วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ย้อน 9 ปี งบฯ 'บัตรสวัสดิการ' 5 แสนล้าน 'คลัง' กรองรอบใหม่ 18.8 ล้านคน ยันดูแลกลุ่มเปราะบาง

โครงการ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือที่เรียกทั่วไปว่า “บัตรคนจน” เป็นโครงการที่ทำต่อเนื่องมายาวนานกว่า 9 ปี จากจุดเริ่มต้นที่ชื่อว่า “บัตรประชารัฐ” ที่เริ่มต้นโครงการขึ้นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2560 ในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี โดยจุดเริ่มต้นของโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่มีรายได้ไม่ถึง 100,000 บาทต่อปี ในรูปแบบการให้รับสินค้าอุปโภค บริโภคในร้านค้าที่ร่วมโครงการ ส่วนลดราคาก๊าซหุงต้ม และค่าโดยสารสาธารณะ เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเปราะบาง

จากบัตรประชารัฐถึงบัตรสวัสดิการฯ

ในครั้งแรกที่มีการเปิดให้ลงทะเบียนเกิดขึ้นในวันที่ 3 เมษายน – 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 มีผู้ลงทะเบียนทั้งหมดประมาณ 14.18 ล้านคน มีผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและได้รับสิทธิประมาณ 11.47 ล้านคน โดยในระยะแรกโครงการนี้มีการนำเอาแนวทางการอบรมฝึกทักษะอาชีพเพื่อให้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการสามารถประกอบอาชีพใหม่ หรือยกระดับฝีมือในอาชีพเดิมเพื่อเพิ่มรายได้ให้มากขึ้นเพื่อให้มีรายได้สูงกว่าเกณฑ์และสามารถออกจากกลุ่มที่ได้สิทธิ์สวัสดิการคนจนของภาครัฐ อย่างไรก็ตามในการจัดทำโครงการระยะต่อมาไม่ได้มีการกำหนดจุดประสงค์ของการฝึกอาชีพเพื่อยกระดับรายได้ของประชาชนในกลุ่มนี้แต่อย่างไร

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้มีการให้ความเห็นจากหน่วยงานของภาครัฐอย่างสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้มีการทบทวนหลักเกณฑ์ และคัดกรองผู้ที่สมควรได้สิทธิ์ในโครงการนี้เป็นประจำทุกปี แต่ในทางปฏิบัติการลงทะเบียนเพื่อคัดกรองและตรวจสอบสิทธิ์ของผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ได้มีการเกิดขึ้นจริงทุกปี แต่การให้ความช่วยเหลือผู้ถือบัตรดังกล่าวมีการดำเนินการต่อเนื่องมาทุกรัฐบาล ทุกปีงบประมาณแต่ข้อจำกัดหลายด้านทำให้การลงทะเบียน และการทบทวนสิทธิ์ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี

รัฐบาลได้มีการตั้งกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ได้รับงบประมาณสนับสนุนปีละประมาณ 4 – 5 หมื่นล้านบาท แต่มีการเพิ่มนโยบายในบางปีงบประมาณเพื่อดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล

ต่อมาโครงการบัตรประชารัฐ มีการเปลี่ยนชื่อเป็น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีการเปิดให้ลงทะเบียนใหม่เพื่อทบทวนสิทธิ์ครั้งแรกในปี 2565 เป็นการเปิดให้ทั้งผู้ที่มีบัตรเดิมและผู้ที่ไม่เคยมีบัตร ต้องมาลงทะเบียนใหม่ทั้งหมดเพื่อคัดกรองคุณสมบัติใหม่และเริ่มใช้สิทธิในเดือนมีนาคม 2566 โดยการลงทะเบียนในครั้งนั้นเกิดขึ้นภายหลังจากผ่านวิกฤตโควิด-19 ทำให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการเพิ่มจำนวนจาก 11.47 ล้านคน เป็น 13.18 ล้านคน

