กรมการค้าภายใน เผย ผลผลิตทุเรียนใต้ 752,000 ตัน พุ่ง 30 % ฉุดราคาลง บวกจีนชะลอซื้อ ชี้ สถานการณ์เริ่มคลี่คลายหลังตลาดจีนต้องการมากขึ้น ดันราคาเกรด AB 85-100 บาทต่อกก. พร้อมเดินหน้ามาตรการดูดซับผลผลิตทุเรียนภาคใต้ ย้ำ ข่าวทุเรียนหมอนทองราคากก.ละ 5 บาทเป็นข้อมูลคลาดเคลื่อน ไม่ใช่หมอนทอง พร้อมเตรียมแผนแปรรูปและแช่เย็น-แช่แข็ง ดูดซับทุเรียนสด 15,000 ตัน
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปี 2569 ผลผลิตทุเรียนภาคใต้คาดมีประมาณ 752,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 30 % ขณะนี้ออกสู่ตลาดแล้วประมาณ 35 % หรือราว 260,000 ตัน เหลือผลผลิตที่จะทยอยออกสู่ตลาดอีกราว 490,000 ตัน โดยจังหวัดหลัก ได้แก่ ชุมพร นครศรีธรรมราช และยะลา ซึ่งราคาทุเรียนปรับลดลงจากหลายปัจจัย ทั้งการชะลอคำสั่งซื้อของตลาดจีน เนื่องจากผลไม้จีนออกสู่ตลาดจำนวนมาก ประกอบกับมีทุเรียนบางล็อตที่ส่งออกไปจีนมีปัญหาคุณภาพ โดยเฉพาะทุเรียนอ่อน ส่งผลให้ผู้นำเข้าจีนชะลอการรับซื้อชั่วคราว
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากผลผลิตของประเทศคู่แข่ง รวมถึงทุเรียนจากภาคตะวันออกและหลายจังหวัด เช่น อุตรดิตถ์ ศรีสะเกษ และนครราชสีมา ที่ออกสู่ตลาดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้ปริมาณผลผลิตในตลาดเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย โดยเฉพาะตลาดส่งออกที่กลับมามีความต้องการมากขึ้น เนื่องจากทุเรียนที่มีคุณภาพพร้อมส่งออกเริ่มมีปริมาณจำกัด ส่งผลให้ราคาทุเรียนส่งออกทยอยปรับตัวสูงขึ้น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาทุเรียนคุณภาพดีปรับเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 10-15 บาทต่อกิโลกรัม ราคาเกรด AB อยู่ที่ประมาณ 85 บาทต่อกิโลกรัม และบางเกรดปรับสูงกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัม
กรมการค้าภายในจึงเร่งใช้มาตรการดูดซับผลผลิตผ่านตลาดกลาง ตลาดค้าส่ง และผู้ประกอบการรายใหญ่ พร้อมประสานตลาดมรกต ซึ่งเป็นตลาดค้าทุเรียนหลักของภาคใต้ ให้เปิดโอกาสให้พ่อค้ารายกลางและรายย่อยเข้ามารับซื้อผลผลิตมากขึ้น เพื่อเพิ่มช่องทางการระบายสินค้า
สำหรับกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลว่าทุเรียนหมอนทองราคาตกเหลือกิโลกรัมละ 5 บาทนั้น จากการตรวจสอบพบว่าเป็นทุเรียนพันธุ์พื้นบ้านขนาดเล็กและมีตำหนิ ไม่ใช่ทุเรียนหมอนทอง โดยผลผลิตดังกล่าวมีปริมาณไม่มาก และส่วนใหญ่นำไปแปรรูปเป็นทุเรียนกวนหรือไส้ขนม
ส่วนปัญหาทุเรียนจังหวัดอุตรดิตถ์ที่ราคาตกต่ำ กรมฯ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และเข้าไปช่วยเชื่อมโยงการรับซื้อ เนื่องจากผลผลิตบางส่วนได้รับผลกระทบจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศที่มีฝนตกชุก ส่งผลให้คุณภาพผลผลิตบางส่วนลดลง
กรมฯ จึงเตรียมแผนรองรับผลผลิตคุณภาพรองผ่านการแปรรูปและแช่เย็น-แช่แข็ง โดยตั้งเป้าดูดซับทุเรียนสด 15,000 ตัน หรือคิดเป็นเนื้อทุเรียนประมาณ 5,000 ตัน เพื่อช่วยรักษาระดับราคาและลดผลกระทบต่อเกษตรกร
นายวิทยากร กล่าวว่า สำหรับแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ปีนี้ครอบคลุมผลไม้หลัก ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง รวมประมาณ 300,000 ตัน โดยได้ดำเนินมาตรการล่วงหน้าหลายด้าน ทั้งการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากว่า 3,700 ตัน การรณรงค์บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์และ Live Commerce เป้าหมาย 9,000 ตัน การเชื่อมโยงผลผลิตเข้าสู่ตลาดสด ตลาดกลาง ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ และห้างท้องถิ่นทั่วประเทศ เป้าหมาย 280,000 ตัน รวมทั้งสนับสนุนจุดจำหน่ายและกล่องไปรษณีย์สำหรับการจัดส่งผลไม้
ในด้านการขยายตลาดส่งออก กรมฯ ยังประสานผู้ประกอบการห้องเย็นรายใหญ่เข้าร่วมรับซื้อผลผลิตเพื่อแปรรูป พร้อมเตรียมเชิญคณะทูตจากประเทศเป้าหมาย โดยเฉพาะตะวันออกกลางและเอเชียกลาง ลงพื้นที่แหล่งผลิตในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช เพื่อทดลองชิมและประเมินความเหมาะสมของทุเรียนไทยสำหรับการขยายตลาดใหม่
“ปัจจัยสำคัญที่สุดในการรักษาตลาดส่งออก คือ การควบคุมคุณภาพ โดยเฉพาะการตัดทุเรียนให้มีเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งหรือเปอร์เซ็นต์แป้งไม่น้อยกว่าเกณฑ์ 32% และหากสามารถเพิ่มเป็น 34-36% จะช่วยให้รสชาติดีขึ้นเมื่อถึงปลายทาง สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้นำเข้าและผู้บริโภคต่างประเทศ”นายวิทยากร กล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และทุกภาคส่วน เพื่อบริหารจัดการผลผลิตทุเรียนภาคใต้อย่างใกล้ชิด โดยประเมินว่าแนวโน้มราคาทุเรียนในช่วงต่อจากนี้จะทยอยปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดส่งออกที่ฟื้นตัวและมาตรการดูดซับผลผลิตของภาครัฐ
นายจักรา ยอดมณี ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จังหวัดอุตรดิตถ์ได้เร่งเชื่อมโยงผู้ประกอบการจากนอกพื้นที่เข้ารับซื้อทุเรียนหมอนทอง เพื่อลดแรงกดดันด้านราคา ขณะที่ทุเรียนพันธุ์หลงลับแลและหลินลับแล ซึ่งเป็นสินค้า GI ของจังหวัด แทบไม่ได้รับผลกระทบด้านราคา และผลผลิตออกสู่ตลาดเกือบทั้งหมดแล้ว


