วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

'ไทย' ศูนย์กลาง EV รัฐ-เอกชน ผนึกยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน-นโยบาย

กรุงเทพธุรกิจ ร่วมกับหัวเว่ย เทคโนโลยี เปิดเวทีประกาศศักดาฮับ EV อาเซียน! เร่งเครื่องยุทธศาสตร์ความร่วมมือรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในรอบ 100 ปี

KEY POINTS

  • ภาครัฐ โดย BOI และกระทรวงคมนาคม ออกนโยบายและมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน ทั้งการส่งเสริมการลงทุน การลดหย่อนภาษี และการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยสากลเพื่อสร้างระบบนิเวศ EV
  • ภาคเอกชนชี้จุดแข็งของไทยด้านห่วงโซ่อุปทานการผลิตที่ครบวงจรและศักยภาพการส่งออกสูง ซึ่งดึงดูดค่ายรถยนต์ชั้นนำ 8 รายให้ตัดสินใจตั้งฐานการผลิตในประเทศ
  • มีการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น การขยายสถานีชาร์จให้ครอบคลุม และการปรับเปลี่ยนรถขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ ให้เป็นรถไฟฟ้า (EV)
  • ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวรับความท้าทายใหม่ โดยเฉพาะวงจรการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สั้นลงจาก 60 เดือนเหลือเพียง 24 เดือน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

กรุงเทพธุรกิจ ร่วมกับหัวเว่ย เทคโนโลยี จัดงาน Intelligent EV industry CXO Forum Driving the Future of Intelligent Mobility เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2569 

สำหรับช่วงเสวนาหัวข้อ "Thailand EV Outlook: Accelerating the Shift, Powering Competitiveness" มีผู้นำ 4 หน่วยงานภาครัฐและเอกชนร่วมฉายภาพอนาคตยุทธศาสตร์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ไทยเพื่อให้เห็นความพร้อมการเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับโลกและการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานรองรับเทคโนโลยีอัจฉริยะแบบครบวงจรในอนาคต 

นางสาวศุธาศินี สมิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ทิศทางของรัฐบาลมีความชัดเจนอย่างยิ่งในการผลักดันเศรษฐกิจผ่านนโยบาย Green และ Digital รวมถึงการมุ่งสู่ระบบการเคลื่อนที่อัจฉริยะ (Intelligent Mobility)

บีโอไอได้ออกมาตรการสนับสนุนที่ครอบคลุมทั้งฝั่งอุปทาน (Supply) และอุปสงค์ (Demand) เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนของภาคเอกชน

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวสู่การเชื่อโยงการผลิตแบบ Smart Manufacturing โดยการนำระบบอัตโนมัติ (Automation) และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ 

นอกจากนี้ BOI ให้ความสำคัญกับการสร้างพันธมิตรผ่านการร่วมทุน (Joint Venture) ระหว่างบริษัทไทยและต่างชาติ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่เป็นจุดแข็งของแต่ละฝ่าย


'ไทย' ศูนย์กลาง EV รัฐ-เอกชน ผนึกยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน-นโยบาย
“จุดแข็งของไทยมีหลายด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และห่วงโซ่อุปทานที่พัฒนามานาน รัฐบาลสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Smart Manufacturing โดยจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจอย่างงาน Subcon Thailand ปีที่ผ่านมาจับคู่เกือบ 10,000 คู่ มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าสู่ห่วงโซ่ EV” นางสาวศุธาศินี กล่าว 

นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า ยอดจดทะเบียนรถไฟฟ้าในไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งในกลุ่มรถ 2 ล้อ และ 4 ล้อ โดยล่าสุดในงานแสดงรถยนต์มียอดจองรถ EV สูงถึง 70%

สะท้อนถึงการเปิดใจของผู้บริโภคชาวไทยให้กับรถ EV ขณะที่ความกังวลเรื่องสถานีชาร์จ (Charging Station) เริ่มคลี่คลายลงเนื่องจากมีการขยายตัวครอบคลุมเพียงพอต่อการใช้งานแล้วแต่ก็ยังต้องมีการลงทุนในส่วนนี้เพิ่มเพื่อรองรับจำนวนรถEV ที่เพิ่มขึ้น 

นายสุโรจน์ ได้เปรียบเทียบศักยภาพไทยกับเพื่อนบ้าน โดยระบุว่าแม้เวียดนามมีแบรนด์ตัวเอง หรืออินโดนีเซียจะมีทรัพยากรนิกเกิล แต่จุดแข็งที่เลียนแบบไม่ได้ของไทยคือ "ระบบนิเวศการผลิตที่ครบวงจร" และความสามารถในการส่งออกที่สูงถึง 80% ของกำลังการผลิต

