นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเปิดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ณ นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2569 ถือเป็นสำนักงานแห่งที่ 4 ของ BOI ต่อจากกรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้และนครกวางโจว
นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือ CP ร่วมคณะนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ด้วย โดย CP ตั้งบริษัทในนครเฉิงตูเมื่อปี พ.ศ. 2528 และเป็นบริษัทต่างชาติแห่งแรกของมณฑลเสฉวน
รวมทั้งปัจจุบัน CP มีบริษัทในจีนมากกว่า 670 แห่ง ครอบคลุม 32 มณฑล เทศบาลนคร และเขตปกครองตนเอง ดำเนินธุรกิจตั้งแต่เกษตร อาหาร ค้าปลีก การเงิน การลงทุน ยา ไปจนถึงเทคโนโลยีและหุ่นยนต์ มีพนักงานเกือบ 220,000 คน
เฉพาะในมณฑลเสฉวน มีบริษัทในเครือ 20 แห่ง ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าทางการเกษตรและอาหารตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการเพาะปลูก อาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ การแปรรูป และค้าปลีก โดยปี 2568 มีมูลค่าผลผลิตด้านการเกษตรและปศุสัตว์ในเสฉวนมากกว่า 10,000 ล้านหยวน
หวังสำนักงาน BOI เชื่อมลงทุนไทย-จีน
นายศุภชัย กล่าวว่า แสดงความยินดีกับการเปิดสำนักงาน BOI แห่งใหม่ในนครเฉิงตู ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีน
สำหรับการเปิดสำนักงาน BOI ในนครเฉิงตูจะเป็นอีกก้าวสำคัญที่ส่งเสริมการลงทุนระหว่างไทยและจีน พร้อมเชิญชวนนักลงทุนจีนมาลงทุนในไทย
"เชื่อมั่นทั้งภาครัฐและภาคเอกชนไทยจะสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนเต็มที่" นายศุภชัย กล่าว
"เสฉวน" บ้านเกิดจีนโพ้นทะเลอพยพมาไทย
สำหรับมณฑลเสฉวนถือเป็นพื้นที่ที่มีความหมายเป็นพิเศษต่อความสัมพันธ์ไทย–จีน ไม่เพียงเป็นบ้านเกิดของชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมากที่อพยพมายังประเทศไทย แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของสายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศที่แน่นแฟ้นและยาวนาน
เส้นทางเกือบ 50 ปี CP ลงทุนในจีน
รวมทั้งได้กล่าวย้อนถึงจุดเริ่มต้นของ CP ในจีนว่า ในปี พ.ศ.2522 ภายหลังจีนเริ่มนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ และ CP ได้รับเชิญจากรัฐบาลจีนให้ร่วมพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหาร และได้รับใบอนุญาตการลงทุนหมายเลข 0001 เป็นบริษัทต่างชาติแห่งแรกที่ไปลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่
นายศุภชัย กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้ CP เติบโตในจีนได้มั่นคงตลอดเกือบ 50 ปี คือการยึดมั่นหลักปรัชญา “สามประโยชน์” ที่นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส ย้ำเสมอว่าทุกประเทศที่ไปลงทุนต้องให้ประเทศเจ้าบ้านได้ประโยชน์ก่อน จากนั้นประชาชนในพื้นที่ต้องได้ประโยชน์ และบริษัทจึงจะได้รับประโยชน์ลำดับสุดท้าย
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านโครงการความร่วมมือกับชุมชนหลายแห่งในจีน อาทิ
- โครงการอุตสาหกรรมสุกรครบวงจร 500,000 ตัว เขตจื่อถง หรือ “Zitong 500,000 Pig Project” ใช้รูปแบบ Public–Private–People Partnership (PPP) ช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกรกว่า 3,000 ครัวเรือน
- การจัดตั้งองค์กรเศรษฐกิจชุมชนกว่า 82 แห่ง และการสนับสนุนเงินช่วยเหลือชุมชนในมณฑลเสฉวนอย่างต่อเนื่อง
นายศุภชัย กล่าวว่า ความสำเร็จของ CP ไม่ได้เกิดจากการสร้างความสัมพันธ์กับภาครัฐอย่างเดียว แต่เกิดจากการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน พัฒนาคนท้องถิ่น สร้างผู้นำท้องถิ่น และเติบโตไปพร้อมกับสังคมจีน จนสามารถสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือที่ยั่งยืน
AI หุ่นยนต์ พลังงานสะอาด EV ดันโลกยุคใหม่
ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา จีนรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 9% ต่อปี และยกระดับประชาชนเกือบ 800 ล้านคนให้หลุดพ้นจากความยากจน ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์มีโอกาสได้เห็นและมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์นี้มาตั้งแต่ต้น
"บทเรียนสำคัญที่ได้รับจากจีน คือ การมีวิสัยทัศน์ระยะยาว การวางแผนล่วงหน้า 10–20 ปี และดำเนินงานต่อเนื่องและมีวินัย เป็นแนวคิดที่ CP นำมาประยุกต์ใช้กำหนดยุทธศาสตร์องค์กร"
พร้อมกันนี้ ยังชื่นชมความก้าวหน้าของจีนในด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ พลังงานสะอาด และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งกำลังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ และเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและจีน
ในมุมของการลงทุน นายศุภชัยเสนอว่า หลัก “สามประโยชน์” ของ CP ควรถูกนำมาใช้กับการลงทุนของนักลงทุนจีนในประเทศไทยด้วย โดยการลงทุนควรมาพร้อมกับการพัฒนาบุคลากรไทย การถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการสร้างผู้ประกอบการไทยให้เติบโตไปพร้อมกัน เพื่อให้เกิดคุณค่าร่วมอย่างแท้จริง
จุดแข็งไทย "อิเล็กทรอนิกส์-อุตสาหกรรมเกษตร"
นอกจากนี้ ไทยมีจุดแข็งด้านการผลิต อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับนโยบาย New Quality Productive Forces หรือ พลังการผลิตรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นนโยบายยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสูงสุดของจีน เพื่อร่วมกันสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคที่มีความเข้มแข็งและยืดหยุ่น
โดยยกตัวอย่างความร่วมมือระหว่างเครือเจริญโภคภัณฑ์กับ SAIC Motor ในประเทศไทย ซึ่งได้ลงทุนกว่า 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีกำลังการผลิตมากกว่า 100,000 คันต่อปี เพื่อรองรับตลาดในประเทศไทยและการส่งออก
หวังข้อตกลง CAFTA 3.0 หนุนซัพพลายเชน
นายศุภชัย ยังมองว่า การพัฒนาความร่วมมือภายใต้กรอบ Belt and Road Initiative (BRI) และความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน ฉบับใหม่ (CAFTA 3.0) ช่วยยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคให้แข็งแกร่งขึ้น
“เกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา CP เชื่อมั่นในศักยภาพของจีน และวันนี้ยังคงเชื่อมั่นในอนาคตของความสัมพันธ์ไทย–จีนเช่นเดิม"
ทั้งนี้ CP พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในจีนและไทย เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ความมั่นคง และความเจริญร่วมกันบนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความเท่าเทียม และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง



