วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

BOI เผยลงทุนครึ่งปีแรก 1.47 ล้านล้าน พุ่ง 37% ดันมูลค่าส่งออกกว่า 1.2 ล้านล้าน

BOI เผยลงทุนครึ่งปีแรก 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และ AI สร้างมูลค่าส่งออกกว่า 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี

KEY POINTS

  • บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (ม.ค. - มิ.ย.) มีมูลค่ารวม 1,473,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • โครงการที่ได้รับการอนุมัติในช่วงครึ่งปีแรกคาดว่าจะสร้างมูลค่าส่งออกให้ประเทศกว่า 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี และสร้างงานให้คนไทยกว่า 82,000 ตำแหน่ง
  • อุตสาหกรรมดิจิทัลมีมูลค่าการลงทุนสูงสุดที่ 1,115,260 ล้านบาท ตามมาด้วยอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า 120,230 ล้านบาท
  • การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีมูลค่า 1,368,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80% โดยสิงคโปร์เป็นนักลงทุนอันดับ 1 ด้วยมูลค่า 1,121,742 ล้านบาท

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนในประเทศไทยในปี 2569 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ความผันผวนของราคาพลังงาน และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (ม.ค. - มิ.ย.) มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 1,299 โครงการมูลค่าเงินลงทุนรวม 1,473,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฐานการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูง 2 อันดับแรกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับทิศทางโลก ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่า 1,115,260 ล้านบาท จาก 90 โครงการ รองลงมา ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า 120,230 ล้านบาท จาก 179 โครงการ, เกษตรและแปรรูปอาหาร 61,388 ล้านบาท จาก 131 โครงการ, โลจิสติกส์ และบริการมูลค่าสูง 40,217 ล้านบาท จาก 170 โครงการ

พลังงาน และสาธารณูปโภคพื้นฐาน 39,461 ล้านบาท จาก 221 โครงการ, ยานยนต์และชิ้นส่วน 25,662 ล้านบาท จาก 122 โครงการ, แร่ โลหะ และวัสดุ 20,399 ล้านบาท จาก 128 โครงการ, เคมี และปิโตรเคมี 16,533 ล้านบาท จาก 110 โครงการ, เครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ 13,093 ล้านบาท จาก 82 โครงการ

สำหรับอุตสาหกรรมที่มีจำนวนโครงการสูงสุดได้แก่ อุตสาหกรรมพลังงาน และสาธารณูปโภคพื้นฐานโดยส่วนใหญ่เป็นกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ จำนวน 198 โครงการ มูลค่า 26,354 ล้านบาท สะท้อนการลงทุนด้านพลังงานสะอาด และระบบสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปาและน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

ในด้านพื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง มูลค่า 903,759 ล้านบาท จาก 513 โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคตะวันออก มูลค่า 495,737 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14,985 ล้านบาท ภาคใต้ 11,864 ล้านบาท ภาคตะวันตก 8,162 ล้านบาท และภาคเหนือ 7,733 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้แม้ภาคเหนือจะมีมูลค่าการลงทุนไม่สูงเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น แต่มีอัตราการเติบโตของเงินลงทุนสูงถึงร้อยละ 93 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนแสดงถึงสัญญาณการขยายตัวของการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพโดยเฉพาะในกิจการด้านพลังงาน และสาธารณูปโภคพื้นฐาน เกษตรและแปรรูปอาหาร และการแพทย์

สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 877 โครงการ เงินลงทุนรวม 1,368,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80% โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 1,121,742 ล้านบาท จาก 158 โครงการ สหราชอาณาจักร 47,193 ล้านบาท จาก 11 โครงการ จีน 45,766 ล้านบาท จาก 321 โครงการ ไต้หวัน 38,014 ล้านบาท จาก 47 โครงการ และญี่ปุ่น 32,790 ล้านบาท จาก 123 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล เช่น Data Center, Data Hosting, Cloud Service

 

 

 

รองลงมาเป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น การผลิตอุปกรณ์แปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นแสงเพื่อรับส่งข้อมูลความเร็วสูง (Optical Transceiver), การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบของ PCB, ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์, การทดสอบแผ่นเวเฟอร์ และวงจรรวม, การผลิตระบบเครือข่าย และระบบระบายความร้อนใน Data Center เป็นต้น นอกจากนี้ มีการลงทุนในกลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหาร และเครื่องดื่ม และวัสดุขั้นสูง ตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการลงทุนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง 

นอกจากนี้ การขอรับการส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ Smart and Sustainable Industry ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 132 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 17,158 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

การประหยัดพลังงานและใช้พลังงานทดแทน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในการผลิตและบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน

สำหรับการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของ ปี 2569 มีจำนวน 1,300 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1,306,386 ล้านบาท โดยโครงการเหล่านี้มีแผนจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มเติมกว่า 82,000 ตำแหน่ง ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน อาหาร และการผลิตขั้นสูง

พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการใช้วัตถุดิบ และชิ้นส่วนในประเทศมูลค่ากว่า 386,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 42 ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด นอกจากนี้ คาดว่าจะสร้างมูลค่าส่งออกให้ประเทศกว่า 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี ช่วยเพิ่มรายได้กระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเสริมความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว 

“เป้าหมายของการส่งเสริมการลงทุนไม่ได้วัดจากมูลค่าเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวแต่บีโอไอจะให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทย และคนไทยทั้งการสร้างงานที่มีคุณภาพการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะ และความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัปพลายเชน การกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ตลอดจนการผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็วที่สุดผ่านกลไก Thailand FastPass เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ และทำให้คนไทยได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม” นายนฤตม์ กล่าว

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์