วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

เอกนิติลุยฟาสต์แทรก 'BOI to IPO' เล็ง 'ฉางอาน-อินโนไลท์' จดทะเบียน

รัฐบาลเร่งผลักดันโครงการ “BOI to IPO” ดัน Fast Track ให้บริษัทเทคโนโลยีที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

KEY POINTS

  • รัฐบาลเร่งผลักดันโครงการ “BOI to IPO” เพื่อเปิดช่องทางลัด (Fast Track) ให้บริษัทเทคโนโลยีที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น
  • โครงการนี้จะผ่อนปรนเกณฑ์การพิจารณาผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปี โดยจะพิจารณาจากปัจจัยอื่นแทน เช่น ความมั่นคงของบริษัทแม่และมูลค่าการลงทุนจริง เพื่อลดระยะเวลาการเข้าจดทะเบียนเหลือ 1-2 ปี
  • รัฐบาลได้เชิญชวนบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากจีน โดยมีเป้าหมายหลักคือ ฉางอาน (Changan) ผู้ผลิตรถยนต์ EV และ อินโนไลท์ (InnoLight) ผู้นำด้านอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง
  • บริษัทฉางอานได้รับคำเชิญให้จดทะเบียนในรูปแบบ Dual Listing และแสดงความสนใจ โดยคาดว่าจะเป็นบริษัทแรกๆ ที่เข้าร่วมโครงการนี้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่าในปัจจุบันคลื่นลงทุนในยุคใหม่ที่เป็นกระแสที่หลั่งไหลเข้ามาเหมือนคลื่น (Wave) การลงทุนใหม่ที่เข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับ AI รัฐบาลต้องการดำเนินยุทธศาสตร์ “Investment-Led Growth” ในการดึงการลงทุนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยอยู่ระหว่างเร่งทำโครงการ “BOI to IPO” โดยมีความคิดว่าจะเปิดเป็นแทรคพิเศษ (Special Track) เพื่อสนับสนุนให้บริษัทเทคโนโลยีที่มีการขอส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย เข้าระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ โดยจะอำนวยความสะดวกและสร้างช่องทางลัดให้บริษัทเหล่านี้สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ จากการเดินทางเยือนประเทศจีนเมื่อเร็วๆ นี้ ได้เชิญชวน ผู้ประกอบการจีน ให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย และเชิญชวนผู้ประกอบการจีนให้เข้าร่วมโครงการ BOI to IPO โดยบริษัทหนึ่งที่ได้มีการเชิญชวนคือ บริษัทฉางอาน ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รายใหญ่จากจีนที่เลือกไทยเป็นฐานผลิตพวงมาลัยขวาเพื่อการส่งออก ให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยในรูปแบบ Dual Listing

โดยคาดหวังว่าจะเป็นบริษัทแรกๆ ที่ดำเนินการในลักษณะนี้โดยวางกรอบเวลาเป้าหมายไว้ประมาณ 1-2 ปี

“หลังจากที่รัฐบาลได้เชิญชวนฉางอานเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ในรูปแบบ Dual Listing ผู้บริหารของบริษัทมีความสนใจมาก อย่างไรก็ตามบริษัทต้องไปหารือกับทางการจีนก่อนเนื่องจากเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ก็มีโอกาสอย่างมากที่บริษัทจะเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย”

ด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่าบีโอไอได้รับนโยบายให้เร่งดำเนินการโครงการ BOI to IPO โดยในขณะนี้บีโอไออยู่ระหว่างทำงานร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อจัดทำแนวทาง “Fast Track” สำหรับบริษัทที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนที่มีศักยภาพสูง

โดยกลไกนี้จะช่วยทลายข้อจำกัดเดิมที่กำหนดให้บริษัทต้องมีผลประกอบการย้อนหลัง (Track Record) ถึง 3 ปี จึงจะยื่นไฟลิ่งได้ โดยเกณฑ์ใหม่นี้จะหันไปพิจารณาจากมิติอื่น ๆ ประกอบ เช่น ความมั่นคงของบริษัทแม่ที่เป็นบริษัทชั้นนำของโลก มูลค่าการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงในไทย และความสำคัญของอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งอาจทำให้บริษัทเหล่านี้เข้าจดทะเบียนได้เร็วขึ้นภายใน 1-2 ปีเท่านั้น

นายนฤตม์ กล่าวด้วยว่า ในการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรี และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีนนายกรัฐมนตรีได้สื่อสารกับนักลงทุนว่า หากบริษัทต้องการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตในระยะยาว การระดมทุนและบริหารจัดการเงินผ่านตลาดทุนไทย จะช่วยให้บริษัทมีความมั่นคงยิ่งขึ้นซึ่งประเทศไทยพร้อมอำนวยความสะดวกและสนับสนุนให้ลงทุนในประเทศไทย ขณะที่การนำบริษัทไฮเทคเหล่านี้เข้าสู่ตลาดหุ้นยังเป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยได้ร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจแห่งอนาคต ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และการยอมรับของคนไทยต่อบริษัทเหล่านั้นในฐานะพันธมิตรที่เติบโตไปพร้อมกับประเทศไทยด้วย

ทั้งนี้ ตัวอย่างบริษัทที่รัฐบาลได้ชักชวนให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย เช่น บริษัท ฉางอาน ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรม EV ของจีนซึ่งมีการลงทุนสร้างโรงงานในประเทศ และอีกบริษัทคือ InnoLight Technology หรือที่ดำเนินกิจการในประเทศไทยในชื่อ เทราฮอป (TeraHop) ซึ่งบริษัทนี้เป็นผู้นำด้านอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสงที่มีการลงทุนต่อเนื่องในประเทศไทย

ทั้งสองบริษัทมีการตอบรับที่ดีต่อแนวคิดนี้ โดยบีโอไอพร้อมจะออกมาตรการจูงใจ (Incentive) เพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นให้บริษัททั้งรายเดิมและรายใหม่ตัดสินใจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยมากขึ้น

“การผลักดันบริษัทที่ได้บีโอไอเข้าสู่ตลาดทุนไม่ได้เป็นเพียงการหาแหล่งเงินทุน แต่คือการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ใหม่ที่วางไว้ โดยบีโอไอจะทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจไทย ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยก็จะสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และเป็นโอกาสที่คนไทยร่วมเป็นเจ้าของผ่านการถือหุ้นเป็นเจ้าของกิจการด้วย”