“คมนาคม” เผยกรณี 2 ฝ่าย “รฟท.- ซีพี” เห็นร่วมเหตุจำเป็น ตกลงสิ้นสุดสัญญาไฮสปีดเทรน 3 สนามบิน จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายไม่ได้ แม้ซีพียืนยันลงทุนแล้ว 1.2 หมื่นล้านบาท พร้อมเปิดแผนส่วนต่อขยาย Missing Link รถไฟทางคู่ระบบไฟฟ้าความเร็ว 160 กม./ชม. ช่วงหัวหมาก-ฉะเชิงเทรา-อู่ตะเภา 187 กิโลเมตร ออปชันใหม่หลังไฮสปีดเทรนสิ้นสุดสัญญา
KEY POINTS
- จับตาการรถไฟฯ และกลุ่ม CP ยุติสัญญาร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งหากเป็นการตกลงร่วมกันของทั้งสองฝ่าย "คมนาคม" ยืนยันสัญญาระบุจะไม่มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อกัน
- ลุ้นคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) จะเป็นผู้พิจารณาชี้ขาดว่าจะแก้ไขหรือสิ้นสุดสัญญาโครงการฯ ภายในเดือนส.ค.นี้
- ย้ำทั้งสองฝ่ายได้ลงทุนในโครงการไปแล้ว โดยกลุ่ม CP ลงทุนกว่า 12,000 ล้านบาท และ รฟท. ลงทุนด้านการเวนคืนที่ดิน และรื้อย้ายสาธารณูปโภคไปกว่า 10,180 ล้านบาท
โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) กำลังเข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาสิ้นสุดสัญญาระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่ม CP)
รวมทั้ง รฟท.จะรายงานคณะกรรมการบริหารสัญญาร่วมลงทุนวันที่ 15 ก.ค.2569 หลังจากนั้นเสนอคณะกรรมการกำกับโครงการภายในเดือนก.ค.2569 ก่อนเสนอคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิจารณาภายในเดือนส.ค.2569
นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ประเมินผลของการใช้สิทธิเลิกสัญญาให้ รฟท.พิจารณา โดยเฉพาะประเด็นภาระค่าใช้จ่าย และข้อพิพาทหลังการเลิกสัญญา ซึ่งอาจเกิดข้อพิพาท และการเรียกร้องค่าเสียหายระหว่างคู่สัญญา
ทั้งนี้ มีภาระค่าใช้จ่ายตามที่ สกพอ.รับทราบเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของโครงการแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ตั้งแต่เดือนต.ค.2564 รวม 1,501 ล้านบาท รวมถึงค่าปรับปรุงแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ และงานเตรียมการของโครงการรถไฟความเร็วสูง 4,538 ล้านบาท
ขณะที่ นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ออกมาระบุเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 ถึงการลงทุนของกลุ่ม CP สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ไปแล้ว 12,000 ล้านบาท
รฟท.ตรวจสอบมูลค่าลงทุนแต่ละฝ่าย
ส่วน รฟท.ยอมรับว่าที่ผ่านมามีการหารือภายในถึงประเด็นความเสียหาย และการลงทุนที่เกิดขึ้นแล้วของแต่ละฝ่าย โดยกรณี กพอ.มีมติสิ้นสุดสัญญาร่วมทุน รฟท.ต้องหารือความเสียหาย และการลงทุนที่เกิดขึ้นแล้วของแต่ละฝ่ายที่อาจต้องเจรจาชดเชย
รวมถึงมีการหารือแนวทางการสิ้นสุดสัญญาในแต่ละเงื่อนไข โดยเบื้องต้น รฟท.กำลังตรวจสอบมูลค่าที่ชัดเจนร่วมกับฝ่ายการเงิน ซึ่งพบวงเงินค่าใช้จ่าย และรายได้ที่อาจต้องนำมาหักลบกันรวมถึงดอกเบี้ย
