ความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทย และกัมพูชาต่อเนื่องมาครบ 1 ปี หลังเริ่มเปิดฉากปะทะเมื่อวันที่ 24 ก.ค.2568 โดยการค้าชายแดนดำเนินการไม่ได้จากการปิดด่านชายแดน ในขณะที่บริษัทไทยที่เข้าไปตั้งธุรกิจในกัมพูชาต่างต้องปรับตัวอย่างมาก ซึ่งบางรายต้องปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจเพื่อประคองสถานการณ์ และบางรายถึงขั้นต้องเลิกกิจการในกัมพูชา
นายวรทัศน์ ตันติมงคลสุข ประธานสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาคธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุน และดำเนินกิจการในกัมพูชาได้รับผลกระทบอย่างหนัก
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบหนักได้ทยอยถอนตัวไปแล้ว ส่วนผู้ที่ยังคงดำเนินธุรกิจอยู่ได้ปรับลดต้นทุนเต็มที่และเหลือเฉพาะกิจการที่ยังมีความจำเป็นต้องดำเนินต่อ หรือมีทรัพย์สินลงทุนจำนวนมากจนไม่สามารถถอนการลงทุนได้ทันที
"กรณีผู้ประกอบการอายุ 60 ปีแล้ว เจอวิกฤติรอบนี้หลายคนคงเลือกหอบเงินก้อนสุดท้ายไปใช้ชีวิตหรือทำอย่างอื่นแทนที่จะเริ่มนับหนึ่งใหม่ ส่วนกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 30-40 ปี อาจมีแรงสู้ต่อแต่ต้องปรับโมเดลธุรกิจขนานใหญ่ให้สอดคล้องสถานการณ์"
นอกจากนี้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่เลือกอยู่ต่อได้ทยอยปรับตัวตามลำดับเริ่มจากการลดต้นทุน ลดจำนวนพนักงาน แต่ถ้าหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นก็จำเป็นต้องหยุดดำเนินกิจการชั่วคราว และบางส่วนตัดสินใจเลิกกิจการอย่างถาวร
สำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ธุรกิจนำเข้าสินค้าไทยไปจำหน่ายในกัมพูชา เนื่องจากข้อจำกัดในการส่งออกสินค้าไทย ทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่สามารถนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายได้ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ และยุติกิจการ เว้นแต่บางรายจะสามารถปรับเปลี่ยนไปจำหน่ายสินค้าจากประเทศอื่นแทน
ธุรกิจบริการ-โรงงานกระทบหนัก
ทั้งนี้ธุรกิจแต่ละประเภทได้รับผลกระทบต่างกัน แต่ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบรุนแรงสุดยังเป็นการนำเข้าสินค้าไทยไปจำหน่ายในกัมพูชา โดยประเมินว่าตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้ารวมทุกช่องทางระหว่างไทย และกัมพูชาลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบน้อยกว่าเพราะยังพึ่งนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศ โดยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการลงทุนโดยตรง ดังนี้
1.ร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจท่องเที่ยว ต่างใช้แนวทางลดต้นทุน และหยุดดำเนินกิจการชั่วคราว แต่หากไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายได้ก็อาจต้องเลิกกิจการ
อย่างไรก็ตาม การจำหน่ายทรัพย์สินทำได้ยากเนื่องจากสินทรัพย์มีมูลค่าลดลงมาก ซึ่งเว้นแต่จะมีผู้ลงทุนรายใหม่เข้ามาซื้อต่อยอดกิจการ ขณะที่ธุรกิจโรงแรมยังพอมีโอกาสดำเนินต่อได้หากรองรับนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น แม้นักท่องเที่ยวชาวกัมพูชาจะลดลงก็ตาม
2.ผู้ประกอบการโรงงานของไทยที่อาศัยวัตถุดิบหรือฐานการผลิตจากไทย โดยปัจจุบันเหลือดำเนินกิจการอยู่ไม่มาก เพราะต้นทุนสูงจนไม่สามารถแข่งขันได้ หลายโรงงานตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น เช่น เวียดนามที่มีฐานการผลิตรองรับอยู่แล้ว
ส่วนการย้ายฐานกลับประเทศไทยนั้น มองว่ายังไม่ใช่คำตอบสำหรับหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เนื่องจากการตั้งโรงงานในกัมพูชาได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ และสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งไทยไม่ได้รับสิทธิในลักษณะเดียวกัน ทำให้การย้ายกลับมาผลิตในไทยอาจไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้
รวมทั้งการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศไทยก็ยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไข และความสามารถในการแข่งขันของแต่ละธุรกิจเป็นสำคัญ