โดยสวัสดิการที่ได้คือ ค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม จากร้านธงฟ้า ราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านธงฟ้าฯ) และร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์ กำหนด จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน และวงเงินรวมค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะจำนวน 750 บาทต่อคนต่อเดือน

9 ปีใช้งบประมาณกว่า 5.2 แสนล้าน

โดยที่ผ่านมาทุกรัฐบาลที่ผ่านมามีการจัดสรรงบประมาณให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อเนื่องทุกปีงบประมาณ โดยบางปีงบประมาณมีการจัดสรรงบประมาณให้เพิ่มตามโครงการที่รัฐบาลมีการใส่เม็ดเงินงบประมาณเข้ามาเพื่อช่วยเหลือประชาชนฐานรากช่วงที่เกิดเหตุการณ์วิกฤต “กรุงเทพธุรกิจ” รวบรวมข้อมูลพบว่าในช่วง 9 ปีงบประมาณที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2561-2569 ได้มีการอนุมัติงบประมาณรวมแล้วกว่า 5.28 แสนล้านบาท โดยมีรายละเอียดการอนุมัติงบประมาณดังนี้

1.ปีงบประมาณ 2561 วงเงิน 46,290.59 ล้านบาท จำนวนผู้รับสิทธิ์ 14.61 ล้านคน

 2.ปีงบประมาณ 2562 วงเงิน 93,146.92 ล้านบาท จำนวนผู้รับสิทธิ์ 14.61 ล้านคน

3.ปีงบประมาณ 2563 วงเงิน 46,731.12 ล้านบาท จำนวนผู้รับสิทธิ์ 13.83 ล้านคน

4.ปีงบประมาณ 2564 วงเงิน 48,125.85 ล้านบาทจำนวนผู้รับสิทธิ์ 13.52 ล้านคน

5.ปีงบประมาณ 2565 วงเงิน 49,044.24 ล้านบาท จำนวนผู้รับสิทธิ์ 13.24 ล้านคน

 6.ปีงบประมาณ 2566 วงเงิน 54,682.58 ล้านบาท จำนวนผู้รับสิทธิ์ 13.71 ล้านคน

7.ปีงบประมาณ 2567 วงเงิน 55,813.59 ล้านบาท จำนวนผู้รับสิทธิ์ 13.52 ล้านคน

8.ปีงบประมาณ 2568 วงเงิน 73,180 ล้านบาท จำนวนผู้รับสิทธิ์ 13.36 ล้านคน

และ 9.ปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 61,586.58 ล้านบาท จำนวนผู้รับสิทธิ์ 13.17 ล้านคน

ย้อน 9 ปี งบฯ 'บัตรสวัสดิการ' 5 แสนล้าน 'คลัง' กรองรอบใหม่ 18.8 ล้านคน ยันดูแลกลุ่มเปราะบาง

วานนี้ (14 ก.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการทบทวนหลักเกณฑ์และขยายสิทธิ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อยกระดับการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางให้แม่นยำและครอบคลุมสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยมุ่งเน้นการเข้าถึงผู้เดือดร้อน และกลุ่มเปราะบางตัวจริง

ครม.ไฟเขียวตัด 2 เกณฑ์กรองบัตรสวัสดิการ

ทั้งนี้รัฐบาลโดยคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ได้พิจารณาปรับเปลี่ยนเกณฑ์การคัดเลือก 2 ประเด็นหลัก เพื่อลดความกังวลและผลกระทบต่อประชาชน ตามข้อกังวลและรับฟังเสียงประชาชนที่นายกรัฐมนตรีได้รับ รวมทั้งข้อเสนอแนะของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แก่

1.ยกเลิกเกณฑ์ที่ลูกใช้ชื่อบิดามารดา ไปลดหย่อนภาษี โดยจะไม่นำเกณฑ์นี้มาใช้ในการพิจารณาครั้งนี้