ปัจจุบันมีค่ายรถรายใหญ่ตัดสินใจตั้งโรงงานผลิตในไทยแล้วถึง 8 ราย ซึ่งจะทำให้เป้าหมายการเป็นฮับ EV ของไทยกลายเป็นความจริง


'ไทย' ศูนย์กลาง EV รัฐ-เอกชน ผนึกยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน-นโยบาย

“เป้าหมายของเราคือ เราไม่ต้องการเป็นเพียงแค่ตลาดรถไฟฟ้า แต่เราต้องการเป็นฐานการผลิต... ปัจจุบันไทยมีศักยภาพในการส่งออกถึง 80% ซึ่งความแข็งแกร่งของ Supply Chain และ Ecosystem ของเราจะทำให้เรายังคงความเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ได้อย่างแน่นอน”  นายสุโรจน์ กล่าว 


ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ระบุว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 100 ปี จากเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบอัจฉริยะ

ปัจจุบันประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 10-11 ของโลก ซึ่งสิ่งที่จะสามารถทำให้เกิดการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจำเป็นต้องรักษาความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานที่มีผู้ประกอบการกว่า 2,000 รายเอาไว้ให้ได้ 

ทั้งนี้ความท้าทายใหม่ที่ผู้ผลิตไทยต้องเผชิญคือ วงจรการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่สั้นลงอย่างมาก จากเดิมที่เคยใช้เวลาถึง 60 เดือนในการพัฒนาชิ้นส่วน ปัจจุบันเหลือเพียง 24 เดือนเท่านั้น

นอกจากนี้ยังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับเทคโนโลยีที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่ BEV แต่รวมถึง Hybrid (HEV) ที่กำลังเติบโตอย่างสูงในไทย ซึ่งสถาบันยานยนต์ยังได้เตรียมความพร้อมด้านศูนย์ทดสอบมาตรฐานสากลเพื่อรองรับการวิจัยระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Autonomous) ให้เหมาะสมกับสภาพจราจรในไทยที่มีรถจักรยานยนต์จำนวนมากในอนาคต

'ไทย' ศูนย์กลาง EV รัฐ-เอกชน ผนึกยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน-นโยบาย

“การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 100 ปี ประเทศไทยเราจึงไม่ควรมองแค่ BEV แต่รวมถึง XEV ทั้งหมด ซึ่งความคล่องตัวหรือ Agility ของผู้ผลิตชิ้นส่วนต้องสูงขึ้น เพราะจากเดิมเรามีเวลาพัฒนา 60 เดือน เดี๋ยวนี้เหลือเพียง 24 เดือน รุ่นใหม่ก็มาแล้ว” ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าว 

นายฐิติพัฒน์ ไทยจงรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมยานยนต์ กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมเน้นย้ำถึงบทบาทในการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้ผู้ใช้งาน ดังนี้

  • การนำมาตรฐานสากล (UN) มาบังคับใช้กับแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า รวมถึงระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ (ADAS)
  • การเตรียมความพร้อมด้านการตรวจสภาพรถด้วยระบบ OBD เพื่อตรวจสอบความแข็งแรงของแบตเตอรี่ (State of Health)
  • แผนการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้ว (2nd Life)

ด้านการขนส่งสาธารณะ กระทรวงคมนาคมมีแผนเปลี่ยนรถเมล์ในกรุงเทพฯ เป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด โดยปัจจุบันเริ่มนำเข้ามาใช้งานแล้วและมีแผนขยายผลเพิ่มอีกนับพันคันในอนาคต รวมถึงโครงการเปลี่ยนรถแท็กซี่เก่าเป็น EV Taxi ผ่านวงเงินกู้กว่า 2 แสนล้านบาท เพื่อยกระดับบริการให้มีรถหลากหลายขนาดและลดมลพิษในเขตเมือง

'ไทย' ศูนย์กลาง EV รัฐ-เอกชน ผนึกยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน-นโยบาย

นอกจากนี้รัฐบาลมีนโยบายลดภาษีประจำปีสำหรับรถ EV ถึง 80% เป็นเวลา 3 ปี เพื่อจูงใจให้เกิดการใช้งาน และในอนาคตเรากำลังพิจารณาเรื่องป้ายทะเบียนสีฟ้า

และการกำหนดพื้นที่ City Center ที่จะอนุญาตให้เฉพาะรถ EV เข้าใช้งานได้เพื่อแก้ปัญหามลพิษอย่างยั่งยืน