“คอร์ปัสคริสติ” (Corpus Christi) เมืองในรัฐเท็กซัส กลายเป็นเมืองแรกในสหรัฐที่เสี่ยงไม่มีน้ำใช้สำหรับอุปโภคบริโภคภายในปี 2027 หากไม่มีปรากฏการณ์ฝนตกหนักในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากประสบภัยแล้งรุนแรงต่อเนื่อง จนแหล่งกักเก็บน้ำหลักของเมืองเหือดแห้งไปจนหมด รัฐเตรียมประกาศภาวะฉุกเฉิน จำเป็นต้องบังคับลดใช้น้ำ 25% ทั่วเมือง
แล้งเป็นประวัติการณ์
แหล่งเก็บน้ำหลักสองแห่งของเมือง ได้แก่ ทะเลสาบคอร์ปัสคริสติ และอ่างเก็บน้ำโชกแคนยอน มีปริมาณน้ำรวมกันเหลือเพียง 7.8% ของความจุทั้งหมด ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ท่ามกลางภัยแล้งที่ยาวนานหลายปี หากไม่มีฝนตกลงมาเลยในช่วงนี้ คาดว่าผู้บริหารเมืองจะต้องประกาศ “ภาวะฉุกเฉินด้านน้ำระดับ 1” (Level 1 Water Emergency) ในเดือนกันยายนนี้ นั่นเท่ากับว่าจะมีปริมาณน้ำที่เหลืออยู่จะเพียงพอต่อความต้องการอีกเพียง 180 วันเท่านั้น
ปัจจัยหลักที่ทำให้เมืองคอร์ปัสคริสติเจอวิกฤติขาดแคลนน้ำมีด้วยกันหลายประการ ทั้งปริมาณฝนที่น้อยลง อุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากภาวะโลกร้อนซึ่งทำให้น้ำระเหยเร็วขึ้น และความต้องการใช้น้ำมหาศาลจากนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในพื้นที่
ขณะเดียวกัน คอร์ปัสคริสตินี้ยังไม่มีการขยายแหล่งน้ำใหม่มานานเกือบ 30 ปีแล้ว ทั้งที่เมืองยังคงพึ่งพาแหล่งน้ำผิวดินเป็นหลัก ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการเติบโตของประชากรและอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ปีเตอร์ ซาโนนี ผู้จัดการเมืองคอร์ปัสคริสติ ยอมรับว่าเมืองกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่น่ากังวล ที่ผ่านมารัฐไม่เคยเตรียมตัวรับมือกับปัญหานี้เลย จนกระทั่งตอนนี้ที่วิกฤติมาถึงตัวแล้ว
กระทบประชาชน-ปิโตรเคมีโลก
รัฐออกมาตรการจำกัดการใช้น้ำมานานแล้ว และเริ่มส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม โดยเมืองได้สั่งห้ามรดน้ำสนามหญ้ามาตั้งแต่ปี 2566 และจำกัดวันล้างรถหรือรดน้ำต้นไม้ หากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกปรับ 500 ดอลลาร์สำหรับการกระทำผิดครั้งแรก และอาจถูกระงับการจ่ายน้ำหากยังมีการใช้เกินโควตา
ในเดือนกันยายนนี้อาจจะต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน ที่บังคับให้ทุกภาคส่วนจะต้องลดการใช้น้ำลง 25% อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ปอลเลตต์ กัวจาร์โด นายกเทศมนตรีเมือง ไม่เห็นด้วยกับการตัดน้ำบ้านเรือนประชาชน เพราะการปล่อยให้คนไม่มีน้ำใช้นั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้
ในตอนนี้ โรงเรียนในคอร์ปัสคริสติยังคงเปิดการเรียนการสอนต่อไป แม้อาจต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากการซื้อน้ำดื่มหรือการขุดเจาะบ่อน้ำเอง เพื่อใช้ในห้องน้ำและรดน้ำสนามกีฬา แต่ถ้าหากวิกฤติรุนแรงขึ้น โรงเรียนอาจต้องเปลี่ยนไปเรียนแบบออนไลน์หรือปิดทำการชั่วคราว
