“อัทธ์ พิศาลวานิช” คณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ประเมินไทยเสี่ยงโดนภาษีนำเข้าสหรัฐฯ รวมสูงถึง 31.5% จากทั้งภาษีต่างตอบแทน และมาตรการแรงงานบังคับตามมาตรา 301 ส่งผลให้ไทยอยู่ในกลุ่มโดนเก็บภาษีระดับสูงของอาเซียน พร้อมเปิด 3 ฉากทัศน์ ความน่าจะเป็น ชี้ ทางรอดไทยต้องเร่งออกกฎหมายแบนสินค้าแรงงานบังคับ เจรจาป้องโดนเก็บภาษีซ้ำซ้อน
KEY POINTS
- รศ. ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ประเมินว่าไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้ารวมในอัตรา 31.5%
- อัตราภาษีดังกล่าวเป็นการรวมภาษีตามข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) 19% และภาษีตามมาตรา 301 กรณีสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอีก 12.5%
- อัตราภาษี 31.5% ทำให้ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียนที่สหรัฐฯ เก็บภาษีในอัตราสูง เป็นรองเพียงเวียดนาม (32.5%)
- มีการประเมิน 3 ฉากทัศน์ โดยกรณีที่เป็นไปได้มากที่สุด (50%) คือไทยจะโดนภาษีรวม 31.5% กรณีดีที่สุดคือ 19% และกรณีเลวร้ายสุดคือ 44%
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผย ว่า ได้ประเมินการ"เจรจาภาษีไทย-สหรัฐฯ เทียบอาเซียน ไทยโดนเก็บเท่าไร "โดยสถานะในขณะนี้ไทยและสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการเจรจาเกี่ยวกับอัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บจากสินค้าไทย โดยมีประเด็นสำคัญ 2 ส่วน คือ ภาษีตามข้อตกลงภาษีต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) และการไต่สวนตามมาตรา 301 ของ Trade Act 1974 ซึ่งทั้งสองประเด็นอยู่ภายใต้การเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR)
สำหรับภาษีตาม ART ไทยและสหรัฐฯ ยังไม่มีข้อสรุป เนื่องจากยังไม่มีการลงนามในข้อตกลง โดยอัตราเดิมที่สหรัฐฯ ใช้เป็นฐานสำหรับไทยอยู่ที่ 19% ตามกรอบกฎหมาย IEEPA ขณะที่ประเทศอาเซียนบางประเทศได้ลงนาม ART แล้ว เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และกัมพูชา ส่วนสิงคโปร์มีความตกลง FTA กับสหรัฐฯ และมีอัตราภาษีตามความตกลงอยู่ที่ 0%
ในส่วนมาตรา 301 ซึ่ง USTR ใช้ไต่สวนประเด็นการค้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าไม่เป็นธรรม มี 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับจากประเทศที่สาม และการผลิตผลผลิตส่วนเกิน โดยกรณีสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ USTR ได้ข้อสรุปอัตราภาษีแล้ว โดยไทยถูกเรียกเก็บภาษี 12.5% เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ขณะที่กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย อยู่ที่ 10% เนื่องจากมีข้อผูกพันหรือมาตรการเกี่ยวกับการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ
เมื่อนำอัตราภาษีรวม ณ วันที่ 24 ก.ย. 2569 ของไทยกับอาเซียนมาเปรียบเทียบกัน โดยนำอัตราภาษีตาม ART รวมกับอัตราภาษี ตาม ม.301 ที่นำสินค้าเข้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ พบว่า เวียดนามถูกเก็บภาษี 32.5% ตามด้วยไทย 31.5% และเมื่อแบ่งการจัดเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ออกเป็น 3 ระดับคือ สูง ปานกลาง และต่ำ พบว่าประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ในอัตราสูง ร่วมกับ ลาว เมียนมา เวียดนาม และฟิลิปฟินส์ ในขณะที่สิงคโปร์ เป็นประเทศที่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีต่ำสุดของอาเซียน
“ ประเมินความน่าจะเป็นที่ไทยเจอภาษีสหรัฐฯ 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ กรณีเลวร้ายสุด อัตราภาษีรวม 44% มีความน่าจะเป็น 15% กรณีปานกลาง อัตราภาษีรวม 31.5% มีความน่าจะเป็น 50% และกรณีดีที่สุด อัตราภาษีรวม 19% มีความน่าจะเป็น 35% ” รศ.อัทธ์ กล่าว
รศ.อัทธ์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการเจรจาไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการทำให้อัตรา ART อยู่ที่ 19% แต่ควรเจรจาให้ภาษีเพิ่มเติมจากทุกมาตรการรวมกันไม่เกิน 19% รวมถึงต้องเจรจาไม่ให้เกิดการเก็บภาษีซ้อนระหว่างภาษีตาม ART และมาตรา 301 นอกจากนี้ ไทยควรเร่งออกกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่อาจทำให้ไทยถูกเก็บภาษีเกิน 19%
อีกข้อเสนอคือ ไทยควรจัดทำข้อมูลโต้แย้งข้อกล่าวหาเรื่องผลผลิตส่วนเกินเป็นรายอุตสาหกรรม โดยบทวิเคราะห์ระบุว่า ปัจจุบันอัตราการใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมไทยลดลงในทุกอุตสาหกรรม และยกตัวอย่างอุตสาหกรรมเหล็กที่มีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 30% และคาดว่าในอนาคตอันใกล้อาจลดลงเหลือ 25% ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบการเจรจาได้





