โครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ หรือโครงการ แลนด์บริดจ์ เป็นโครงการที่รัฐบาลภูมิใจไทยตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้เป็นเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ของรัฐบาลมูลค่าการลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยในช่วงแรกรัฐบาลจะผลักดันโครงการนี้ควบคู่กับการจัดทำ พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เพื่อเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่
อย่างไรก็ตามจากกระแสการต่อต้าน และไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้จากหลายๆ ฝ่ายรัฐบาลได้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อน โครงการแลนด์บริดจ์ โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน มีกรอบระยะเวลาศึกษา 90 วัน โดยเตรียมสรุปผลศึกษาให้นายกรัฐมนตรีรับทราบในช่วงเดือนส.ค.นี้ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
ล่าสุด ระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณะรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการระหว่าวันที่ 16 - 21 ก.ค.69 ที่ผ่านมา ในเวทีการพบกับ 150 นักธุรกิจ และภาคเอกชนไทย ณ เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้เปิดเผยว่า รัฐบาลจะทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์ใหม่รวมทั้งให้มีการศึกษาโครงการเพิ่มเติม โดยในระยะแรกซึ่งเป็นระยะเร่งด่วนจะใช้การปรับปรุงจุดเชื่อมต่อเส้นทางขนส่ง โดยเฉพาะระบบรางที่เป็นจุดที่ขาดการเชื่อมต่อ หรือ “Missing Link” ภายในประเทศก่อนตามข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
ลุยทำ Missing Links รถไฟเชื่อมระเบียง ศก.
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนแนวทางการพัฒนา โครงการแลนด์บริดจ์ ควบคู่กับการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการเติมเต็มจุดเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาดความสมบูรณ์ (Missing Links) ทั้งระบบราง และระบบถนน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง การค้า และการลงทุนของประเทศในระยะต่อไป
โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญที่รัฐบาลผลักดันคือ การเติมเต็ม Missing Links ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North–South Economic Corridor) ซึ่งเชื่อมจีน สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์
ทั้งนี้ ในการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างการเยือนจีนอย่างเป็นทางการที่ผ่านมา นายกฯ ก็ได้กล่าวถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่จะเร่งผลักดันการเชื่อมโยงทางรถไฟจากอำเภอเชียง ของ จังหวัดเชียงราย ไปยังเมืองนาเตยของ สปป.ลาว และต่อเนื่องถึงเมืองโม่ฮันของจีน เพื่อให้โครงข่ายรถไฟของภูมิภาคเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า และเสริมศักยภาพการค้าระหว่างประเทศ
ย้ำรัฐบาลเดินหน้าโครงการที่ได้ผลเร็ว
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนที่ทำได้จริง เห็นผลเร็ว และสร้างประโยชน์ต่อประชาชน และภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม การเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาดช่วง จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และยกระดับบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงของภูมิภาค ควบคู่กับการศึกษาการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อประเทศ”
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงมุมมองต่อโครงการแลนด์บริดจ์ โดยระบุว่าเป็นโครงการที่เหมาะสม และเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย หากมีการวางกลยุทธ์ที่ถูกต้อง และเลือกทำโครงการที่ใช่โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการพัฒนาท่าเรือฝั่งตะวันตกของประเทศเป็นอันดับแรก
เอกชนดีมานด์สินค้าจีนพุ่งหนุนขนส่งโต
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันสินค้าจากพื้นที่จีนตะวันตก เช่น เมืองฉงชิ่ง และเฉิงตู มีความต้องการอย่างมากที่จะหาเส้นทางออกสู่ทะเลเพื่อขนส่งสินค้าไปยังอินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ซึ่งในปัจจุบันหากต้องส่งออกทางท่าเรือเซี่ยงไฮ้จะต้องใช้ระยะเวลานาน และต้องอ้อมผ่านทางตอนใต้ แต่หากสามารถเชื่อมต่อมายังท่าเรือฝั่งตะวันตกของประเทศไทยได้ จะช่วยประหยัดเวลา และเป็นเส้นทางที่สะดวกกว่าอย่างมาก
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า จากแนวทางที่นายกรัฐมนตรีได้มีการพูดถึงโครงการแลนด์บริดจ์ว่าจะต้องมีการปรับแผนโครงการจากเดิมที่ทำท่าเรือสองฝั่ง ควบคู่กับโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ มาเป็นการลงทุนเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาดความสมบูรณ์ (Missing Links เนื่องจากหากการดำเนินโครงการทั้งหมดพร้อมกันมีความซับซ้อน และลงทุนสูง โดยการดำเนินการต้องเน้นถึงหัวใจสำคัญคือ การสร้างจุดเชื่อมต่อ (Connection) โดยสนับสนุนให้มีการทำท่าเรือฝั่งตะวันตกให้แล้วเสร็จก่อนเนื่องจากเป็นโครงการที่มีประสิทธิภาพ สามารถดึงดูดการลงทุน และเป็นประตูการค้าสำคัญของภูมิภาคได้
แนะท่าเรือน้ำลึกรับเติบโตระยะยาว
เมื่อถามว่าการสร้างท่าเรือฝั่งระนอง ควรดำเนินการจากท่าเรือเดิมหรือท่าเรือแห่งใหม่ นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ควรใช้การปรับปรุงท่าเรือระนองเดิม เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตแม่น้ำ ทำให้เรือขนาดใหญ่เข้าออกลำบาก แต่ควรพิจารณาสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ในจุดที่เหมาะสมตามแนวชายฝั่งที่มีระยะทางยาวของไทย เพื่อให้รองรับเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ได้อย่างเต็มรูปแบบ
“หากโครงการเหล่านี้สำเร็จควบคู่ไปกับการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่จากจีน จะเป็นเครื่องยนต์หลัก (Engine) ตัวใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตในระดับร้อยละ 3-5 ได้อีกครั้ง ภายในระยะเวลา 3-4 ปีข้างหน้า หลังจากที่โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เสร็จจะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทยได้ในระยะยาวด้วย” นายกอบศักดิ์ กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


