วันนี้ (18 ก.ค.) ที่ศูนย์การประชุมนานาชาติ Tianfu International Convention Center นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” รับประทานอาหารกลางวัน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารภาคเอกชนไทย กว่า 150 ราย
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผมได้มานครเฉินตูเป็นครั้งแรก การมาเยือนอย่างเป็นทางการครั้งนี้ เป็นทริปที่ชัดเจนหนักแน่น เป้าหมายในการส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันได้หารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และผู้บริหาระดับสูงของมหานครเซี่ยงไฮ้ ได้หารือความร่วมมืระหว่างกัน จีนยังนับไทยเป็นมิตรประเทศมีความพร้อมสนับสนุน และในวันจันทร์ที่ 20 ก.ค.ทางคณะรัฐบาลจะเดินทางไปกรุงปักกิ่ง พบหารือนายกรัฐมนตรีหลี่เฉียง น่าจะมีผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย
ขอขอบคุณทุกท่านที่เดินทางมาที่นครเฉินตูมาร่วมเปิดสำนักงานส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ที่เฉินตู ทำให้เห็นความพร้อมของไทย เป็นภาพไม่เกิดมานานแล้วในการมาเยือนมิตรประเทศ ที่รัฐบาลเอาความเห็นแนวทางแนะนำของท่านทั้งหลายใส่แฟ้มไปหารือกัน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ ติดตามนายกรัฐมนตรีไปเยือนมิตรประเทศ และขอเชิญนักธุรกิจผู้ประกอบการภาคเอกชนไปด้วยให้ท่านไปปิดดีลและรัฐบาลพร้อมยืนข้างหลังเป็นแบ็คให้ท่าน รัฐบาลก็ต้องอาศัยทุกท่านในห้องนี้ ทำให้มูลค่าเศรษฐกิจเติบโต มีความแข็งแกร่ง
“ต้องยอมรับ10-20 ปีที่ผ่านมา มีการตรวจสอบเยอะคนในภาครัฐ ภาคราชการต้องมีความระมัดระวัง ไปทานข้าวกับท่านนิดเดียวก็โดนติฉินนินทา ไปสนิทสนมกับใครก็ถูกเฟคนิวส์ อาจถูกใส่ร้ายป้ายสี ในช่วงหลังๆฝ่ายราชการค่อนข้างระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ สำหรับผมเองคิดว่านั่นเป็นความคิดเลวร้าย โง่เขลา รัฐบาลมีหน้าที่ต้องแสวงหาความร่วมมือและทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อสร้างประเทศ สร้างเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสให้พวกท่าน สิ่งที่เราต้องมีคือความเป็นมืออาชีพ ความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ท่านคือผู้ที่หารายได้ 80% ให้กับรัฐบาล”
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า เงินเดือนพวกเรา เงินลงทุนภาครัฐ งบประมาณก็มาจากภาคเอกชนที่จ่ายภาษีและภาษีที่เกิดจากการทำการค้า มองกันแฟร์ๆต้องทำงานร่วม สนับสนุนกันและกัน ยึดหลักธรรมาภิบาลให้คนมาตรวจสอบ ผมเข้ามารัฐบาล 6-7ปี แต่เพิ่งมารับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ 10 เดือนท่ีผ่านมา ก่อนหน้านี้้องรับผิดชอบด้านสาธารณสุข และความมั่นคงที่กระทรวงมหาดไทย พอมารับตำแหน่งนายกรัฐมนครีต้องดูภารวมและเศรษฐกิจด้วย จึงบอกทีมงานเศรษฐกิจของผมให้เปิดกว้างและรับฟัง
“สมัยก่อนผมไปไหนก็กลัวจะนั่งทานข้าวถ่ายรูปกับคุณวิกรม กรมดิษฐ์ คุณศุภชัย เจียรวนนท์ เดี๋ยวจะหาว่าเข้าข้างตอนนี้ไม่กลัวแล้ว ไม่มีท่านรัฐบาลก็ตาย อยู่ไม่ได้ ท่านทั้งหลายที่อยู่ในห้องนี้ล้วนแต่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ให้ไทยสามารถเป็นทึ่มั่นใจของต่างชาติได้เมื่อได้รับฟังข้อมูลจากท่าน เราจะได้ไปปรับแก้ ทั้งเรื่องพลังงาน ช่องทางการส่งออก การอำนวยความสะดวก การอนุมัติอะไรให้รวดเร็ว”
นายอนุทิน กล่าวว่า ผมเริ่มเห็นประเทศไทยเปลี่ยน ไม่ใช่ประเทศรับจ้างทำของแล้ว เราต้องทำให้ผู้มาลงทุนในไทยเห็นว่าไทยไม่ใช่ประเทศแรงงานถูก ทำงานไม่มีวันหยุด ค่าไฟ ค่าน้ำถูกไม่ใช่แล้ว
เขาต้องมาเพราะภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศไทย ตอนนี้ทั้งโลกสู้รบกัน แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย มหาอำนาจทั้งนั้นลงมาตะวันออกกลาง เหลืออาเซียนที่เดียวไม่มีปัญหา เรามีปัญหากับเพื่อนบ้านถือว่าเล็กน้อยมาก จะไม่นำปัญหาตรงนั้นมาทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบหรือเสียโอกาส รับรองว่าเอาอยู่
“ไม่ต้องห่วงท่านลงทุนแล้วไม่ต้องคิดว่าปัญหาเรากับเพื่อนบ้าน มีร้อยใส่สองร้อยเลย ไม่ต้องกั๊ก 60 70 เดี๋ยวดูก่อน เราดูแลตัวเองได้ เอาเป็นว่าเรื่องตรงนั้นพูดไปเดี๋ยวอีกฝ่ายจะหาว่าขี้โม้ อย่าเอาปัญหากับเพื่อนบ้านมาทำให้ท่านตัดสินใจที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ไม่มีที่ไหนมีความพร้อมเท่าประเทศไทย
