วันนี้ (24 ก.ค.) ในงาน Intelligent EV industry CXO Forum Driving the Future of Intelligent Mobility จัดโดย เนชั่นกรุ๊ป ร่วมกับหัวเว่ย เทคโนโลยี ในการเสวนาหัวข้อ "Thailand EV Outlook: Accelerating the Shift, Powering Competitiveness" ที่มีผู้นำจาก 4 หน่วยงานหลักทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันฉายภาพอนาคตยุทธศาสตร์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศไทยเพื่อให้เห็นถึงความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับโลกและการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานเพื่อรองรับเทคโนโลยีอัจฉริยะแบบครบวงจรในอนาคต
นางสาวศุธาศินี สมิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ทิศทางของรัฐบาลมีความชัดเจนอย่างยิ่งในการผลักดันเศรษฐกิจผ่านนโยบาย Green และ Digital รวมถึงการมุ่งสู่ระบบการเคลื่อนที่อัจฉริยะ (Intelligent Mobility) โดยบีโอไอได้ออกมาตรการสนับสนุนที่ครอบคลุมทั้งฝั่งอุปทาน (Supply) และอุปสงค์ (Demand) เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนของภาคเอกชน
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวสู่การเชื่อโยงการผลิตแบบ Smart Manufacturing โดยการนำระบบอัตโนมัติ (Automation) และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ BOI ยังให้ความสำคัญกับการสร้างพันธมิตรผ่านการร่วมทุน (Joint Venture) ระหว่างบริษัทไทยและต่างชาติ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่เป็นจุดแข็งของแต่ละฝ่าย
“จุดแข็งของประเทศไทยมีในหลายด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และห่วงโซ่อุปทานที่เราพัฒนามาอย่างยาวนาน... รัฐบาลสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Smart Manufacturing โดยมีการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจอย่างงาน Subcon Thailand ซึ่งปีที่ผ่านมาเกิดการจับคู่เกือบ 10,000 คู่ มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าสู่ห่วงโซ่ EV” นางสาวศุธาศินี กล่าว
ด้านนายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่ายอดจดทะเบียนรถไฟฟ้าในไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งในกลุ่มรถ 2 ล้อ และ 4 ล้อ โดยล่าสุดในงานแสดงรถยนต์มียอดจองรถ EV สูงถึง 70% สะท้อนถึงการเปิดใจของผู้บริโภคชาวไทยให้กับรถ EV ขณะที่ความกังวลเรื่องสถานีชาร์จ (Charging Station) เริ่มคลี่คลายลงเนื่องจากมีการขยายตัวครอบคลุมเพียงพอต่อการใช้งานแล้วแต่ก็ยังต้องมีการลงทุนในส่วนนี้เพิ่มเพื่อรองรับจำนวนรถEV ที่เพิ่มขึ้น
นายสุโรจน์ยังได้เปรียบเทียบศักยภาพของไทยกับเพื่อนบ้าน โดยระบุว่าแม้เวียดนามจะมีแบรนด์ของตัวเอง หรืออินโดนีเซียจะมีทรัพยากรนิกเกิล แต่จุดแข็งที่เลียนแบบไม่ได้ของไทยคือ "ระบบนิเวศการผลิตที่ครบวงจร" และความสามารถในการส่งออกที่สูงถึง 80% ของกำลังการผลิต
ปัจจุบันมีค่ายรถรายใหญ่ตัดสินใจตั้งโรงงานผลิตในไทยแล้วถึง 8 ราย ซึ่งจะทำให้เป้าหมายการเป็นฮับ EV ของไทยกลายเป็นความจริง
“เป้าหมายของเราคือ เราไม่ต้องการเป็นเพียงแค่ตลาดรถไฟฟ้า แต่เราต้องการเป็นฐานการผลิต... ปัจจุบันไทยมีศักยภาพในการส่งออกถึง 80% ซึ่งความแข็งแกร่งของ Supply Chain และ Ecosystem ของเราจะทำให้เรายังคงความเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ได้อย่างแน่นอน” นายสุโรจน์ กล่าว
สำหรับมุมมองของ ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ระบุว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 100 ปี จากเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบอัจฉริยะ ปัจจุบันประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 10-11 ของโลก ซึ่งสิ่งที่จะสามารถทำให้เกิดการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจำเป็นต้องรักษาความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานที่มีผู้ประกอบการกว่า 2,000 รายเอาไว้ให้ได้
ทั้งนี้ความท้าทายใหม่ที่ผู้ผลิตไทยต้องเผชิญคือ วงจรการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่สั้นลงอย่างมาก จากเดิมที่เคยใช้เวลาถึง 60 เดือนในการพัฒนาชิ้นส่วน ปัจจุบันเหลือเพียง 24 เดือนเท่านั้น นอกจากนี้ยังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับเทคโนโลยีที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่ BEV แต่รวมถึง Hybrid (HEV) ที่กำลังเติบโตอย่างสูงในไทย ซึ่งสถาบันยานยนต์ยังได้เตรียมความพร้อมด้านศูนย์ทดสอบมาตรฐานสากลเพื่อรองรับการวิจัยระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Autonomous) ให้เหมาะสมกับสภาพจราจรในไทยที่มีรถจักรยานยนต์จำนวนมากในอนาคต
“การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 100 ปี ประเทศไทยเราจึงไม่ควรมองแค่ BEV แต่รวมถึง XEV ทั้งหมด ซึ่งความคล่องตัวหรือ Agility ของผู้ผลิตชิ้นส่วนต้องสูงขึ้น เพราะจากเดิมเรามีเวลาพัฒนา 60 เดือน เดี๋ยวนี้เหลือเพียง 24 เดือน รุ่นใหม่ก็มาแล้ว” ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าว
นายฐิติพัฒน์ ไทยจงรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมยานยนต์ กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม กล่าวว่ากระทรวงคมนาคมเน้นย้ำถึงบทบาทในการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้ผู้ใช้งาน โดยการนำมาตรฐานสากล (UN) มาบังคับใช้กับแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า รวมถึงระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ (ADAS) นอกจากนี้ยังมีการเตรียมความพร้อมด้านการตรวจสภาพรถด้วยระบบ OBD เพื่อตรวจสอบความแข็งแรงของแบตเตอรี่ (State of Health) และแผนการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้ว (2nd Life)
ในด้านการขนส่งสาธารณะ กระทรวงคมนาคมมีแผนเปลี่ยนรถเมล์ในกรุงเทพฯ เป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด โดยปัจจุบันเริ่มนำเข้ามาใช้งานแล้วและมีแผนขยายผลเพิ่มอีกนับพันคันในอนาคต รวมถึงโครงการเปลี่ยนรถแท็กซี่เก่าเป็น EV Taxi ผ่านวงเงินกู้กว่า 2 แสนล้านบาท เพื่อยกระดับบริการให้มีรถหลากหลายขนาดและลดมลพิษในเขตเมือง
นอกจากนี้รัฐบาลมีนโยบายลดภาษีประจำปีสำหรับรถ EV ถึง 80% เป็นเวลา 3 ปี เพื่อจูงใจให้เกิดการใช้งาน และในอนาคตเรากำลังพิจารณาเรื่องป้ายทะเบียนสีฟ้า และการกำหนดพื้นที่ City Center ที่จะอนุญาตให้เฉพาะรถ EV เข้าใช้งานได้เพื่อแก้ปัญหามลพิษอย่างยั่งยืน” นายฐิติพัฒน์ กล่าว