ทั้งนี้ รฟท.ได้ลงทุนไปในสวนการเวนคืนที่ดิน และการรื้อย้ายสาธารณูปโภคเพื่อรองรับการก่อสร้าง โดยใช้งบประมาณไปแล้ว 10,180 ล้านบาท และค่าสิทธิโฆษณา และการเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่ รฟท.ยกเลิกไปที่อาจส่งผลต่อความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ
กรณีเห็นร่วมเลิกสัญญา “จากกันด้วยดี”
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หากมีเหตุสิ้นสุดสัญญาร่วมทุน และเป็นการเจรจาของคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่าย ตกลงพร้อมลงนามร่วมกันว่ามีเหตุจำเป็นของการสิ้นสุดสัญญาร่วมลงทุน ประเด็นดังกล่าวจะไม่นำไปสู่ข้อพิพาทฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหรือค่าเสียเวลา เนื่องจากข้อกำหนดในสัญญาระบุการเลิกสัญญาร่วมทุน หากมีการตกลงยุติสัญญาไม่สามารถฟ้องร้องต่อกันได้
รวมทั้งกระทรวงคมนาคมเตรียมแผนดำเนินการหลายส่วนเพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชน โดยเฉพาะการใช้บริการแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ โดยตรวจสอบข้อกฎหมายเพื่อพิจารณาเจรจากับเอกชนหาแนวทางไม่ให้การเดินรถได้รับผลกระทบ เช่น การจ้างให้เอกชนบริหารต่อระยะเวลาหนึ่ง
Missing Link ป้องกันผลกระทบประชาชน
รวมทั้งหากเป็นไปในแนวทางดังกล่าวจะไม่กระทบการบริการประชาชน โดยกระทรวงคมนาคมมีแผนพัฒนาโครงข่ายระบบรางให้เชื่อมการเดินทาง 3 สนามบิน โดยจะเร่งพัฒนาโครงการรถไฟชานเมือง สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง (Missing Link) ระยะทาง 25.9 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 44,573.85 ล้านบาท
เพื่อเชื่อมโครงข่ายรถไฟเขตกรุงเทพมหานคร ให้สมบูรณ์ นอกจากนั้นจะพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ติดไฟฟ้า ช่วงหัวหมาก-ฉะเชิงเทรา-อู่ตะเภา ระยะทาง 187 กิโลเมตร ทำความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
“หากไม่มีโครงการไฮสปีดเทรนก็ไม่กระทบบริการประชาชน เพราะมีแผนพัฒนารถไฟ Missing Link และขยายเส้นทางจากหัวหมาก ไปฉะเชิงเทรา และอู่ตะเภา ซึ่งทำเป็นรถไฟทางคู่ที่รองรับระบบไฟฟ้าได้ ทำความเร็วถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพียงพอต่อการให้บริการเดินทางเชื่อมสนามบิน” แหล่งข่าวกล่าว
กพอ.ชี้ขาดขั้นสุดท้ายภายใน ส.ค.นี้
สำหรับข้อเสนอแนวทางออกสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ผลหารือร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย รฟท., สกพอ.และ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ยืนยันมี 2 แนวทางเตรียมนำเสนอ กพอ.พิจารณาภายในเดือนส.ค.2569 ประกอบด้วย
1.แนวทางแก้ไขสัญญาตามมติ กพอ.เดิม ซึ่งหาก กพอ.เห็นชอบตามแนวทางนี้จะเดินหน้าโครงการตามเงื่อนไขที่หารือ และเป็นไปตามร่างแก้ไขสัญญาแก้ไขที่สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบ โดยจะเสนอ ครม.ขออนุมัติแก้ไขหลักการ และลงนามแก้ไขสัญญาร่วมทุน
2.แนวทางสิ้นสุดสัญญา โดยกรณีนี้เกิดขึ้นหาก กพอ.พิจารณาว่าแก้ไขสัญญาไม่ได้จะนำไปสู่กระบวนการพิจารณาเหตุสิ้นสุดสัญญา ซึ่ง รฟท.และเอกชนคู่สัญญาต้องกลับมาพิจารณาข้อกฎหมาย
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





