กมธ.รุมซักกรมโรงงาน อนุญาต "ซินเคอหยวน" เดินเครื่อง ไร้เตาปรุงเหล็กตาม EIA 10 สมาคมเหล็ก ค้านคืนชีพเตาหลอม IF แฉโรงงานที่เพิ่งมีการสั่งเปิดไร้เตาปรุงน้ำเหล็ก เสี่ยงอันตรายต่อโครงสร้าง
KEY POINTS
- คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้สอบถามกรมโรงงานอุตสาหกรรม และ สมอ. ถึงข้อเท็จจริงในการพิจารณาอนุญาตให้โรงงานผลิตเหล็กด้วยเตาหลอมอินดักชั่น (IF) กลับมาดำเนินกิจการ
- กรรมาธิการตั้งข้อสงสัยถึงความโปร่งใสในการกำกับดูแล กรณีที่โรงงานดังกล่าวได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้ ทั้งที่ไม่มีเตาปรับคุณภาพน้ำเหล็ก (Ladle Furnace: LF) ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่ระบุไว้ในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
- มีการตั้งคำถามว่าเหตุใดกระทรวงอุตสาหกรรมจึงยอมรับคำอ้างของโรงงานว่ามีกระบวนการอื่นมาทดแทนเตา LF ได้
- กลุ่ม 10 สมาคมเหล็ก ยืนยันว่าเตา IF เป็นเทคโนโลยีเก่าที่ไม่สามารถกำจัดสารปนเปื้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เหล็กเสี่ยงไม่ได้มาตรฐานและเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยสาธารณะ
นายนาวา จันทนสุรคน แกนนำกลุ่ม 10 สมาคมเหล็ก และประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2569 ว่าทางคณะกรรมาธิการฯ ได้มีการสอบถามและให้หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ชี้แจงข้อเท็จจริงในการพิจารณาอนุญาตให้โรงงานผลิตเหล็กด้วยเตาหลอมอินดักชั่น (Induction Furnace: IF) แห่งหนึ่งกลับมาดำเนินกิจการได้อีก
โดยในการประชุมนี้ ทางกลุ่ม 10 สมาคมเหล็ก และสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) ได้นำเสนอข้อมูลเอกสารแต่ยังไม่มีโอกาสอธิบายชี้แจงต่อทางคณะกรรมาธิการ
ทั้งนี้ ในการประชุม กรรมาธิการหลายท่านมีข้อสงสัยมากถึงความโปร่งใสในการกำกับดูแล โดยเฉพาะกรณีของโรงงานดังกล่าวซึ่งไม่มีเตาปรับคุณภาพน้ำเหล็ก หรือ Ladle Furnace (LF) แต่อย่างใด ซึ่งเป็น โดยมีคำถามสำคัญว่าหากในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และกระบวนการที่ขออนุญาตไว้ ระบุให้มี Ladle Furnace ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญ (Critical Process) แต่โรงงานดังกล่าวซึ่งไม่มี Ladle Furnace ทำไมจึงยังได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้ ทำไมกระทรวงอุตสาหกรรมยอมรับคำอ้างของโรงงานโดยง่ายว่ามีกระบวนการอื่นมาทดแทนก็เพียงพอเหมาะสมแล้ว
อย่างไรก็ตาม ตามจุดยืนของกลุ่ม 10 สมาคมเหล็ก นายนาวา ยืนยันว่าประเทศไทยต้องไม่ถอยหลังด้วยการลดหย่อนมาตรฐานสินค้า หรือพยายามทำให้ข้อกังวลด้านความปลอดภัยกลายเป็นเรื่องเล็ก เพราะเมื่อชีวิตประชาชนเป็นเดิมพัน
สิ่งที่สังคมต้องการ คือความจริง เตา IF เป็นเทคโนโลยีที่เก่าซึ่งรัฐบาลจีนได้กวาดล้างและยกเลิกมาตั้งแต่ปี 2560 เนื่องจากกระบวนการผลิตดังกล่าวไม่สามารถกำจัดสารปนเปื้อน เช่น ฟอสฟอรัสและกำมะถัน ออกจากน้ำเหล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เหล็กมีโอกาสเบี่ยงเบนไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลจริงในประเทศไทย ซึ่งสมอ.ได้นำมาเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ด้วย
กลุ่ม 10 สมาคมเหล็ก จึงเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ เพื่อปกป้องผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยจากโครงสร้างอาคารเท่านั้น และยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลอย่างแท้จริง ล้างภาพลักษณ์ "ขยะอุตสาหกรรม" ดังนี้
1. บังคับโรงงาน IF ต้องติดตั้งเตาปรุงน้ำเหล็ก (LF) เพิ่มเติม
2. เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบย้อนกลับการผลิตและการสุ่มตรวจสินค้าเหล็กในท้องตลาด พร้อมเปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสาธารณะ
3. กำหนดแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กไทยไปสู่ระบบเตา Electric Arc Furnace (EAF) ภายในระยะเวลาเปลี่ยนผ่านไม่เกิน 3 ปี
4. ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน ต้องมีการดำเนินการตามมาตรการ “แก้ไข กำกับ และกวาดล้าง” โดยสมอ.และกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด จริงจัง รวมถึงเพิ่มบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนมาตรฐานต่าง ๆ ให้รุนแรงยิ่งขึ้น
5. ให้ความรู้แก่ผู้บริโภคในการเลือกใช้เหล็กให้เหมาะสมกับลักษณะงานก่อสร้าง
6. รับข้อเสนอจากสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) ซึ่งได้มีแถลงการณ์ชัดเจนว่า เตา IF มีข้อจำกัดในการควบคุมคุณภาพ การปรับแต่งคุณภาพน้ำเหล็ก โครงสร้างเหล็ก IF จึงอ่อนแอ และมีความเสี่ยงสูงต่อความปลอดภัยในงานก่อสร้าง จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรฐานงานก่อสร้าง ห้ามใช้วัสดุเหล็กจากเตา IF ในการก่อสร้างอาคารสูงเกิน 2 ชั้น ตลอดจนโครงสร้างสาธารณูปโภค
7. ปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ที่เกี่ยวข้อง โดยสังคมต้องเฝ้าระวังติดตามการแก้ไขมอก. ไม่ให้มีการฉวยโอกาสออกมาตรฐานเพื่อ “ฟอกเทาเป็นขาว” เอื้อประโยชน์แก่โรงงาน IF โดยรัฐบาลต้องไม่ประนีประนอมกับมาตรฐานวัสดุที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสาธารณะ





