วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

รื้อกฎหมายรับปุ๋ยใหม่ ดันเหมืองโพแทชไทย ทลายต้นทุนแฝงเกษตรกร

ในสถานการณ์ที่โลกต้องเผชิญกับความผันผวน ทั้งจากวิกฤติเศรษฐกิจ และปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “ต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น” โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศไทย เวทีเสวนาโต๊ะกลม (Roundtable) ที่จัดขึ้นโดย Post Today ณ True Digital Park เป็นพื้นที่ระดมสมองระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันตีแผ่ปัญหา และหาทางออกให้กับเกษตรกรไทย

รื้อกฎหมายรับปุ๋ยใหม่ ดันเหมืองโพแทชไทย ทลายต้นทุนแฝงเกษตรกร

 บากบั่น บุญเลิศ รองประธานกรรมการบริหารเนชั่น กรุ๊ป และประธานกรรมการบริษัท โพสต์ ทูเดย์ จำกัด กล่าวว่า เรื่องของ “ปุ๋ย” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเรื่องเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นประเด็นสาธารณะ ที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง จากข้อมูลการสำรวจ พบว่าประเทศไทยมีครัวเรือนเกษตรกรอยู่ราวๆ 6.7 ล้าน ไปจนถึง 8 ล้านครัวเรือน หากคำนวณเฉลี่ยเพียงครัวเรือนละ 2 คน นั่นหมายความว่ามีประชากรไทยถึง 12 - 16 ล้านคน ที่กำลังได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤติต้นทุนในครั้งนี้

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์ในเวทีคือ โครงสร้างการพึ่งพาปุ๋ยของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันไทยต้องนำเข้าวัตถุดิบ และแม่ปุ๋ยจากต่างประเทศเกือบ 100% หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 80 - 90% ตามสถิติของสมาคมดิน และปุ๋ย

รื้อกฎหมายรับปุ๋ยใหม่ ดันเหมืองโพแทชไทย ทลายต้นทุนแฝงเกษตรกร

เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ระดับโลก เช่น สงครามหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่งผลให้เส้นทางการขนส่งถูกสกัดกั้น ค่าระวางเรือพุ่งสูง ย่อมทำให้ราคาปุ๋ยในประเทศดีดตัวสูงขึ้น เป้าหมายสูงสุดของเวทีเสวนาในครั้งนี้ เป็นการระดมข้อมูล ความรู้ และกรรมวิธีการแก้ปัญหาจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมพัฒนาที่ดิน สมาคมดิน และปุ๋ย และภาคเอกชน  เพื่อสรุป เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อส่งตรงไปยังภาครัฐ และผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย ให้หันกลับมามอง ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหา และนำแนวทางเหล่านี้ไปขับเคลื่อนให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยลดต้นทุน และคืนรอยยิ้มให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต (Think Forward Center) กล่าวว่า  โครงสร้างตลาดปุ๋ยไทยที่ผูกขาด และพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ 100% เป็นจุดเปราะบาง อย่างยิ่งเมื่อเกิดวิกฤติในตะวันออกกลาง และช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้า และแหล่งผลิตพลังงานที่สำคัญของโลก

รื้อกฎหมายรับปุ๋ยใหม่ ดันเหมืองโพแทชไทย ทลายต้นทุนแฝงเกษตรกร

ส่งผลให้ราคาปุ๋ยเคมี ดีดสูงขึ้น 40 - 50% ที่ส่งมาถึงหน้าท่าเรือ และกระจายไปยังร้านค้าปลีก จากฐานราคาเดิมในภาวะปกติที่ค่าปุ๋ยเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนแฝง แต่เมื่อราคาปุ๋ยขยับขึ้นไปเกือบเท่าตัว เกษตรกรจำนวนมากไม่มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอที่จะซื้อปุ๋ยในราคาที่แพงขึ้น ได้ในปริมาณเท่าเดิม จึงจำเป็นต้องเลือกวิธี ลดปริมาณการใส่ปุ๋ยลง หรือใส่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่พืชต้องการ

ทำให้การเจริญเติบโตของพืช และอัตราผลผลิตต่อไร่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ในภาคการทำนาคาดว่าผลผลิตข้าวภาพรวมจะหายไปถึง 20% ในขณะ พ.ร.บ. ปุ๋ย ยังไม่เปิดทางให้ขึ้นทะเบียนปุ๋ยสูตรใหม่ๆ ที่มีประสิทธภาพ และราคาที่เหมาะสม 

