สถิติการลงทุนสูงสุดประวัติการณ์สำหรับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนถึง 1,299 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 1,473,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย BOI ไม่มองความสำเร็จระยะสั้น แต่มองเป้าหมายระยะยาวช่วยเศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง และเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ตามที่รัฐบาลกำหนด
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า BOI ภายใต้การนำของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ทบทวนนโยบายและวางทิศทางการลงทุนยุคใหม่ หลังจากยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนปี 2566-2570 เข้าสู่ปลายแผน
สำหรับการเตรียมแผนฉบับใหม่ต้องคำนึงความพร้อมของไทยรับมือความผันผวนโลกและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว รวมถึงตอบโจทย์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้แข่งขันได้ โดยมีเป้าหมายสอดคล้องนโยบายรัฐบาลที่สนับสนุนไทยเป็นประเทศมีรายได้สูงภายใน 12 ปี
ทั้งนี้ หากย้อนดูการคลื่นลงทุนของไทยแบ่งได้ 3 ช่วง และกำลังอยู่ช่วงคลื่นการลงทุนลูกที่ 3 ดังนี้
คลื่นลูกที่ 1 ตั้งแต่ปี 2509 เป็นการเปิดประเทศรับการลงทุนทั่วไป
คลื่นลูกที่ 2 เป็นยุคการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและปิโตรเคมี
คลื่นลูกที่ 3 เกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมรวดเร็ว โดยมีปัจจัยเร่งจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความก้าวหน้าของ AI และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่ทำให้ไทยเป็นเป้าหมายสำคัญในอาเซียนที่นักลงทุนจำนวนมากให้ความสำคัญ
ยุทธศาสตร์ใหม่ตอบ 3 โจทย์สำคัญประเทศ
สำหรับยุทธศาสตร์ใหม่วางเป้าหมายทำงานสอดคล้องเป้าหมายระดับชาติ 3 ส่วน ได้แก่
1.การช่วยให้เศรษฐกิจผลักดันให้ GDP เติบโตมากกว่า 3%
2.การขยับอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยสู่ Top 20 ของโลก ภายใน 4 ปี
3.การเป็นประเทศรายได้สูง (High-income Country) ภายใน 12 ปี
นายนฤตม์ กล่าวว่า เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ปรับบทบาทจากส่งเสริมการลงทุนทั่วไปเป็น “ผู้เลือก" ส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมที่โลกต้องการและไทยมีศักยภาพ
ขณะที่การเป็น “ผู้ถูกเลือก” ของนักลงทุนโดยเฉพาะบริษัทชั้นนำที่มีศักยภาพต้องสร้าง Ecosystem เหนือกว่าคู่แข่ง โดยเน้นสร้างคุณค่าที่มากกว่าเงินลงทุน เช่น การเพิ่มมูลค่าในประเทศ การสร้างบุคลากรทักษะสูง การเชื่อมโยง SMEs เข้าห่วงโซ่อุปทานโลก
สำหรับการประชุมทบทวนนโยบายได้ตั้งโจทย์หลัก 3 ข้อ พิจารณาทิศทางการลงทุนยุคใหม่ ได้แก่
What สร้างคุณค่าอะไร โดยมองเป้าหมายที่กว้างกว่าเม็ดเงินลงทุน เช่น การเพิ่มมูลค่าในประเทศ การสร้างบุคลากรทักษะสูง และการดึง SMEs เข้าซัพพลายเชน
Which หรือลงทุนอะไร โดยพิจารณาอุตสาหกรรมที่โลกต้องการและไทยมีศักยภาพ
How จะขับเคลื่อนอย่างไร ซึ่งต้องพิจารณาเครื่องมือส่งเสริมการลงทุน ระบบนิเวศและการทำงานแบบทีมไทยแลนด์ โดยเมื่อดึงการลงทุนมาแล้วทุกหน่วยต้องทำงานร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศตามเป้าหมาย และจะกำหนดตัวชี้วัดร่วมระหว่างหน่วยงาน
- โฟกัสอุตสาหกรรมศักยภาพสูง
ขณะที่ BOI กำหนดกลุ่มเทคโนโลยีเป้าหมายชัดเจนที่ไทยควรส่งเสริมการลงทุน โดยกำหนดกลุ่มเทคโนโลยีและกิจการศักยภาพสูงและมีซัพพลายเชนยาวพอที่จะสร้างผลบวกต่อเศรษฐกิจระยะยาว