ขอให้เรามองไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ เราอยู่ตรงกลางของอาเซียน ขึ้นเหนือก็ได้ ลงใต้ก็ได้ ไปขวา ไปซ้ายได้หมอ เราจะทำแลนด์บริจด์ บอกอย่าเพิ่งทำ จะเอาเงินที่ไหนไปทำ วันก่อนประชุมกับประธานสภาอุตสาหกรรม ประธานสภาหอการค้า ประธานสมาคมธนาคารไทย ท่านบอกยังไม่ต้องทำแลนด์บริจด์ก็ได้ ขอให้เชื่อมต่อเส้นทางตรงที่ยังขาดช่วงอยู่ ขอให้ต่อทางรถไฟไปตะวันตกและตะวันออกของไทยให้ครบ เพื่อไปเชื่อมกับทางรถไฟสายหลักจากเหนือมาใต้ แค่นี้ก็ไปปรับปรุงท่าเรือสองฝั่งภาคใต้ของไทยก็น่าเพียงพอต่อบริบทการลงทุนของประเทศ ในช่วง 5-10ปี“
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลรับฟังและเป็นทางออก ถ้าทำแลนด์บริจด์ไปกว่าจะเร่ิม ต่อให้ไม่มีใครต่อต้านก็อีก 3-5 ปี ถ้าปรับปรุงท่าเรือ เชื่อมต่อทางรถไฟ ถนนที่ขาด เราสามารถทำได้เลย เป็นเรื่องปกติ นี่คือสิ่งที่รับฟังจากเอกชนมาว่าแค่นี้พอ ไปพูดคุยประเทศต่างๆ เขามองไทยมีสาธารณูปโภคพร้อม ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำทุกอย่างไม่ใช่แค่อำนวยความสะดวกแต่เป็นลู่ทางให้ท่านได้ไปถึงจุดหมายที่ทำให้เงินลงทุน เป้าหมายการขยายกิจการของท่านไปสู่ระดับสูงสุดให้ได้ ให้เห็นว่าท่านไม่เป็นสองรองใครเลย
นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลได้มาเปิดช่องทางการค้าและการลงทุนใหม่กับประเทศจีน โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำของไทยกว่า 150 บริษัท เดินทางมาร่วมงานกว่า 100 คน ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของภาคเอกชนไทยอย่างชัดเจน รัฐบาลจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อสนับสนุนให้กิจการของภาคเอกชนเติบโต แข็งแกร่ง และสามารถนำชื่อประเทศไทยออกไปแข่งขันในตลาดโลกได้มากยิ่งขึ้น
นายอนุทิน กล่าวว่า ตลาดจีนเพียงตลาดเดียวก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง พร้อมขอบคุณภาคเอกชนไทยที่ช่วยสร้างการยอมรับให้กับประเทศไทยในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก ทำให้ต่างชาติเห็นว่าไทยไม่ใช่ประเทศล้าหลัง แต่เป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเข้าไปควบรวมกิจการ ซื้อกิจการ และลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หน้าที่ของรัฐบาลจากนี้คือเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยประเด็นใดที่สามารถตกลงกันได้ก็ต้องเร่งดำเนินการ ส่วนประเด็นที่ยังมีข้อจำกัดก็ต้องหาทางออกร่วมกัน
นายอนุทิน กล่าวว่า หากการเจรจาเอฟทีเอแล้วเสร็จ มูลค่าการค้าระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ พร้อมยกตัวอย่างว่าปัจจุบันนักลงทุนไทยสามารถเข้าซื้อกิจการและถือหุ้นทั้งหมดในบริษัทต่างประเทศ รวมถึงกิจการระดับโลกได้ แต่ในประเทศไทยกลับยังเผชิญข้อจำกัดเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นและปัญหาการใช้ตัวแทนถือหุ้น (นอมินี) ซึ่งรัฐบาลจะไม่ปล่อยให้เกิดช่องโหว่ดังกล่าวขึ้นอีก
นายกรัฐมนครีกล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยบางรายที่ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกยุโรปต้องนำเข้าวัตถุดิบจากหลายประเทศ เพราะสินค้าที่ผลิตจากไทยยังต้องเสียภาษีนำเข้าสูง หากสามารถเจรจาเอฟทีเอจนลดภาษีเป็นศูนย์ได้ วัตถุดิบและกระบวนการผลิตทั้งหมดก็สามารถย้ายกลับมาผลิตในประเทศไทยได้ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล และไม่ใช่เฉพาะอุตสาหกรรมอาหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสินค้าอีกหลายประเภทที่ได้รับประโยชน์เช่นเดียวกัน จึงจำเป็นต้องเร่งผลักดันการเจรจาให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด
นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้ายว่า ความพร้อมและความเข้มแข็งของภาคเอกชนจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญให้รัฐบาลเดินหน้าเจรจาและขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลพร้อมทำหน้าที่เป็น “หัวหมู่ทะลวงฟัน” เปิดประตูและขจัดอุปสรรค ส่วนภาคเอกชนต้องทำหน้าที่เป็นกองหน้าในการขยายธุรกิจและสร้างรายได้ให้ประเทศ หากภาครัฐและภาคเอกชนร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ประเทศไทยจะก้าวไปสู่ความมั่งคั่งตามที่ประชาชนคาดหวัง พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนด้านเศรษฐกิจ และพร้อมทำงานรับใช้ภาคธุรกิจอย่างเต็มกำลัง