ทั้งหมดนี้ รัฐบาลต้องพิจารณา และแก้ไขให้ตรงจุด โดยควร ทบทวน พ.ร.บ.ปุ๋ย เพื่อเปิดทางให้ปุ๋ยสูตรใหม่ๆ และนวัตกรรมปุ๋ยชีวภาพสามารถขึ้นทะเบียน และเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากปุ๋ยเคมีราคาแพง 

เปิดตลาดให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี เพื่อดึงดูดให้บริษัทผู้ผลิตปุ๋ยระดับโลกเข้ามาตั้งฐานการผลิตหรือแปรสภาพปุ๋ยในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยตัดต้นทุนค่าขนส่งข้ามประเทศ และลดความเสี่ยงจากราคาปุ๋ยที่ผันผวนตามสถานการณ์โลก

ในขณะเดียวกัน รัฐต้องสนับสนุนงบประมาณในการวิเคราะห์ดิน และส่งเสริมการใช้ปุ๋ยให้ตรงกับสภาพดิน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาช่วย เพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลง ซึ่งเป็นวิธีลดต้นทุนที่ยั่งยืนที่สุดในสภาวะที่ปุ๋ยโลกยังคงผันผวน ราคาสูงเหนือกำลังซื้อของเกษตรกรไทย

รื้อกฎหมายรับปุ๋ยใหม่ ดันเหมืองโพแทชไทย ทลายต้นทุนแฝงเกษตรกร

สมิทธิ ว่องไพฑูรย์ กรรมการบริหาร บริษัท เอจี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า  ต้นทุนค่าปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้นจนคิดเป็นเกือบ 40% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้น ทำให้เกษตรกรแบกรับไม่ไหว  แม้ปัจจุบันราคาปุ๋ยในตลาดโลกจะปรับตัวลดลง แต่ราคาขายปลีกตามร้านค้าในประเทศไทย ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง เนื่องจากผู้ค้าจำเป็นต้องทยอยระบายสต๊อกเก่าที่รับมาในต้นทุนที่สูงก่อน คาดว่าต้องใช้เวลาอีกราว 1-2 เดือน กลไกราคาหน้าทางจึงจะสะท้อนความเป็นจริง และทยอยลดลง

การผลักดันนโยบายเชิงรุกเพื่อดึงดูดบริษัทผู้ผลิตปุ๋ยระดับโลกให้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตหรือแปรสภาพปุ๋ยภายในประเทศไทย การมีฐานการผลิตในประเทศจะช่วยให้ห่วงโซ่อุปทาน มีความยืดหยุ่นสูงขึ้น ช่วยตัดปัญหาความล่าช้าในการปรับราคา และทำให้เกษตรกรสามารถซื้อปุ๋ยได้ในราคาที่เป็นธรรมตามกลไกตลาดโลกที่แท้จริง โดยไม่ต้องรอรอบการระบายสินค้านำเข้านานนับเดือน

ในขณะเดียวกันพืชเศรษฐกิจแปลงใหญ่ มีความจำเป็นต้องมองหาทางเลือกอื่นเพื่อลดต้นทุน การปรับปรุงข้อกฎหมายให้ปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยสูตรใหม่ๆ สามารถขึ้นทะเบียนและจัดจำหน่ายได้ง่ายขึ้น จะช่วยเพิ่มช่องทางในการบริหารจัดการต้นทุนของชาวไร่ได้

 

ภก.นพ หาวารี ประธานบริหารนวตกรรม บริษัท กรีน อินโนไทย จำกัด  ในฐานะที่เป็นอุตสาหกรรมข้าวและโรงสี   กล่าวว่า เมื่อปุ๋ยแพง เกษตรกรเลือกที่จะลดปริมาณการใส่ปุ๋ย ส่งผลให้ผลผลิตข้าวภาพรวมลดลงทันทีถึง 20% ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องลดขั้นตอน และอุปสรรคทางกฎหมายที่ซับซ้อนในการนำเข้าหรือขึ้นทะเบียนปุ๋ย เพื่อเปิดทางให้มีผู้ประกอบการรายใหม่ๆ เข้ามาแข่งขันในตลาดมากขึ้น การแข่งขันที่เป็นธรรม และสมบูรณ์จะช่วยกดดันให้ราคาปุ๋ยในประเทศมีความเป็นธรรม และสะท้อนกลไกตลาดที่แท้จริง ซึ่งเป็นผลดีต่อชาวนาในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่ถูกลง

