วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน 2569

Login
Login

'พิพัฒน์' เร่ง ขสมก.เปลี่ยนรถเมล์ EV 2,320 คัน หวังองค์กรล้างหนี้

“พิพัฒน์” เร่ง ขสมก.เปลี่ยนผ่านรถเมล์ EV รวม 2,320 คัน ภายในปี 2570 หวังลดต้นทุนบริหารจัดการ ด้าน ขสมก. มั่นใจเป็นแนวทางหนุนองค์กรปลดล็อกฟื้นฟูกิจการ ประกาศเตรียมปรับโครงสร้างบุคลากรและบริหารหนี้ 1.5 แสนล้านบาท ตั้งเป้า EBITDA กลับมาเป็นศูนย์ภายในปี 2573

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน ในงานวันคล้ายวันก่อตั้ง องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ครบรอบ 50 ปี โดยระบุว่า ภารกิจสำคัญของ ขสมก.ในขณะนี้คือการเปลี่ยนผ่านรถโดยสารจากรถระบบสันดาป ทั้งน้ำมันและก๊าซ เป็นรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการปล่อยมลพิษ ช่วยลดภาระต้นทุนดำเนินงาน โดยเฉพาะค่าซ่อมบำรุงและต้นทุนพลังงาน

อย่างไรก็ดี ตามแผนของ ขสมก. ทราบว่า จะมีการรับมอบรถโดยสาร EV ภายใต้โครงการเช่ารถโดยสาร จำนวน 1,520 คัน ทยอยรับมอบแบ่งเป็น เดือน มี.ค. 2570 รับมอบ 500 คัน เดือน เม.ย.2570 รับมอบ 500 คัน และเดือน พ.ค.2570 รับมอบ 520 คัน อีกทั้งยังมีแผนจัดหาเพิ่มเติมอีก 800 คัน เพื่อให้การให้บริการรถโดยสารของ ขสมก. ในปี 2570 เปลี่ยนเป็นรถ EV ทั้งหมด

ส่วนประเด็นค่าโดยสารสำหรับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ยังอยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อออกแบบกลไกช่วยเหลือให้เหมาะสม หลังรถเมล์ร้อนทยอยหมดไป โดย ขสมก. อยู่ระหว่างจัดทำข้อมูลการใช้บริการ เพื่อให้สามารถแยกกลุ่มผู้โดยสารและออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงกลุ่มมากขึ้น

ด้านนายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. ระบุว่า ขสมก.ได้เตรียมจัดหา รถเมล์ EV ระยะที่ 2 จำนวน 800 คัน วงเงินรวม 8,400 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดประมูลได้ในช่วงต้นปี 2570 และเร่งรับมอบในปลายปี 2570 ดังนั้นในปลายปีหน้า ขสมก.จะมีรถโดยสารปรับอากาศ EV ให้บริการรวมจำนวน 2,320 คัน ทยอยทดแทนรถเก่าที่มีต้นทุนซ่อมบำรุงสูง ทั้งรถครีมแดง ครีมน้ำเงิน และรถส้มแดวู

อย่างไรก็ดี ขสมก.ประเมินว่า หากรถใหม่เข้ามาให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2571 เป็นต้นไป จะประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งในส่วนของค่าเหมาซ่อมจากเดิมประมาณ 1,800–2,000 ล้านบาทต่อปี เหลือประมาณ 1,500 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงปัจจุบันเกือบ 2,000 ล้านบาทต่อปี คาดว่าจะลดลงได้ประมาณ 60% เหลือราว 800 ล้านบาท

ขณะที่ภาพหนี้สะสมของ ขสมก.ในปัจจุบันมีประมาณ 1.5 แสนล้านบาท อยู่ระหว่างบริหารโครงสร้างหนี้ โดยมีการออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน เพื่อลดภาระดอกเบี้ย ซึ่งการปรับเปลี่ยนลดต้นทุนต่างๆ ในครั้งนี้ จะช่วยลดภาระทางการเงินขององค์กร และผลักดันให้ EBITDA ซึ่งสะท้อนผลการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย กลับมาอยู่ที่ระดับศูนย์ภายในปี 2573