วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม 2569

Login
Login

จับตาข้อตกลงเลิกสัญญาไฮสปีด CP - รฟท. จากด้วยดีไม่ฟ้องค่าเสียหาย

โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) กำลังเข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาสิ้นสุดสัญญาระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (กลุ่ม CP) 

รวมทั้ง รฟท.จะรายงานคณะกรรมการบริหารสัญญาร่วมลงทุนวันที่ 15 ก.ค.2569 หลังจากนั้นเสนอคณะกรรมการกำกับโครงการภายในเดือน ก.ค.2569 ก่อนเสนอคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิจารณาภายในเดือน ส.ค.2569

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ประเมินผลของการใช้สิทธิเลิกสัญญาให้ รฟท.พิจารณา โดยเฉพาะประเด็นภาระค่าใช้จ่ายและข้อพิพาทหลังการเลิกสัญญา ซึ่งอาจเกิดข้อพิพาทและการเรียกร้องค่าเสียหายระหว่างคู่สัญญา 

ทั้งนี้ มีภาระค่าใช้จ่ายตามที่ สกพอ.รับทราบเกี่ยวข้องกับการการดำเนินงานของโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงค์ ตั้งแต่เดือน ต.ค.2564 รวม 1,501 ล้านบาท รวมถึงค่าปรับปรุงแอร์พอร์ตเรลลิงก์และงานเตรียมการของโครงการรถไฟความเร็วสูง 4,538 ล้านบาท

ขณะที่ นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ออกมาระบุเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 ถึงการลงทุนของกลุ่ม CP สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ไปแล้ว 12,000 ล้านบาท

รฟท.ตรวจสอบมูลค่าลงทุนแต่ละฝ่าย

ส่วน รฟท.ยอมรับว่าที่ผ่านมามีการหารือภายในถึงประเด็นความเสียหายและการลงทุนที่เกิดขึ้นแล้วของแต่ละฝ่าย โดยกรณี กพอ.มีมติสิ้นสุดสัญญาร่วมทุน รฟท.ต้องหารือความเสียหายและการลงทุนที่เกิดขึ้นแล้วของแต่ละฝ่ายที่อาจต้องเจรจาชดเชย 

รวมถึงมีการหารือแนวทางการสิ้นสุดสัญญาในแต่ละเงื่อนไข โดยเบื้องต้น รฟท.กำลังตรวจสอบมูลค่าที่ชัดเจนร่วมกับฝ่ายการเงิน ซึ่งพบวงเงินค่าใช้จ่ายและรายได้ที่อาจต้องนำมาหักลบกันรวมถึงดอกเบี้ย

ทั้งนี้ รฟท.ได้ลงทุนไปในสวนการเวนคืนที่ดินและการรื้อย้ายสาธารณูปโภคเพื่อรองรับการก่อสร้าง โดยใช้งบประมาณไปแล้ว 10,180 ล้านบาท และค่าสิทธิโฆษณาและการเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่ รฟท.ยกเลิกไปที่อาจส่งผลต่อความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ

กรณีเห็นร่วมเลิกสัญญา “จากกันด้วยดี”

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หากมีเหตุสิ้นสุดสัญญาร่วมทุนและเป็นการเจรจาของคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่าย ตกลงพร้อมลงนามร่วมกันว่ามีเหตุจำเป็นของการสิ้นสุดสัญญาร่วมลงทุน ประเด็นดังกล่าวจะไม่นำไปสู่ข้อพิพาทฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหรือค่าเสียเวลา เนื่องจากข้อกำหนดในสัญญาระบุการเลิกสัญญาร่วมทุน หากมีการตกลงยุติสัญญาไม่สามารถฟ้องร้องต่อกันได้

รวมทั้งกระทรวงคมนาคมเตรียมแผนดำเนินการหลายส่วนเพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชน โดยเฉพาะการใช้บริการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ โดยตรวจสอบข้อกฎหมายเพื่อพิจารณาเจรจากับเอกชนหาแนวทางไม่ให้การเดินรถได้รับผลกระทบ เช่น การจ้างให้เอกชนบริหารต่อระยะเวลาหนึ่ง

Missing Link ป้องกันผลกระทบประชาชน

รวมทั้งหากเป็นไปในแนวทางดังกล่าวจะไม่กระทบการบริการประชาชน โดยกระทรวงคมนาคมมีแผนพัฒนาโครงข่ายระบบรางให้เชื่อมการเดินทาง 3 สนามบิน โดยจะเร่งพัฒนาโครงการรถไฟชานเมือง สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง (Missing Link) ระยะทาง 25.9 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 44,573.85 ล้านบาท 

เพื่อเชื่อมโครงข่ายรถไฟเขตกรุงเทพมหานครให้สมบูรณ์ นอกจากนั้นจะพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ติดไฟฟ้า ช่วงหัวหมาก-ฉะเชิงเทรา-อู่ตะเภา ระยะทาง 187 กิโลเมตร ทำความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

“หากไม่มีโครงการไฮสปีดเทรนก็ไม่กระทบบริการประชาชน เพราะมีแผนพัฒนารถไฟ Missing Link และขยายเส้นทางจากหัวหมาก ไปฉะเชิงเทราและอู่ตะเภา ซึ่งทำเป็นรถไฟทางคู่ที่รองรับระบบไฟฟ้าได้ ทำความเร็วถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพียงพอต่อการให้บริการเดินทางเชื่อมสนามบิน” แหล่งข่าว กล่าว

กพอ.ชี้ขาดขั้นสุดท้ายภายใน ส.ค.นี้

สำหรับข้อเสนอแนวทางออกสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ผลหารือร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย รฟท., สกพอ.และ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ยืนยันมี 2 แนวทางเตรียมนำเสนอ กพอ.พิจารณาภายในเดือน ส.ค.2569 ประกอบด้วย

1.แนวทางแก้ไขสัญญาตามมติ กพอ.เดิม ซึ่งหาก กพอ.เห็นชอบตามแนวทางนี้จะเดินหน้าโครงการตามเงื่อนไขที่หารือ และเป็นไปตามร่างแก้ไขสัญญาแก้ไขที่สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบ โดยจะเสนอ ครม.ขออนุมัติแก้ไขหลักการและลงนามแก้ไขสัญญาร่วมทุน

2.แนวทางสิ้นสุดสัญญา โดยกรณีนี้เกิดขึ้นหาก กพอ.พิจารณาว่าแก้ไขสัญญาไม่ได้จะนำไปสู่กระบวนการพิจารณาเหตุสิ้นสุดสัญญา ซึ่ง รฟท.และเอกชนคู่สัญญาต้องกลับมาพิจารณาข้อกฎหมาย