นายกฯ อนุทินนำทีมพบนักลงทุน 4 บริษัทชั้นนำจีน ได้แก่ Xiaomi, ChangAn, InnoLightและ Eoptolink ระหว่างเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน หารือแผนการลงทุน ครอบคลุมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์อัจฉริยะเทคโนโลยี AIoT และอุปกรณ์สื่อสารความเร็วสูงด้วยแสง ยกระดับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
KEY POINTS
- นายกฯ อนุทิน รองนายกฯเอกนิติ รวมทั้งรมว.อุตสาหกรรม และคณะผู้บริหารบีโอไอ ได้เข้าร่วมเจรจากับ 4 บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน ได้แก่ Xiaomi, ChangAn, InnoLight และ Eoptolink เพื่อหารือแผนการขยายการลงทุนในไทย
- เชิญชวน Xiaomi และ ChangAn ขยายฐานการผลิตและจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุปกรณ์อัจฉริยะ (AIoT)
- ดึง InnoLight และ Eoptolink ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกด้านโฟโตนิกส์และอุปกรณ์สื่อสารความเร็วสูง (Optical Transceiver) ให้ขยายการลงทุนเพื่อรองรับอุตสาหกรรม AI Data Center
- การเจรจามีเป้าหมายเพื่อยกระดับและต่อยอดห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชน) ของไทยในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และดึงดูดการลงทุนที่มีมูลค่าสูง
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า ระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และเลขาธิการบีโอไอ ได้หารือรายบริษัทกับ ผู้บริหารบริษัทชั้นนำของจีน 4 ราย ได้แก่ XiaomiCorporation, ChangAnAutomobile, InnoLight Technology และEoptolink Technology เพื่อหารือแผนการลงทุนและการขยายธุรกิจในประเทศไทย ตลอดจนการสร้างความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตระหว่างไทยและจีนให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
หารือ Xiaomi ชูศักยภาพไทยสู่ฐานการผลิตEV และ R&D ในภูมิภาค
Xiaomi Corporation เป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก และเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับ 3 ของโลก ครองส่วนแบ่งตลาดกว่าร้อยละ 13รองจาก Apple และ Samsung นอกจากนี้ ยังเป็นผู้พัฒนาอุปกรณ์ AIoT (Artificial Intelligence of Things) อุปกรณ์อัจฉริยะ และยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก
โดยบริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอัจฉริยะแล้วกว่า 5 แสนล้านบาท ใน 5 ปีที่ผ่านมา และมีแผนการลงทุนทั่วโลกเพิ่มอีกกว่า 1 ล้านล้านบาทใน 5 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างระบบอัตโนมัติที่เชื่อมต่อระบบอัจฉริยะที่ใช้กับคน รถยนต์ และเครื่องใช้ในบ้าน (Human x Car x Home)
ปัจจุบัน Xiaomi ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (IBC) เพื่อให้ไทยเป็นฐานสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของบริษัทในเครือในภูมิภาคอาเซียน ในการหารือครั้งนี้ นายกฯ ได้เชิญชวนให้บริษัทฯ พิจารณาขยายการลงทุนผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยได้นำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและศูนย์วิจัยและพัฒนาสำหรับภูมิภาคและยืนยันความพร้อมของภาครัฐในการสนับสนุนการลงทุนผ่านกลไก Thailand FastPass
มาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การจัดหาพลังงานสะอาด และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในประเทศ รวมถึงการผลักดันการเจรจา FTA ไทย-อียู ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้เพื่อขยายตลาดส่งออกและรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ChangAn เดินหน้าขยายฐานผลิต EV ครบวงจร
ChangAn Automobile เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 4 ของจีน ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 160 ปี ปัจจุบันผลิตรถยนต์เพื่อจำหน่ายในกว่า 115 ประเทศ ภายใต้แบรนด์ DEEPAL, AVATR และ NEVO ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตแห่งแรกที่บริษัทฯ ลงทุนสายการผลิตเต็มรูปแบบเองทั้งหมดนอกประเทศจีน เพื่อผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาสำหรับตลาดอาเซียนและตลาดโลกมูลค่าลงทุน 10,000 ล้านบาท บริษัทมีแผนขยายกำลังการผลิตในปัจจุบันจาก 1 แสนคันต่อปี เป็น 2 แสนคันต่อปี ภายในปี 2573