2.ยกเลิกเกณฑ์ที่กำหนดไม่ให้เกษตรกรมีสินเชื่อภาคเกษตร เกินกว่า 1 แสนบาท เนื่องจากสินเชื่อชดเชยภัยพิบัติหรือเครื่องมือทำกินของภาคเกษตร อาจสูงกว่า1แสนบาท ได้เนื่องจากสินเชื่อประเภทนี้มีลักษณะพิเศษเพื่อการฟื้นฟูอาชีพและมักมีมูลค่าสูง ซึ่งหากนำมารวมอาจทำให้เกษตรกรที่เดือดร้อนจริงหลุดจากระบบการช่วยเหลือ

นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบในจำนวนผู้ที่ได้รับสำรวจเข้าเกณฑ์คัดกรองเพื่อรับสิทธิ์บัตรสวัสดิการฯอีก 5.4 ล้านราย เนื่องจากรัฐบาลได้เปลี่ยนรูปแบบจากการรอให้ประชาชนมาลงทะเบียนฝ่ายเดียว เป็นการใช้แนวทางเชิงรุกในการสำรวจเป็นคร้้งแรก โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เข้าหาผู้ป่วยติดเตียง คนชายขอบ และผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงสื่อดิจิทัลได้ด้วย โดยผลจากการลงพื้นที่พบประชาชนกลุ่มเปราะบางเพิ่มเติมอีกประมาณ 5.4 ล้านรายส่งผลให้จำนวนผู้เข้าสู่ระบบการพิจารณาสิทธิ์ในครั้งนี้มียอดรวมทั้งสิ้นประมาณ 18.8 ล้านราย

คัดกรองรอบสุดท้ายเสร็จ 16 ก.ค.

นายวินิจกล่าวต่อว่าหลังจากครม.เห็นชอบกระทรวงการคลังจะนำรายชื่อที่สำรวจ ทั้งหมดไปคัดเกณฑ์ตามเงื่อนไขที่ได้รับความเห็นชอบให้แล้วเสร็จ 16 ก.ค.และจะมีการแถลงข่าวจำนวนผูัที่ได้รับสิทธิ์ในช่วง 18.00 น. และในวันที่ 17 กรกฎาคม จะประกาศผลผู้ที่ได้รับสิทธิ์อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เวลา 6.00 น.เป็นต้นไป

จากนั้นในวันที่ 17 - 31 กรกฎาคม จะเปิดให้อุทธรณ์ (ทบทวนสิทธิ์) สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ โดยสามารถตรวจสอบเหตุผลและยื่นหลักฐานเพิ่มเติมได้ เช่น ข้อมูลรายได้จากกรมสรรพากร

กลุ่มใหม่รับสิทธิ์ 1 ต.ค.

ส่วนผู้ได้รับสิทธิ์กลุ่มเดิมเริ่มใช้วงเงินได้วันที่ 1 สิงหาคม ส่วนกลุ่มรายใหม่จะเริ่มใช้สิทธิ์ได้ในวันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป

สำหรับช่องทางการตรวจสอบสิทธิ์มี 4 ช่องทางหลัก ได้แก่ เว็บไซต์ของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และธนาคารรัฐ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลาม และธนาคารกรุงไทย โดยผู้ที่ต้องการตรวจสอบสิทธิ์ต้องใช้บัตรประชาชนสอบถามที่สาขาทุกสาขา

ย้ำโครงการเปิดกว้างไม่จำกัดสิทธิ์กลุ่มเปราะบาง

ผู้สื่อข่าวสอบถามว่าจำนวนผู้รับสิทธิ์อาจมากกว่าจำนวนคนที่ ครม.เห็นชอบไว้ในตอนแรกนายวินิจกล่าวว่าการตั้งงบประมาณไว้ก่อนหน้านี้เป็นเพียงการคาดการณ์ตามตัวเลขเฉลี่ย แต่ในทางปฏิบัติจะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือกทุกคนอย่างเท่าเทียม

“แม้จำนวนผู้ได้รับสิทธิ์อาจจะมากกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมโดยรัฐบาลยืนยันว่าจะบริหารจัดการงบประมาณเพื่อดูแลกลุ่มที่ลำบากที่สุดให้ครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ของโครงการนี้” นายวินิจ กล่าว