"โรงแยกก๊าซฯ" หัวใจเศรษฐกิจไทย พลิกก๊าซอ่าวไทยสู่เม็ดเงินหลายแสนล้าน เชื่อมโยง พลังงาน-ปิโตรเคมี-อุตสาหกรรมการผลิต-สินค้าในชีวิตประจำวัน กลไกสำคัญในการเปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุดต่อเศรษฐกิจไทย
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ "ก๊าซธรรมชาติ" ยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักที่หล่อเลี้ยง เศรษฐกิจไทย แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ คือมูลค่าที่ซ่อนอยู่ของก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยไม่ได้อยู่ที่การเผาไหม้เพื่อผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอันเป็นต้นของวัตถุดิบปิโตรเคมีที่ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศมายาวนาน
การมี "โรงแยกก๊าซฯ" จึงเป็นความตั้งใจที่จะจัดสรรทรัพยากร นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีหน้าที่นำสิ่งเจือปนในก๊าซธรรมชาติ เช่น น้ำและปรอทออก จากนั้นคัดแยกสารไฮโดรคาร์บอนออกเป็นวัตถุดิบสำคัญ สำหรับเป็นเชื้อเพลิง ผลิตไฟฟ้า ผลิตก๊าซหุงต้ม และเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก่อนจะต่อยอดเป็นพลาสติก สิ่งทอ ยานยนต์ และสินค้าอุปโภคบริโภค จนสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 10-25 เท่า กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของความมั่นคงทางพลังงานและการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ
"ก๊าซธรรมชาติ" เป็นได้มากกว่าเชื้อเพลิง แต่คือวัตถุดิบแห่งเศรษฐกิจ
ก๊าซธรรมชาติ โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
- Dry Gas หรือก๊าซแห้ง มีมีเทนเป็นองค์ประกอบหลัก เหมาะสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงสามารถแปรสภาพเป็น LNG เพื่อขนส่งทางเรือได้
- Wet Gas หรือก๊าซเปียก นอกจากมีเทนแล้ว ยังมีสารไฮโดรคาร์บอนมูลค่าสูง เช่น อีเทน โพรเพน บิวเทน และเพนเทน ซึ่งสามารถนำไปแยกและต่อยอดใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้หลากหลาย
"จุดสำคัญ คือ ก๊าซจากอ่าวไทยส่วนใหญ่เป็น Wet Gas ส่งผลให้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีโรงแยกก๊าซธรรมชาติและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีรองรับ เพื่อดึงคุณค่าจากทรัพยากรให้สูงที่สุด แทนการนำไปเผาใช้เป็นเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว ในขณะที่ก๊าซจากเมียนมา และ LNG เป็น Dry Gas ที่นำเข้ามาเพื่อเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า เสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ"
แม้จะเรียกว่า ก๊าซธรรมชาติ เหมือนกัน แต่คุณสมบัติจากแหล่งที่ขุดต่างกัน คุณค่าและประโยชน์ที่ได้รับจึงแตกต่างกัน ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเมื่อผ่านโรงแยกก๊าซแล้ว จะสามารถคัดแยกเป็นก๊าซนิดต่างๆ ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ต่างกัน
1. มีเทน (Methane : C1) ถือเป็นผลิตภัณฑ์หลัก ใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า, เชื้อเพลิงอุตสาหกรรม และเชื้อเพลิง NGV/CNG สำหรับยานยนต์
2. อีเทน (Ethane : C2) อีเทนถือเป็นวัตถุดิบยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ถูกส่งไปผลิตเอทิลีน (Ethylene) และต่อยอดเป็นเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีน (PE) โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้ เช่น ขวดพลาสติก, ฟิล์มบรรจุภัณฑ์, เส้นใยสังเคราะห์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์
3. โพรเพน (Propane : C3) ใช้เป็นวัตถุดิบผลิตโพรพิลีน (Propylene) สามารถนำไปผลิตพลาสติก PP, ชิ้นส่วนรถยนต์, แบตเตอรี่ และกาวอุตสาหกรรม
4. โพรเพนและบิวเทน (LPG) เมื่อนำมาผสมกันสามารถนำมาใช้เป็นก๊าซหุงต้มครัวเรือน, เชื้อเพลิงยานยนต์ LPG และเชื้อเพลิงภาคอุตสาหกรรม
5. เพนเทน และ NGL ใช้เป็นส่วนผสมผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป, วัตถุดิบผลิตตัวทำละลาย และวัตถุดิบอุตสาหกรรมเคมีพิเศษ
6. คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) แม้เป็นก๊าซเจือปน แต่ยังสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม, น้ำอัดลม, เบียร์, น้ำแข็งแห้ง, ถังดับเพลิง และโครงการฝนหลวง
- จากก๊าซสู่พลาสติก สร้างมูลค่าเพิ่มได้ 25 เท่า
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลอุตสาหกรรมปิโตรเคมีดังกล่าว สะท้อนว่า การนำก๊าซเข้าสู่กระบวนการแปรรูปต่อเนื่องสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาล โดยเริ่มจาก
- ก๊าซธรรมชาติและคอนเดนเสท
- โรงแยกก๊าซฯ และโรงกลั่น
- ปิโตรเคมีขั้นต้น
- ปิโตรเคมีขั้นกลาง
- ปิโตรเคมีขั้นปลาย
- สินค้าอุปโภคบริโภค
มูลค่าผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นจากระดับ 300-450 ดอลลาร์ต่อตัน ไปสู่ 3,000-13,000 ดอลลาร์ต่อตัน หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 10-25 เท่า นั่นหมายความว่า หากประเทศไทยนำก๊าซไปเผาเป็นเชื้อเพลิงทั้งหมด จะสูญเสียโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลในภาคอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ได้ต่อยอดจากก๊าซธรรมชาติและสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ในวงกว้าง แบ่งเป็นมูลค่าการลงทุน 1.252 ล้านล้านบาท, สร้างรายได้ 836,000 ล้านบาท คิดเป็น 5.2% ของ GDP ประเทศ สร้างมูลค่าการส่งออก 486,000 ล้านบาท คิดเป็น 5.7% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด
อุตสาหกรรมเหล่านี้เชื่อมโยงกับภาคการผลิตสำคัญ ได้แก่ ยานยนต์ สิ่งทอ บรรจุภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ก่อสร้าง และเกษตรกรรม
ดังนั้น "โรงแยกก๊าซฯ" จึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการเปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็น วัตถุดิบอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดแก่ประเทศ
"การมี โรงแยกก๊าซ จึงเป็นความตั้งใจที่จะจัดสรรทรัพยากรนำไปใช้ประโยชน์ให้สูงสุดต่อประเทศ ที่นำทรัพยากรธรรมชาติจากอ่าวไทยมาจัดสรรให้มีมูลค่าเพิ่ม สร้างงาน สร้างรายได้ประชาชาติ และก่อให้เกิดการลงทุน ส่งออก และรายได้รัฐจากภาษีจากอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่งเป็นมูลค่าเพิ่มที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจของประเทศ"


