วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม 2569

Login
Login

'อียู' จ่อ ขยาย 'CBAM' คุม 180 สินค้าปลายน้ำ 3 อุตฯไทยเสี่ยง ดีเดย์ 1 ม.ค. 71

มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) กำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ หลังจากต้นเดือนก.ค. 2569 คณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมของรัฐสภายุโรป (ENVI) มีมติรับรองข้อเสนอในการขยายขอบเขต จากเดิมที่ครอบคลุมเฉพาะวัสดุพื้นฐาน 6 กลุ่ม

ประกอบด้วย เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน ให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ปลายน้ำที่ใช้เหล็กและอะลูมิเนียมในปริมาณสูงถึง 180 รายการ เช่น เครื่องจักร ฮาร์ดแวร์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ก่อสร้าง โดยคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ม.ค. 2571

สะท้อนทิศทางใหม่ของมาตรการสิ่งแวดล้อมยุโรปที่กำลังขยับจากการควบคุมคาร์บอนของผู้ผลิตวัตถุดิบต้นน้ำ ไปสู่การกำกับดูแลตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้สอดคล้องกับระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ EU และปิดช่องว่างด้านต้นทุนของประเทศที่ยังไม่มีกลไกกำหนดราคาคาร์บอนของตนเอง

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจะขยายวงกว้างกว่าระยะที่ผ่านมา เพราะสินค้าที่อยู่ในข่ายพิจารณารอบใหม่ล้วนเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของภาคอุตสาหกรรม คือ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน และเครื่องจักรและผลิตภัณฑ์โลหะสำเร็จรูป 

โดยทั้ง 3 กลุ่มนี้ใช้เหล็กและอะลูมิเนียมเป็นวัตถุดิบหลัก จึงมีแนวโน้มถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าปลายน้ำที่ EU เตรียมขยายมาตรการ CBAM

'อียู' จ่อ ขยาย 'CBAM' คุม 180 สินค้าปลายน้ำ 3 อุตฯไทยเสี่ยง ดีเดย์ 1 ม.ค. 71

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ อธิบายว่า EU กำลังยกระดับจากการเน้นวัตถุดิบคาร์บอนเข้มข้น 6 กลุ่มเดิม ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน ไปสู่การครอบคลุมสินค้าปลายน้ำที่ใช้เหล็กและอะลูมิเนียมเป็นวัตถุดิบหลัก

ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตย้ายฐานหรือหันไปนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปจากประเทศที่มีมาตรการด้านคาร์บอนหย่อนกว่า

ตามบัญชีแนบท้ายข้อเสนอ สินค้าที่อาจถูกรวมเข้ามาอยู่ในขอบเขตใหม่มีตั้งแต่สกรู สลักเกลียว ลวดและสปริง เครื่องยนต์และเครื่องจักรอุตสาหกรรม ตู้เย็นและเครื่องซักผ้า มอเตอร์ หม้อแปลงและสายไฟ รถบรรทุกและชิ้นส่วนบางประเภท ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์โลหะและอาคารสำเร็จรูป

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าสินค้าทั้งหมวดจะเข้าข่าย CBAM โดยอัตโนมัติ ผู้ประกอบการยังต้องตรวจสอบรหัสพิกัด CN รายละเอียดสินค้า และเงื่อนไข "ex" ที่จำกัดเฉพาะสินค้าซึ่งมีเหล็กหรืออะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน

มาตรการดังกล่าวจะขยายวงจากผู้ผลิตวัสดุพื้นฐานไปยังผู้ผลิตชิ้นส่วนและสินค้าสำเร็จรูปในห่วงโซ่ยานยนต์ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์โลหะมากขึ้น

แม้ในปี 2568 ไทยจะส่งออกสินค้าที่อยู่ในขอบเขต CBAM เดิมไปยัง EU เพียง 417.94 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.12% ของการส่งออกรวมของไทย และเกือบทั้งหมดเป็นเหล็กและอะลูมิเนียม