2 กลุ่มธุรกิจไทยที่ยังอยู่ในกัมพูชา
สำหรับแนวโน้มหลังจากนี้ หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย มูลค่าการค้าจะยังคงปรับตัวลดลงต่อ แม้อัตราการลดลงอาจไม่รุนแรงเท่าช่วงแรก เนื่องจากผู้ประกอบการที่ตัดสินใจถอนตัวได้ดำเนินการไปแล้ว เหลือเพียงธุรกิจที่ยังพอประคับประคองกิจการได้ หรือจำเป็นต้องรอจังหวะให้สถานการณ์กลับมาปกติก่อนตัดสินใจดำเนินการในระยะยาว
นอกจากนี้ผู้ประกอบการที่ยังคงอยู่ในกัมพูชา ส่วนใหญ่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1.กลุ่มที่หยุดดำเนินกิจการชั่วคราว โดยยังคงสถานะนิติบุคคลไว้เพื่อรอการฟื้นตัวของสถานการณ์
2.กลุ่มที่ยังเดินหน้าธุรกิจต่อ เพราะมีการลงทุนในทรัพย์สินจำนวนมาก ทั้งที่ดิน โรงงาน และอาคาร ซึ่งไม่สามารถขายออกได้ในราคาที่เหมาะสมจึงจำเป็นต้องประคับประคองกิจการต่อไป
คาดผลกระทบทางธุรกิจ 3 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ภาคธุรกิจไทยในกัมพูชา และมูลค่าการค้าชายแดนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจนอยู่ในขั้นวิกฤติมูลค่าการค้าดิ่งเหว คาดความเสียหายร่วม 3 แสนล้านบาท โดยหากประเมินเฉพาะตัวเลขการส่งออก และนำเข้าผ่านด่านชายแดนไทย-กัมพูชาต่อปีก่อนการปะทะมีมูลค่ารวมกันอยู่ราว 180,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ หากรวมมูลค่าการลงทุนโดยตรง (FDI) ของภาคธุรกิจไทยที่เข้าไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในกัมพูชา ซึ่งมีมูลค่ารวมอีกกว่า 150,000 ล้านบาท จะพบว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องรวมกันสูงเกือบ 300,000 ล้านบาท
นายวรทัศน์ กล่าวว่า ตัวเลขการลงทุนโดยตรง 150,000 ล้านบาท ยังตอบไม่ได้ทั้งหมดว่ากลายเป็นผลขาดทุนไปแล้วเท่าไร เพราะบางส่วนยังอยู่ในรูปของทรัพย์สิน แต่ในแง่ของรายได้ และการขับเคลื่อนธุรกิจนั้นถือว่าหยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิง และยังไม่รวมความเสียหายในภาคแรงงานรวมถึงมิติอื่นที่ยังยากจะประเมินเป็นตัวเลขตรงๆ ได้ในขณะนี้
ช็อกครั้งใหญ่ของผู้ประกอบการไทย
รวมทั้งปัจจุบันร้านค้า และกิจการจำนวนมากต้องปิดตัวลงชั่วคราว เลิกกิจการ หรืออพยพย้ายฐาน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเปรียบเสมือนการ “ช็อก” ทางเศรษฐกิจที่ไม่มีใครตั้งตัวทัน จากเดิมที่กำลังลงทุนค้าขายกันไปด้วยดี แต่วันหนึ่งเมื่อมีการปิดด่าน รายได้ก็หายวับไปทันที เปรียบเสมือนไดโนเสาร์ที่ล้มตายโดยไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ ปัญหายังลุกลามไปยังเรื่องการดำเนินชีวิต และความเชื่อมั่น โดยมองว่าในระยะนี้ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวให้อยู่รอด ลดความเอิกเกริก และเน้นความปลอดภัยด้านปากท้องเป็นหลัก เนื่องจากบรรยากาศในพื้นที่ส่งผลให้การนำเสนอสินค้าหรือบริการจากฝั่งไทยไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
ฟื้นฟูความสัมพันธ์ 2 ชาติใช้เวลานาน
นายวรทัศน์ กล่าวว่า สำหรับความหวังในการฟื้นฟูการค้าชายแดนในระยะต่อไปนั้นมองว่า แม้ทุกคนจะยังมีความหวัง แต่คำถามสำคัญคือ ผู้ประกอบการจะอยู่รอจนถึงวันนั้นได้หรือไม่ เพราะการจะทำให้บรรยากาศกลับมาเหมือนช่วงก่อนปิดด่านต้องใช้เวลาอีกนานมาก
สำหรับกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ พ่อค้าแม่ค้าตามแนวชายแดนที่ถนัดเฉพาะการค้าปลีก-ค้าส่ง เมื่อขยับขยายไปทำอาชีพอื่นได้ยาก แต่ภาระหนี้สินยังคงอยู่ จนเริ่มกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) นำไปสู่การถูกฟ้องร้อง และยึดทรัพย์สิน จนบางรายอาจต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งหากปล่อยให้ยืดเยื้อจะทำให้กลุ่มทุน และพ่อค้าชายแดนเดิมอาจถึงขั้น “สูญพันธุ์”
“หวังว่ารัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศจะเร่งเปิดโต๊ะเจรจากันอย่างสันติวิธี เพื่อหาทางออกร่วมกันให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะยิ่งแก้ไขสถานการณ์ได้เร็วเท่าไร ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการที่กำลังเดือดร้อนอยู่ในขณะนี้มากเท่านั้น” นายวรทัศน์ กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