สำหรับอุตสาหกรรมหลักยุคใหม่ คือ ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Supply Chain) ซึ่งไทยมีโอกาสเป็นศูนย์กลางภูมิภาค โดยส่งเสริมตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น เซมิคอนดักเตอร์และชิปที่จำเป็นทุกอุตสาหกรรม
ไปถึงส่วนประกอบสำคัญ เช่น แผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) และอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง เช่น Optical Transceiver ซึ่งมีตัวอย่างความสำเร็จจากบริษัทระดับโลก เช่น InnoLight ที่เลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลักและรายได้เติบโตก้าวกระโดด
นอกจากนี้ครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ผ่าน Data Center ที่มีคุณภาพเพื่อรองรับ AI Economy โดยเน้นลงทุนที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อมและสร้างประโยชน์เชิงทักษะให้บุคลากรไทย
- ดึงค่ายรถ EV สร้างศูนย์วิจัยในไทย
ส่วนยานยนต์แห่งอนาคตและระบบอัตโนมัติ นอกจากส่งเสริมไทยเป็นฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ระยะต่อไปจะเน้นดึงค่ายรถ EV ตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) และสำนักงานใหญ่เท่านั้น
ขณะที่อีกอุตสาหกรรมที่มีอนาคตระยะต่อไป ได้แก่ Humanoid Robots ที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่เริ่มลงทุนจริงในไทย โดยได้ส่งเสริมผู้ผลิตชิ้นส่วนความแม่นยำสูง (High Precision) สำหรับหุ่นยนต์ไปแล้ว 10 บริษัท เพื่อป้อนชิ้นส่วนให้แบรนด์เทคโนโลยีชั้นนำของโลก ควบคู่การส่งเสริมอุตสาหกรรมอากาศยานที่ไทยต่อยอดจากพื้นฐานความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานเดิมได้
นอกจากอุตสาหกรรมใหม่ล้ำสมัยแล้ว BOI ให้ความสำคัญกับการต่อยอดและเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเดิม โดยยกระดับเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ รวมถึงนำ AI เข้ามาอัปเกรดอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารมูลค่าสูง อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม
- อาวุธใหม่ “QRTC” เครดิตภาษียกระดับอุตสาหกรรม
สำหรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เป็นเครื่องมือใหม่หลังมีการบังคับใช้อัตราภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำทั่วโลก (Global Minimum Tax) ทำให้การใช้มาตรการภาษีไม่จูงใจดึงการลงทุนมากนัก เพราะบริษัทต่างชาติต้องเสียภาษีส่วนต่างคืนให้ประเทศแม่ หรือเสียให้กรมสรรพากรตามเกณฑ์สากล
ทั้งนี้ BOI เตรียมมาตรการภาษีใหม่ Qualified Refundable Tax Credit (QRTC) เพื่อให้บริษัทที่เสียภาษี 15% นำเงินลงทุนด้าน R&D การพัฒนาบุคลากรหรือการลงทุนสีเขียวมาแลกเป็นเครดิตภาษีแทนเงินสด
“มาตรการ QRTC บริษัทนำเงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงแต่ละปีมายืนยันหรือ Endorse กับ BOI เมื่อผ่านการรับรองแล้วกรมสรรพากรจะออกเครดิตภาษีให้ เพื่อนำไปจ่ายแทนเงินสดในการชำระภาษี เช่น หากบริษัทต้องเสียภาษี 200 ล้านบาท แต่มีเครดิต QRTC 100 ล้านบาท จะใช้เครดิตจ่ายแทนได้และชำระเพิ่มเพียงส่วนต่าง” นายนฤตม์กล่าว
สำหรับมาตรการนี้จะเน้นที่กิจกรรมสร้างคุณค่าสูงและเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมไทย ได้แก่ การวิจัยและพัฒนา (R&D) การพัฒนาบุคลากรและทักษะแรงงาน การลงทุนเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือการลงทุนสีเขียว (Green Investment) และการเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย โดยกำลังทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อออกมาตรการและจะนำมาใช้ภายในปี 2570


