกระทำเกินจุดครากแล้ว จะยังสามารถรับแรงต่อไปได้อีกอย่างน้อย 20-25% ก่อนจะขาดออกจากกัน

ในการยกระดับครั้งนี้ ร่าง มอก. ใหม่ ไม่อนุญาตให้ใช้กรรมวิธีเพิ่มความแข็งแรงแบบชุบแข็งผิว (Tempcore หรือ T) แต่เน้นไปที่เทคโนโลยีการผลิตเหล็กความแข็งแรงสูงชนิด โดยเติมธาตุอัลลอยปริมาณน้อย (High Strength Low Alloy Steel) ซึ่งต้องผ่านกระบวนการปรุงน้ำเหล็กนอกเตาหลอม (External Refining) และการควบคุมการรีดรวมถึงการทำให้เย็นตัวอย่างเหมาะสม (Controlled Rolling and Controlled Cooling) เพื่อให้ได้เม็ดผลึกที่เล็กละเอียด (Fine Grain) และมีความสะอาดของเนื้อเหล็กสูง

ทั้งนี้ มาตรฐานเหล็กเส้นของจีน (GB 1499.2-2024) ได้ยกเลิกการผลิตเหล็กจากเตา Induction Furnace (IF) ทั้งหมดไปแล้วตั้งแต่ปี 2017 หลังพบปัญหาคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน สำหรับประเทศไทยแม้ในอดีตจะเคยเพิ่มกรรมวิธี IF เข้ามาในปี 2559 แต่ในร่าง มอก. ใหม่นี้ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. สนับสนุนการกลับไปใช้ BO และ EF เป็นฐานการผลิตหลักเพื่อให้ได้คุณภาพเหล็กที่สม่ำเสมอ

ผู้ผลิตไทยเผชิญความท้าทาย-ยกระดับเทคโนโลยีทั้งระบบ

การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของผู้ผลิตเหล็กเส้นในประเทศ โดยระดับเทคโนโลยีการผลิตจะต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การควบคุมคุณภาพเพียงแค่เศษเหล็กจะไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องครอบคลุมถึงกระบวนการปรุงเหล็ก (Refining) การออกแบบส่วนผสมทางเคมีที่แม่นยำ และการควบคุมโครงสร้างจุลภาค (Microstructure), แม้ในระยะสั้นอาจต้องมีการลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น แต่จะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลกในระยะยาว

เจาะลึกปฏิรูป 'มอก. 24' เหล็กข้ออ้อย รับบิ๊กโปรเจกต์ ดันมาตรฐานไทยสู้ตลาดโลก

เจาะลึกปฏิรูป 'มอก. 24' เหล็กข้ออ้อย รับบิ๊กโปรเจกต์ ดันมาตรฐานไทยสู้ตลาดโลก

สำหรับร่างมอก.ใหม่ของไทยดึง “ข้อกำหนดที่เข้มงวดที่สุด” ของคุณสมบัติทางกลและการทดสอบทุกรายการเทียบเท่ามาตรฐานอ้างอิง (ตามตาราง 2) แต่ “ไม่ได้ดึงข้อกำหนดทางกรรมวิธีการผลิต”มาด้วย (ตามตาราง 3)

เจาะลึกปฏิรูป 'มอก. 24' เหล็กข้ออ้อย รับบิ๊กโปรเจกต์ ดันมาตรฐานไทยสู้ตลาดโลก

ทั้งนี้ ประเด็นที่สำคัญคือ ร่างมอก.ฉบับใหม่ ได้ดึงเอา “ข้อกำหนดสูงสุด” ของมาตรฐานอ้างอิงทั้งญี่ปุ่นและจีนมาใช้ แต่ “ไม่ได้ดึงข้อกำหนดของกรรมวิธีการผลิต” ที่สอดคล้องรองรับกันมาด้วย

ดังนั้น กลุ่มฯ เหล็ก ส.อ.ท. จึงสนับสนุนมติของ กมอ. ในการกำหนดกระบวนการต้นทาง เป็น BO และ EF เช่นเดียวกับมาตรฐานอ้างอิง

"ใครได้ประโยชน์" จากการแก้ไข มอก. 24

สำหรับประโยชน์จากการยกระดับมาตรฐานครั้งนี้จะส่งผลดีต่อทุกภาคส่วน ดังนี้
1. ประชาชนและสาธารณะ ได้รับความปลอดภัยสูงสุดจากโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งก่อสร้างที่ต้านทานภัยพิบัติได้ดีขึ้น
2. ผู้ใช้เหล็ก/โครงการก่อสร้าง สามารถลดน้ำหนักเหล็กในโครงสร้างได้จากการใช้เหล็กเกรดสูงที่มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น
3. ภาครัฐ ลดภาระการตรวจติดตามคุณภาพ เนื่องจากมีการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดตั้งแต่กระบวนการผลิตต้นทาง
4. อุตสาหกรรมเหล็กไทย พัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันสู่ระดับสากลและสร้างความยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรม

"การแก้ไข มอก. 24 ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการปรับปรุงตัวเลขในกระดาษ แต่เป็นการ 'สังคายนามาตรฐาน' เพื่อยกระดับความปลอดภัยและเทคโนโลยีของประเทศให้ก้าวทันโลกอย่างแท้จริง"