ประเทศไทยต้องเลิกพึ่งพาปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว และหันมานำเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงเข้ามาประยุกต์ใช้ในนาข้าวอย่างจริงจัง เช่น การสนับสนุนให้ใช้จุลินทรีย์หรือสารชีวภาพที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมสารอาหารของต้นข้าว ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ชาวนาลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ครึ่งหนึ่งโดยที่ผลผลิตไม่ตกต่ำแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนในกระเป๋า และเพิ่มความปลอดภัยให้แก่อุตสาหกรรมข้าวไทยอีกด้วย 

นอกจากนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาเป็นเครื่องมือหลักในการแก้ปัญหาราคาปุ๋ยแพง โดยการพัฒนาจุลินทรีย์หรือปุ๋ยชีวภาพที่สามารถปลดปล่อยธาตุอาหารในดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณมาก ซึ่งนอกจากจะเซฟเงินในกระเป๋าเกษตรกรแล้ว ยังช่วยเพิ่มคุณภาพเนื้อข้าวให้แข่งขันในตลาดโลกได้อีกด้วย

สุชล  แก้วเกาะสบ้า รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน   กล่าวว่าวิกฤติปุ๋ยเคมีแพงครั้งนี้คือ สัญญาณเตือน ให้ไทยต้องเร่งปรับตัว  ในส่วนของกรมพัฒนาที่ดินพร้อมสนับสนุนการนำ ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และเทคโนโลยีทางชีวภาพมาเป็นทางออกหลักในการแก้ปัญหาราคาปุ๋ยแพง โดยการพัฒนาจุลินทรีย์สายพันธุ์เด่นเพื่อช่วยตรึงไนโตรเจน และละลายฟอสเฟตที่มีอยู่แล้วในดิน ให้พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

รื้อกฎหมายรับปุ๋ยใหม่ ดันเหมืองโพแทชไทย ทลายต้นทุนแฝงเกษตรกร

สนับสนุนการปรับสัดส่วนกฎระเบียบให้เอื้อต่อการนำผลพลอยได้ (By product) จากโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรภายในประเทศ กลับมาแปรรูปเป็นปุ๋ยชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งการเปิดรับเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ และการทบทวนข้อจำกัดทางกฎหมาย จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองด้านปัจจัยการผลิตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

รื้อกฎหมายรับปุ๋ยใหม่ ดันเหมืองโพแทชไทย ทลายต้นทุนแฝงเกษตรกร

พินิจ จารุสมบัติ  ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน กล่าวว่า ในปัจจุบัน แหล่งขุดโพแทสเซียมขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ประเทศไทยมากที่สุดคือ ที่ แขวงคำม่วน สปป.ลาว ซึ่งในตอนนี้มีกลุ่มทุนจากประเทศจีนเข้าไปดำเนินการขุด และส่งออกแร่เป็นจำนวนมาก 

ประเทศไทยมีความต้องการ และต้องนำเข้าแม่ปุ๋ยโพแทสเซียม (ตัว K) จากต่างประเทศสูงถึงปีละประมาณ 700,000 ตัน เนื่องจากโพแทสเซียมเป็นธาตุอาหารหลักที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และอ้อย 

รื้อกฎหมายรับปุ๋ยใหม่ ดันเหมืองโพแทชไทย ทลายต้นทุนแฝงเกษตรกร

 ในประเทศไทยแม้จะมีแหล่งโพแทสเซียม แต่แผนการขุดเจาะไม่เคยสำเร็จ เพราะมีการต่อต้านจากปัญหาสิ่งแวดล้อม  ดังนั้นรัฐบาลต้องพิจารณาเพราะในสภาวะที่เกิดปัญหาราคาปุ๋ยแพงนี้ จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านปุ๋ยภายในประเทศ ยังสามารถพัฒนาไปสู่การส่งออกเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศได้อีกด้วย

การจะเดินหน้าโครงการขุดโพแทชในไทยให้สำเร็จได้ รัฐ และผู้ประกอบการจะต้องมีมาตรการบริหารจัดการที่ดี มีความโปร่งใส ดูแลผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์