ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกและการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น ภารกิจการเยือน สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 15-17 ก.ค.2569 และ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 19-20 ก.ค. 2569 ของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นหมากสำคัญของรัฐบาลในการรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของประเทศ
ผ่านแนวคิด "ความยืดหยุ่นภายใต้บริบทที่แตกต่าง" (Flexibility within Diverse Contexts) เพื่อรักษาสถานะของไทยในฐานะ "พันธมิตรที่เชื่อถือได้" (Trusted Partner) ของทั้งสองมหาอำนาจเศรษฐกิจ
ลำดับการเยือนทั้งสองประเทศสะท้อนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการบริหารความเสี่ยงทางการค้า โดยเริ่มจากการเร่งรักษาตลาดส่งออกหลักอย่างสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดที่ไทยได้ดุลการค้าสูงที่สุด ก่อนเดินหน้ากระชับความร่วมมือกับจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย เพื่อสร้างสมดุลทั้งด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในระยะยาวสหรัฐฯ
ภารกิจที่สหรัฐฯ มีเป้าหมายสำคัญในการผลักดัน ความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ควบคู่กับการหารือประเด็นกฎหมายการค้าของสหรัฐฯ ตาม มาตรา 301 และมาตรา 122 ซึ่งอาจส่งผลต่ออัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ
การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะประกาศผลการพิจารณา Section 301 ในวันที่ 24 ก.ค. 2569 จึงนับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ไทยต้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อข้อเสนอของตน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย
รัฐบาลไทยตั้งเป้าหมายลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยจาก 12.5% เหลือ 10% พร้อมเสนอขอยกเว้นภาษีสินค้ากว่า 1,000 รายการ ใน 6 กลุ่มสินค้า ทั้งสินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยางพารา และสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่สหรัฐฯ ผลิตได้ไม่เพียงพอ หรือเป็นวัตถุดิบสำคัญต่อภาคการผลิตของสหรัฐฯแต่สุดท้ายสหรัฐกไทยถูกเก็บภาษี 12.5 %
แม้การหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ผู้แทนทำเนียบขาว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีความคืบหน้า แต่ฝ่ายสหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาประเด็น Section 301 รอบใหม่ และต้องหารือกับหลายประเทศ ทำให้การสรุปผลยังต้องใช้เวลา
นางศุภจี ย้ำว่า อุปสรรคสำคัญในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายไทย แต่เป็นกระบวนการพิจารณาภายในของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ไทยยังยืนยันจุดยืนในประเด็นที่ไม่สามารถยอมรับได้ เช่น การใช้สารเร่งเนื้อแดง และเงื่อนไข Country of Concern ซึ่งอาจกระทบต่ออธิปไตยด้านนโยบายการค้าและการเจรจากับประเทศอื่นในอนาคต
หากไทยไม่สามารถบรรลุข้อตกลง ART ได้ ผู้ส่งออกไทยอาจเผชิญอัตราภาษีที่สูงกว่าประเทศคู่แข่ง ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่สร้างมูลค่าเกินดุลให้ไทยมากที่สุด
หลังเสร็จสิ้นภารกิจในสหรัฐฯ นางศุภจีเดินทางต่อไปยังกรุงปักกิ่งระหว่างวันที่ 19-20 ก.ค. 2569 เพื่อร่วมคณะนายกรัฐมนตรีในการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ โดยมุ่งยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย
ในการหารือกับ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และ นายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติ ไทยผลักดันการขยายตลาดสินค้าพรีเมียม อาทิ ผลไม้ไทย สินค้าเกษตรนวัตกรรม และอาหารเพื่อสุขภาพ พร้อมส่งเสริมให้จีนเพิ่มการนำเข้าสินค้าไทย และสนับสนุนการลงทุนที่ใช้ Local Content เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคการผลิตในประเทศ
อีกหนึ่งภารกิจสำคัญ คือ การเร่งขึ้นทะเบียนสินค้า GI ของไทยในจีน ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มะขามหวานเพชรบูรณ์ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างรายได้แก่ชุมชน
นอกจากนี้ ไทยและจีนยังลงนาม MoU 2 ฉบับ ได้แก่ ความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งต่อยอดจาก ACFTA 3.0 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ MSMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยี นวัตกรรม และอุตสาหกรรมสีเขียว
รวมถึงความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากการละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ทั้งในตลาดทั่วไปและบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
ข้อมูลการค้าสะท้อนบทบาทที่แตกต่างของทั้งสองประเทศ โดย สหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดส่งออกที่ไทยได้ดุลการค้าสูงที่สุด มีมูลค่าการค้ารวมกว่า 93,651 ล้านดอลลาร์ ในปี 2568 และไทยเกินดุลกว่า 51,361 ล้านดอลลาร์
ขณะที่ จีน ยังคงเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 ด้วยมูลค่าการค้ารวมกว่า 147,338 ล้านดอลลาร์ แม้ไทยจะยังขาดดุลการค้า แต่การนำเข้าส่วนใหญ่เป็นเครื่องจักร ชิ้นส่วน และวัตถุดิบที่ใช้ต่อยอดการผลิตภายในประเทศ
การเดินสายเยือนสหรัฐฯ และจีนภายในสัปดาห์เดียว จึงไม่ใช่เพียงการเดินสายพบผู้นำของสองมหาอำนาจ หากแต่เป็นการวางยุทธศาสตร์ Trade Rebalancing ของไทย เพื่อรักษาตลาดส่งออกหลัก ลดความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้า และสร้างโอกาสใหม่ผ่านการลงทุนและการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน
เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก พร้อมสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจระหว่างมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย โดยไม่เอนเอียงไปข้างใด แต่ใช้ความร่วมมือกับทั้งสหรัฐฯ และจีนเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว


