วิกฤติพลังงานโลกยืดเยื้อ ข้อตกลงสุดท้าย “สหรัฐ-อิหร่าน” ยังไม่สรุป คาดราคาดีเซลตลาดโลกเหนือ 100 ดอลลาร์ ถึงไตรมาส 3 “กลุ่มโรงกลั่น” มอง 60 วัน บทพิสูจน์สำคัญ น้ำมันผันผวนยาวเหมือนสงครามรัสเซีย-ยูเครน ฉุดกลุ่มโรงกลั่นไตรมาส 3 “กลุ่มปิโตรเคมี” ห่วงค่าระวางเรือ และค่าประกันภัยพุ่ง กดดันภาคธุรกิจครึ่งปีหลัง
KEY POINTS
- นายทศพร บุณยพิพัฒน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ส.อ.ท. ระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ต่อเนื่องมา 4 เดือน สร้างแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะด้านต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และการขนส่งระหว่างประเทศ
- ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และค่าความเสี่ยงสูงขึ้น เนื่องจากเส้นทางเดินเรือต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือใช้เวลานานขึ้น
- แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน คาดการณ์ว่าทิศทางราคาพลังงานจะยังทรงตัวในระดับสูง โดยเฉพาะดีเซลที่มีโอกาสยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสถานการณ์อาจไม่กลับสู่สมดุลจนกว่าจะถึงปลายปี 2569
- ภาคอุตสาหกรรมมองว่าสถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อคล้ายสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี
- หากความขัดแย้งยังไม่ยุติ อาจส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
การเจรจาระดับสูงระหว่างสหรัฐกับอิหร่านในสวิตเซอร์แลนด์ มีขึ้นวันที่ 21-22 มิ.ย.2569 โดยกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ เผยแพร่แถลงการณ์จากกาตาร์ และปากีสถาน ซึ่งเป็นคนกลางการเจรจาระบุทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบมีกลไกยุติสู้รบในเลบานอน และเปิดช่องทางการสื่อสารช่วยให้เรือพาณิชย์แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ฝ่ายสหรัฐนำทีมโดยรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ภายใต้เงื่อนไขบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่บรรลุกันเมื่อสัปดาห์ก่อน ขยายเวลาหยุดยิงจากเดือนเม.ย.2569 ออกไปอย่างน้อย 60 วัน
นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน โพสต์โซเชียลมีเดียว่า อิหร่านได้รับยกเว้นให้ส่งออกน้ำมัน และปิโตรเคมี โดยได้คืนสินทรัพย์ที่ถูกอายัดบางส่วน รวมทั้งได้แผนฟื้นฟูบูรณะ และพัฒนาอิหร่าน ด้านทำเนียบขาวยังไม่ให้ความเห็นหลังแถลงการณ์ร่วมน้ำมันดิบเบรนท์ซื้อขายล่วงหน้าลดลงกว่า 1 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 79.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะที่สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานข้อมูลการติดตามเรือพบ เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ 3 ลำ คือ เอลวา เวิร์โก และไวเกอร์ ที่ถูกสหรัฐคว่ำบาตร บรรทุกน้ำมันดิบอิหร่านราว 6 ล้านบาร์เรล เข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซวันที่ 22 มิ.ย.2569 ทุกลำมุ่งหน้าสู่นอกน่านน้ำสิงคโปร์
การสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซโดยทั่วไปคึกคักขึ้น โดยมีเรือบรรทุกน้ำมันหลายลำแล่นออกสู่ทะเลอ่าวโอมานช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้บางลำปิดเครื่องส่งสัญญาณระบุตำแหน่ง
คาดดีเซลยืนเหนือ 100 ดอลลาร์
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า กระทรวงพลังงานติดตามสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางใกล้ชิด เพราะความผันผวนเศรษฐกิจโลกยังมี ขณะที่เงื่อนไขหยุดพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ราคาพลังงานโลกผันผวน
