วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ปมดราม่า "ข้าวแกง 40 บาท" พ่นพิษ! "ศุภจี"ยอมถอย ลดกระแสดราม่า

"ข้าวราดแกง 40 บาท" กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองและเศรษฐกิจในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอแนวคิดต่อยอดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน แต่กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนต้องชะลอการเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาควบคุมราคาข้าวแกงหรือแทรกแซงกลไกตลาด แต่เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า นอกจากการออกแบบนโยบายให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจแล้ว "การสื่อสารนโยบาย" ก็เป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้กัน

ย้อนรอยแนวคิด“ข้าวราดแกง 40 บาท”เกิดมาจากราคาอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารจานเดียวที่ขยับราคาขึ้น 5-10 บาททั้งข้าวราดแกง  ข้าวผัดกะเพราะ ราดหน้า ก๋วยเตี๋ยว  จากต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งค่าแรง   ค่าเช่า  ค่าไฟ  ค่าแก๊ส ค่าวัตถุดิบ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่เป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นผลมาจากสงครามอิหร่านและสหรัฐ ทำให้มนุษย์เงินเดือนต้องควักกระเป๋าเงินเพิ่มจากราคาอาหารที่ปรับราคาขึ้นส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชน

กระทรวงพาณิชย์จึงพยายามต่อยอดโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ด้วยการเปิดให้ร้านอาหารที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ ได้รับการสนับสนุนด้านวัตถุดิบผ่านการเชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกร สหกรณ์ และผู้ผลิตโดยตรง เพื่อลดต้นทุนและเปิดโอกาสให้ร้านอาหารสามารถจำหน่ายอาหารในราคาประมาณ 40 บาทต่อจาน โดยตั้งเป้านำร่อง 100,000 ร้าน จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเดิมราว 250,000 ร้าน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ไม่ใช่การ "สั่งให้ขาย 40 บาท" แต่เป็นการลดต้นทุนต้นน้ำ เพื่อให้ราคาปลายทางลดลงโดยความสมัครใจของผู้ประกอบการ

แต่ภายหลังแนวคิดนี้ออกมา เกิดทัวร์ลง ทั้งผู้ประกอบการ ร้านค้า โยงไปจนถึงการเมือง และประชาชนในโลกออนไลน์ผู้ประกอบการหลายรายสะท้อนว่า ต้นทุนการทำร้านอาหารในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน ทั้งค่าเช่า ค่าแรง ค่าไฟฟ้า และราคาวัตถุดิบ จึงไม่สามารถกำหนดราคาเดียวกันได้ทั้งหมด ขณะที่บางพื้นที่ยังมีร้านอาหารราคาต่ำกว่า 40 บาทจำหน่ายอยู่แล้ว ทำให้เกิดคำถามว่า นโยบายดังกล่าวตอบโจทย์ปัญหาจริงหรือไม่

ด้านฝั่งการเมืองเองก็หยิบยกประเด็นนี้มาตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของนโยบาย โดยมองว่าการลดค่าครองชีพควรแก้ไขที่ต้นเหตุของต้นทุนการผลิต มากกว่าการสื่อสารผ่านตัวเลขราคาขายเพียงอย่างเดียว 

จนในที่สุดนางศุภจีก็ยอมถอยแนวคิด “ข้าวแกง 30 บาท ” โดยนางศุภจีได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็น และตัดสินใจระงับการเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อไม่ให้เกิดความกังวลว่าจะกระทบต่อกลไกตลาด

อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรียืนยันว่า จะยังเดินหน้าโครงการ "ไทยช่วยไทย" ในการเชื่อมโยงวัตถุดิบจากเกษตรกรสู่ร้านอาหาร เพื่อลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการและช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน เพียงแต่จะปรับรูปแบบการดำเนินงานและการสื่อสารให้เหมาะสมมากขึ้น

ขณะที่นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงว่า  ต้นทุนของอาหารจานด่วนหรืออาหารจานเดียว ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ต้นทุนโดยตรง และ ต้นทุนแฝง โดยต้นทุนโดยตรงประกอบด้วย ค่าเช่าพื้นที่ ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าแรง และค่าวัตถุดิบ ขณะที่ต้นทุนแฝง ได้แก่ ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำ ซึ่งรัฐบาลทุกหน่วยงานร่วมกันดูแลเพื่อลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการและประชาชน ไม่ได้เป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์เพียงหน่วยงานเดียว

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มีภารกิจหลักในการกำกับดูแลด้าน ราคาวัตถุดิบ โดยกรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการ พร้อมยืนยันว่าจะติดตามความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง

สำหรับสถานการณ์ราคาวัตถุดิบในปัจจุบัน พบว่าสินค้าจำเป็นหลายรายการ ยังไม่มีการปรับราคาสูงขึ้น อาทิ น้ำตาลทรายขาว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และนมพร้อมดื่ม ขณะที่วัตถุดิบบางประเภทมีแนวโน้มราคาปรับลดลง เช่น ซอสปรุงรส ซีอิ๊ว เกลือป่น กุ้งขาว รวมถึงผักหลายชนิด ได้แก่ ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว และผักบุ้งจีน ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการประกอบอาหารจานเดียว

แม้มีความเห็นที่ยังแตกต่าง  ทางกระทรวงพาณิชย์ ย้ำว่า ยังไม่ได้หยุดรับฟังความเห็น และจะเดินหน้าหาโมเดล ที่สามารถทำได้เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชน ซึ่งจนถึงขณะนี้ ยังไม่สรุปทั้งรูปแบบ และยังไม่กำหนดราคา แต่ยืนยัน จะไม่บิดเบือนกลไกตลาด และเมื่อสถานการณ์กลับมาปกติ ก็ต้องหยุดดำเนินการ 

กรณี "ข้าวราดแกง 40 บาท" จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า นโยบายเศรษฐกิจในยุคที่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงต้องออกแบบให้ตอบโจทย์ปัญหา แต่ต้องสื่อสารให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น เพราะหากประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน แม้นโยบายจะมีเจตนาดี ก็อาจถูกต่อต้านจนไปไม่ถึงเป้าหมายได้