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังพร้อมจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย เพื่อดูแลด้านการตลาดและบริหารจัดการบริษัทในกลุ่มกว่า 40 แห่งทั่วโลก รวมทั้งจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และเพิ่มปริมาณการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ซึ่งในการหารือครั้งนี้ นายกฯ ได้ให้ความมั่นใจว่าประเทศไทยยินดีสนับสนุนการดำเนินการของบริษัทฯ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเติบโตไปด้วยกัน และพร้อมเชิญชวนให้บริษัทพิจารณาการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ดึงผู้นำโฟโตนิกส์และเทคโนโลยีสื่อสารความเร็วสูง รองรับอุตสาหกรรม AI
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะยังได้พบผู้บริหารบริษัท InnoLight Technology และ บริษัท Eoptolink Technology ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณแสงความเร็วสูง (Optical Transceiver) ชั้นนำของโลก สำหรับ AI Data Center ระบบโทรคมนาคม และโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูง เพื่อหารือแนวทางขยายการลงทุนและยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ของประเทศไทย
บริษัท InnoLight Technology เป็นผู้ครองส่วนแบ่งตลาดโลกอันดับ 1 ด้าน Optical Transceiver และผู้นำการผลิตโมดูลรับส่งสัญญาณแสงความเร็วสูงระดับ 400G, 800G และ 1.6T ป้อนให้กับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก อาทิ Google, NVIDIA, META และ Amazon ที่ผ่านมาได้ลงทุนในประเทศไทยภายใต้ชื่อบริษัท เทราฮอป (ไทยแลนด์) จำกัด มูลค่ากว่า 35,800 ล้านบาท มีฐานการผลิตในจังหวัดสระบุรีและพระนครศรีอยุธยา จ้างงานบุคลากรไทยกว่า 12,000 คน โดยเป็นวิศวกรไทยกว่า 1,500 คน ในปีนี้คาดว่าจะเพิ่มการจ้างงานบุคลากรไทยเป็น 20,000 คน พร้อมมีแผนจัดตั้งโรงงานแห่งที่ 3 ในจังหวัดสระบุรี เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม AI Data Center เหตุผลที่บริษัทฯ ตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย
เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในการกระจายฐานการผลิตและเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานซึ่งไทยเป็นประเทศที่มีระบบนิเวศเหมาะสม มีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้มแข็ง มีซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ ซึ่งบริษัทฯ พร้อมดึงซัพพลายเออร์มาขยายลงทุนเพิ่มเติมในประเทศไทย
ในการหารือครั้งนี้ นายกฯ ได้ขอบคุณที่บริษัทฯ ตัดสินใจลงทุนในจังหวัดสระบุรีและพระนครศรีอยุธยา ซึ่งช่วยกระจายรายได้ให้กับประชาชนในประเทศ และยังทำวิจัยและพัฒนาร่วมกับสถาบันการศึกษาในประเทศ นอกจากนี้ ยังได้เชิญชวนให้บริษัทฯ พิจารณาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยรัฐบาลยินดีอำนวยความสะดวกเพื่อให้กระบวนการจดทะเบียนเป็นไปอย่างรวดเร็ว (Fast Track)
บริษัท Eoptolink Technology ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2551 ณ นครเฉิงตู เป็นผู้ผลิต Optical Transceiver รายใหญ่อันดับ 2 ของโลก โดยผลิตป้อนให้กับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก อาทิGoogle, Microsoft และ Amazon บริษัทฯ ได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตแห่งแรกนอกประเทศจีน เนื่องจากมีซัพพลายเชนครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มีบุคลากรที่มีคุณภาพ และมีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับประเทศจีน ปัจจุบันมีโรงงานในจังหวัดชลบุรีและระยองมูลค่าการลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท และจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 9,000 คน
พร้อมมีแผนขยายกำลังการผลิตครั้งใหญ่อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรม AI และ Cloud Data Center ทั่วโลก ในการหารือครั้งนี้ นายกฯ แสดงความยินดีที่บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจในไทย และพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทฯ ในการขยายการลงทุนเพื่อช่วยสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทย
บริษัทชั้นนำเหล่านี้เป็นผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกที่ทำธุรกิจกับบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Google, Microsoft, NVIDIA และ Amazon สิ่งที่ประเทศไทยต้องการดึงเข้ามาจึงไม่ใช่เพียงฐานการผลิตเท่านั้นแต่รวมถึงกิจกรรมมูลค่าสูงอย่างการวิจัยและพัฒนา (R&D) และการพัฒนาบุคลากรไทย การที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงด้วยตนเอง ช่วยยกระดับความสัมพันธ์และสร้างความเชื่อมั่นให้บริษัทตัดสินใจนำเทคโนโลยีและการวิจัยและพัฒนามาไว้ในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น
"ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างงานคุณภาพสูงให้คนไทยอย่างยั่งยืน" นายนฤตม์ กล่าว