แต่เมื่อขอบเขตขยายไปครอบคลุมสินค้าปลายน้ำ มูลค่าการค้าที่ต้องเผชิญข้อกำหนดด้านคาร์บอนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ภาระตามกฎหมายจะตกอยู่ที่ผู้นำเข้าใน EU เป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ส่งออกไทยจะถูกขอข้อมูลจากโรงงานและซัพพลายเออร์มากขึ้นตามไปด้วย ทั้งปริมาณและแหล่งที่มาของโลหะ การปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการผลิต คาร์บอนที่ฝังตัวอยู่ในวัตถุดิบตั้งต้นตามที่ CBAM กำหนด

รวมถึงหลักฐานการชำระราคาคาร์บอนในประเทศต้นทาง ทั้งนี้ การคำนวณดังกล่าวไม่ใช่การนำการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุก Scope (1–3) ของผลิตภัณฑ์มาคิดรวมโดยอัตโนมัติ แต่ต้องใช้วิธีการเฉพาะตามหลักเกณฑ์ของ CBAM และหากผู้ประกอบการไม่มีข้อมูลจริงที่สามารถทวนสอบได้ ผู้นำเข้าอาจจำเป็นต้องใช้ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเริ่มต้น (default values) ที่คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดไว้แทน ซึ่งมักสูงกว่าค่าการปล่อยจริง และอาจทำให้ต้นทุนภายใต้ CBAM สูงขึ้นตามไปด้วย

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ขอแนะนำให้ผู้ประกอบการไทยเร่งดำเนินการใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ตรวจสอบพิกัดสินค้าและสัดส่วนวัตถุดิบโลหะของตนเอง 

2.จัดวางระบบตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) ควบคู่กับการตรวจสอบย้อนกลับที่น่าเชื่อถือ 

3.ลดความเข้มข้นคาร์บอนผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การหันมาใช้ไฟฟ้าหมุนเวียน และการใช้วัตถุดิบรีไซเคิลมากขึ้น โดยการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ผู้ประกอบการควรตรวจสอบให้ขอบเขตและวิธีคำนวณข้อมูลสอดคล้องกับข้อกำหนดของ CBAM โดยเฉพาะ ไม่ใช่เพียงมาตรฐาน CFP ทั่วไป

CBAM กำลังเปลี่ยนจากกฎที่กระทบผู้ผลิตวัสดุต้นน้ำไปสู่มาตรฐานการค้าทั้งห่วงโซ่อุปทาน ผู้ประกอบการที่รู้พิกัดสินค้า มีข้อมูลคาร์บอนน่าเชื่อถือ และลดการปล่อยได้ก่อน จะลดความเสี่ยงด้านต้นทุนและเพิ่มโอกาสเป็นซัพพลายเออร์ในตลาดคาร์บอนต่ำ” นายนันทพงษ์กล่าว

การขยายขอบเขต CBAM ครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ผู้ส่งออกไทยไม่อาจมองข้าม เพราะแม้วันนี้มูลค่าการส่งออกที่ได้รับผลกระทบโดยตรงยังอยู่ในระดับต่ำ แต่เมื่อ CBAM ขยายจากวัตถุดิบต้นน้ำไปสู่สินค้าปลายน้ำ

ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่เพียงผู้ผลิตเหล็กและอะลูมิเนียมอีกต่อไป แต่จะลามไปถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งยานยนต์ เครื่องจักร และเครื่องใช้ไฟฟ้า ผู้ประกอบการที่เตรียมพร้อมด้านข้อมูลคาร์บอนตั้งแต่วันนี้ ไม่เพียงลดความเสี่ยงด้านต้นทุนในอนาคต แต่ยังเปิดโอกาสให้ก้าวขึ้นเป็นซัพพลายเออร์ในตลาดคาร์บอนต่ำที่โลกกำลังมุ่งหน้าไปด้วยเช่นกัน