ส่วนทิศทางราคาพลังงานยังทรงตัวระดับสูง แม้มีสัญญาณดีจากการเจรจาแต่ต้องใช้เวลา โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบจากความเสียหายฐานผลิตช่วงสงคราม ซึ่งการซ่อมแซมให้กลับมาปกติต้องใช้เวลาอย่างน้อยจนถึงไตรมาส 3 ปี 2569
“ทุกสำนักพยากรณ์ราคาทิศทางเดียวกันว่าราคายังสูงเกินไป โดยเฉพาะดีเซลมีโอกาสยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แน่นอน แม้ราคาอาจลดลงจากระดับสูงสุด 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่คงไม่ลดไปอยู่ระดับราคาเดิมในช่วงเวลาสั้น" แหล่งข่าวกล่าว
สถานการณ์ราคาพลังงานปลายปี 2569 อาจเริ่มเห็นการปรับตัวสู่สมดุล (Balance) มากขึ้นเมื่อกำลังการผลิตจากแหล่งอื่นกลับมาเต็มที่ โดยยังมีปัจจัยเสี่ยงจากดีมานด์หากจีนกลับมากระตุ้นเศรษฐกิจ และต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเร็วจะซ้ำเติมอุปทานไม่เพียงพอ และดันราคาสูงขึ้น โดยความผันผวนราคาน้ำมัน ก๊าซ และเหล็ก ยังเป็นปัจจัยหลักกดดันเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง
ห่วงข้อตกลงสุดท้ายไม่ยุติฉุดต้นทุน
นายทศพร บุณยพิพัฒน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ความขัดแย้งตะวันออกกลางเกิดต่อเนื่อง 4 เดือน แม้ยังไม่ทำให้ขาดแคลนเม็ดพลาสติกในไทย แต่สร้างแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะด้านต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน การขนส่งระหว่างประเทศ และการบริหารความเสี่ยงอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่มาจากการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้เม็ดพลาสติกโดยตรง แต่มาจากความไม่แน่นอนภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายสินค้า การจัดหาวัตถุดิบ และการดำเนินธุรกิจทั่วโลก
รวมทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้หลายเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศต้องเปลี่ยนเส้นทาง หรือใช้ระยะเวลาขนส่งนานขึ้น ส่งผลให้ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และค่าความเสี่ยงในหลายตลาดสูงขึ้นต่อเนื่อง
ขณะที่ไทยแม้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะพึ่งการนำเข้าวัตถุดิบ เช่น น้ำมันดิบ และแนฟทา แต่ผู้ประกอบการยังบริหารจัดการความเสี่ยงได้ผ่านการกระจายแหล่งวัตถุดิบ การบริหารสินค้าคงคลัง การปรับแผนการผลิต และการบริหารจัดการ การส่งมอบสินค้าใกล้ชิด
รวมทั้งไทยยังไม่ขาดแคลนเม็ดพลาสติกระดับที่กระทบอุตสาหกรรมปลายน้ำ แม้จะตึงตัวบางประเภทสินค้า และบางช่วงเวลา โดยผู้ผลิตยังยึดหลัก Domestic First หรือให้ความสำคัญกับการดูแลตลาดในประเทศเพื่อรักษาความต่อเนื่องภาคการผลิต
“หากความขัดแย้งยังไม่ยุติได้จริงอาจกระทบเพิ่มต่อต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องติดตามใกล้ชิด” นายทศพร กล่าว
ครึ่งปีหลังต้องจับตาต้นทุนสูงกว่าปกติ
สำหรับแนวโน้มครึ่งหลังปี 2569 ภาคอุตสาหกรรมต้องติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง การฟื้นตัวระบบขนส่งโลก และทิศทางเศรษฐกิจโลก โดยหากความขัดแย้งไม่ยกระดับเพิ่มจะทำให้ระบบขนส่งระหว่างประเทศดำเนินการได้ต่อเนื่อง และผู้ผลิตจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งทางเลือกได้ ความตึงตัวอุปทานเม็ดพลาสติกในประเทศมีแนวโน้มผ่อนคลายลงเมื่อเทียบช่วงก่อนหน้า
“ระดับผลกระทบช่วงครึ่งปีหลังขึ้นกับความรุนแรง และระยะเวลาสถานการณ์ รวมถึงความสามารถผู้ผลิตแต่ละรายในการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งทางเลือก” นายทศพร กล่าว
