วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘เอกนิติ’ ผุดไอเดีย ‘BOI to IPO’ ดึงบิ๊กเทคจีนเข้าตลาดหุ้นไทย

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และซัปพลายเชนไทย ผ่านนโยบายการเงิน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล" ในงานสัมมนา SET Sustainability Forum ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569 โดยระบุว่า รัฐบาลยังเตรียมผลักดันโครงการ "BOI to IPO" เพื่อจูงใจให้บริษัทเทคโนโลยีต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยเข้าระดมทุน และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วย (Dual Listing) ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตลาดทุนไทยในระยะยาว

“บริษัทต่างชาติจำนวนมากต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการขยายโรงงาน การทำ Dual Listing หรือการจดทะเบียนระดมทุนในตลาดหุ้นไทยควบคู่ไปกับตลาดหุ้นต่างประเทศ จะช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องค่าเงิน และช่วยให้ตลาดหลักทรัพย์ไทยมีสินค้า (Product) ที่สะท้อนถึงเทคโนโลยี AI สมัยใหม่มากขึ้น”

บริษัทเป้าหมายแรกที่ให้ความสนใจคือ บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) ระดับโลกจากจีน ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนขยายโรงงานในไทยสูงถึง 50,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้มอบหมายให้ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ และเลขาธิการ BOI เร่งหารือเพื่อจัดทำช่องทางพิเศษ (Fast Track) รองรับโครงการ BOI to IPO ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัจจุบัน กระแสการลงทุนที่ไหลเข้ามายังไทย และอาเซียนในขณะนี้มีสาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทำให้นักลงทุนทั่วโลกต้องการพื้นที่ ที่มีความมั่นคง และปลอดภัย โดยประเทศไทยมีจุดเด่นสำคัญคือสามารถค้าขายได้กับทุกขั้วอำนาจ 

“สถานการณ์ในวันนี้เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 1980 ที่สหรัฐ บีบญี่ปุ่นเรื่องค่าเงินจนเกิดการย้ายฐานการผลิตมาไทย แต่วันนั้นการย้ายฐานการลงทุนต้องการข้อได้เปรียบเรื่องต้นทุนต่ำ ทว่าวันนี้การย้ายฐานต้องการความมั่นคง ค้าขายได้กับทุกคน และมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม” 

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า รัฐบาลจะใช้โอกาสนี้ในการตั้งเป้าหมายการเติบโตระยะยาวของประเทศ โดยความร่วมมือกับภาคเอกชนไทย ผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชน (กรอ.) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยสู่ 20 อันดับแรกของโลกภายใน 4 ปี พร้อมผลักดันให้เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพการเติบโตเกิน 3% และมุ่งสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปีตามที่ธนาคารโลกประเมินไว้

ปลดล็อกพลังงานสะอาด ดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ทั้งนี้ เพื่อรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ รัฐบาลได้ดำเนินการปลดล็อกโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต้องการ ล่าสุด คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติปลดล็อกการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง (Direct PPA) ให้แก่ทุกอุตสาหกรรม 

โดยยกเลิกเพดานจำกัด 2,000 เมกะวัตต์เดิมที่เคยมอบให้เฉพาะ Data Center ออกไป รวมถึงเปิดให้เอกชนสามารถใช้สายส่งไฟฟ้าผ่านบุคคลที่สาม (Third Party Access) ได้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงกฎกติกาครั้งใหญ่ที่ช่วยลดการผูกขาด

นอกจากนี้ ดำเนินโครงการ Thailand Fast Pass ซึ่งเป็นนโยบายปลดล็อกข้อจำกัดการลงทุนของรัฐบาล ส่งผลให้ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พุ่งทะลุ 1 ล้านล้านบาท และผลักดันให้การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวในระดับสองหลักเป็นครั้งแรก

เล็ง 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย รื้อเกณฑ์ BOI อุ้มซัพพลายเชนไทย

นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งเป้าสนับสนุน 7 อุตสาหกรรมหลักที่จะเป็นหัวหอกบุกตลาดโลก ได้แก่ เกษตร และแปรรูปอาหาร ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ดิจิทัล ท่องเที่ยว เวลเนส การค้า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยได้มีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ใหม่ทั้งหมด โดยจะไม่มุ่งเน้นเพียงแค่ตัวเลขเม็ดเงินลงทุนเท่านั้น แต่จะให้ความสำคัญกับคุณภาพ และการสร้างมูลค่าเพิ่ม

เงื่อนไขสำคัญที่เพิ่มเข้ามาสำหรับการให้สิทธิประโยชน์ BOI แก่นักลงทุนต่างชาติ คือการบังคับให้เกิดการเชื่อมโยง และใช้เครือข่ายผู้ผลิต (Supply Chain) ในประเทศไทย ต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ให้กับคนไทย และต้องจับมือกับมหาวิทยาลัยในประเทศเพื่อพัฒนาบุคลากรหรือทำวิจัยร่วมกัน

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ร่วมกับกระทรวงอุดมการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดทำโครงการ Skill Bridge เพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากรด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ให้ตรงกับความต้องการของตลาด ตัวอย่างความสำเร็จที่เริ่มเห็นผลแล้วคือ บริษัทยานยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถพวงมาลัยขวาส่งออก ได้ดึงผู้ประกอบการไทยกว่า 40 รายเข้าไปอยู่ในซัปพลายเชนการผลิตชิ้นส่วน และเซนเซอร์

เพิ่มแรงจูงใจตลาดทุน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมีนโยบาย "พี่ช่วยน้อง" โดยให้บริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นพี่เลี้ยงดึงธุรกิจ SME ในซัปพลายเชนเข้าสู่ระบบภาษีดิจิทัล (e-Tax Invoice) ผ่านโครงสร้าง PromptBiz โดยภาครัฐจะให้แรงจูงใจเป็นการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างรวดเร็ว (VAT Refund) ลดขั้นตอนการตรวจสอบ เพื่อเสริมสภาพคล่อง และทำให้ SME สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารพาณิชย์ได้ง่ายยิ่งขึ้นต่อไป

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์