แต่ผลกระทบรุนแรงที่สุดอยู่กับภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งเป็นผู้ใช้น้ำรายใหญ่ที่สุดกว่า 60% ของทั้งภูมิภาค แค่โรงงานพลาสติกของ Exxon เพียงแห่งเดียวใช้น้ำถึง 13 ล้านแกลลอนต่อวัน ซึ่งมากกว่าปริมาณน้ำที่สระว่ายน้ำทุกแห่งในเมืองใช้รวมกันตลอดทั้งฤดูร้อน
หากบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ต้องลดการใช้น้ำลง 25% อาจส่งผลให้ต้องปิดสายการผลิตบางส่วนหรือทั้งหมด ซึ่งจะนำไปสู่การเลิกจ้างงานและภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ ตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมเตือนว่าหากไม่มีแหล่งน้ำที่มั่นคง พวกเขาก็ไม่สามารถแข่งขันในระยะยาวได้
ดิ้นรนหาทางออก
เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เมืองได้เร่งขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลภายใต้คำสั่งฉุกเฉินของรัฐบาลรัฐเท็กซัส โรงพยาบาลและสถาบันการศึกษาต่างก็เร่งยื่นขออนุญาตขุดน้ำบาดาลของตนเอง เพื่อรับประกันว่าจะมีน้ำใช้สำหรับการผ่าตัดและการดำเนินงานที่สำคัญ
ก่อนหน้านี้ เมืองเคยเสนอ “โครงการการกลั่นน้ำทะเล” (Desalination) ซึ่งเป็นกระบวนการเปลี่ยนน้ำเค็มให้เป็นน้ำดื่ม ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว แต่ถูกยกเลิกไป เพราะต้องใช้งบประมาณสูงกว่า 1,200 ล้านดอลลาร์ แต่โครงการนี้กลับมาเป็นพูดถึงอีกครั้ง และถูกนำเสนอโดยบริษัทเอกชนหลายราย
หนึ่งในข้อเสนอที่น่าสนใจมาจากบริษัท AXE H2O ซึ่งต้องการสร้างโรงกลั่นน้ำทะเลมูลค่า 1,300 ล้านดอลลาร์ โดยใช้ก๊าซธรรมชาติแทนไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุน อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภาเมืองบางส่วนยังคงกังขาและกังวลว่าโครงการนี้อาจดีเกินจริง และต้องการรายละเอียดที่ชัดเจนมากกว่านี้
แต่ยิ่งตัดสินใจแก้ปัญหาช้า ก็ทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง โดยเกร็ก แอ็บบอตต์ ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส ตำหนิผู้นำเมืองอย่างรุนแรงว่าไร้ความสามารถในการตัดสินใจ และขู่ว่ารัฐอาจต้องเข้ามาเข้าควบคุมการจัดการน้ำของเมืองเองหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยน้ำทิ้งที่เค็มจัดจากการกลั่นน้ำทะเลลงสู่อ่าวคอร์ปัสคริสติ ซึ่งอาจทำลายระบบนิเวศในอ่าวได้ ทำให้ผู้เสนอโครงการใหม่พยายามเสนอแนวทางปล่อยน้ำทิ้งออกสู่ทะเลลึกในอ่าวเม็กซิโกแทน เพื่อลดแรงต่อต้านจากชุมชน
หากไม่มีฝนตกลงมาเติมเต็มอ่างเก็บน้ำ คอร์ปัสคริสติอาจต้องเผชิญกับมาตรการที่รุนแรงขึ้น เช่น การผลัดจ่ายน้ำตามโซนต่าง ๆ หรือเลวร้ายที่สุด อาจจะต้องอพยพประชาชนออกจากเมือง
ที่มา: CBS News, Inside Climate News, Newsweek, NPR, Texas Tribune