ส่วนราคาเม็ดพลาสติกยังเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดโลก ดังนั้น ราคาสินค้าไม่ได้เกิดจากการกำหนดโดยผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง หากสถานการณ์คลี่คลาย และมีอุปทานเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ราคามีโอกาสทรงตัวหรือลดลงได้ แต่หากความขัดแย้งยังไม่ยุติ ความผันผวนด้านราคายังคงมีโอกาสเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ภาพรวมยังไม่คาดว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนเม็ดพลาสติกในประเทศในวงกว้าง เนื่องจากผู้ผลิตยังคงบริหารจัดการ การผลิต การนำเข้า และการกระจายสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมปลายน้ำได้อย่างต่อเนื่อง”
“ถอดบทเรียนรัสเซีย-ยูเครน” สู่สงครามยืดเยื้อ
แหล่งข่าวจากกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่น ส.อ.ท. เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า แม้ตลาดขานรับข่าวดีจนราคาน้ำมันดิบลดลงเร็วช่วงสั้น แต่ภาคอุตสาหกรรมยังมองสถานการณ์ด้วยความระมัดระวัง โดย MOU ที่สหรัฐ และอิหร่าน ลงนามเป็นเพียงการแสดงความชัดเจนว่าต้องการเจรจา แต่ยังมีเงื่อนไขที่ต้องตกลงอีกมากในกรอบ 60 วัน
แหล่งข่าวกล่าวว่า ความเชื่อส่วนใหญ่ในกลุ่มสำนักวิเคราะห์มองการเจรจาไม่น่าจะจบได้ เพราะมีปัจจัยซับซ้อนทั้งนิวเคลียร์ และการจัดระเบียบโลกใหม่ โดยเฉพาะบทบาทอิสราเอลที่เป็นตัวแปรสำคัญ สถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อคล้ายสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่แม้ไม่สู้รบรุนแรงตลอดเวลา แต่ทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวระดับสูง และใช้ชีวิตลำบากอีกอย่างน้อย 1-2 ปี
“หากมองข่าวดีช่วง 60 วันนี้คือ การเปิดช่องแคบให้เรือขนส่งน้ำมันเดินเรือได้คล่องตัวขึ้น ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลา 1-2 เดือน เคลียร์พื้นที่ และทุ่นระเบิด และอาจใช้เวลาถึง 3 เดือนกว่าการขนส่งจะกลับมาปกติ”
โรงกลั่นแบกต้นทุน “ความมั่นคง” ขาดทุนหนัก Q3
ในส่วนของผลประกอบการโรงกลั่น แหล่งข่าวประเมินไตรมาส 2 อาจมีกำไรเล็กน้อยจากผลบวกเดือนเม.ย.แต่ไตรมาส 3 มีโอกาสขาดทุนย่อยยับเพราะราคาน้ำมันดิบลดลงแรงทำให้ขาดทุนสต๊อกน้ำมัน และค่าพรีเมียมน้ำมันดิบครั้งนี้สูงกว่าช่วงสงครามยูเครนมาก
“โรงกลั่นไทยยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อน้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ เพราะเรามีเป้าหมายคือ ห้ามประชาชน และธุรกิจเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำมัน แม้โรงกลั่นจะต้องแบกภาระขาดทุนบ้างก็ต้องยอม ปัจจุบันหลายบริษัทเริ่มต้องหาแหล่งเงินทุนสำรอง และออกหุ้นกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องแล้ว” แหล่งข่าวกล่าว
วิกฤติ “ถังเต็ม” จี้รัฐปลดล็อกส่งออกก่อนระบบล่ม
ประเด็นน่ากังวลสุดขณะนี้คือ นโยบายการห้ามส่งออกน้ำมันของภาครัฐที่เป็นดาบสองคม เพราะสต๊อกน้ำมันในประเทศล้นจนเต็มถังตั้งแต่หลังสงกรานต์ทำให้โรงกลั่นต้องทยอยลดกำลังการผลิต
ดังนั้น หากรัฐยังไม่พิจารณาให้ส่งออกได้อาจกระทบความมั่นคงพลังงานระยะยาว เพราะโรงงานมีขีดจำกัดลดกำลังการผลิต หากลดลงต่ำกว่าระดับ 70-80% (Minimum Turndown) โรงกลั่นอาจต้องชัตดาวน์หรือปิดระบบการผลิตจะสร้างความเสียหายมหาศาล
“อยากให้ภาครัฐเข้าใจกลไกตลาด และผลกระทบที่แท้จริง การพยายามบิดเบือนกลไกราคาหรือห้ามส่งออกด้วยเจตนาดีเพื่อประชาชน อาจกลายเป็นการสร้างผลเสียที่รุนแรงกว่าเดิม เหมือนกรณีค่าไฟที่เคยเกิดขึ้น” แหล่งข่าวกล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





