วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘ซิน เคอ หยวน’ โต้ปมเหล็กเตา IF เทคโนโลยีใช้ทั่วโลก กฎหมายไทยไม่ห้าม

‘ซิน เคอ หยวน’ โต้ปมเหล็กเตา IF เทคโนโลยีใช้ทั่วโลก กฎหมายไทยไม่ห้าม

วันนี้ (10 มิ.ย. 2569) บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ภายหลังได้รับอนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรมให้กลับมาเปิดดำเนินการผลิตได้ตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 หลังหยุดดำเนินกิจการเป็นเวลากว่า 1 ปี เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ปรับปรุงมาตรฐานการผลิต การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และการปฏิบัติตามข้อกำหนดของหน่วยงานภาครัฐ

บริษัทระบุว่า ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา ได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเต็มที่ พร้อมดำเนินการปรับปรุงกระบวนการผลิต มาตรฐานคุณภาพ และการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง จนผ่านการตรวจสอบตามเกณฑ์ที่กำหนด และได้รับอนุญาตให้กลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง

‘ซิน เคอ หยวน’ โต้ปมเหล็กเตา IF เทคโนโลยีใช้ทั่วโลก กฎหมายไทยไม่ห้าม ‘ซิน เคอ หยวน’ โต้ปมเหล็กเตา IF เทคโนโลยีใช้ทั่วโลก กฎหมายไทยไม่ห้าม ‘ซิน เคอ หยวน’ โต้ปมเหล็กเตา IF เทคโนโลยีใช้ทั่วโลก กฎหมายไทยไม่ห้าม

แถลงการณ์ระบุว่า ผลการศึกษาของคณะวิศวกรรมศาสตร์จาก 4 สถาบันหลัก ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี พบว่าความบกพร่องที่เป็นสาเหตุสำคัญของเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม เกี่ยวข้องกับการออกแบบและวิธีการก่อสร้าง โดยเฉพาะโครงสร้างผนังรับแรงเฉือน (Shear Wall) บริเวณช่องลิฟต์และบันได มิได้ระบุว่าเหล็กที่ใช้ในการก่อสร้างเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ในส่วนของการตรวจสอบโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรณีการครอบครองวัตถุอันตรายหรือ “ฝุ่นแดง” บริษัทได้รับแจ้งว่า อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งยุติการสืบสวน เนื่องจากไม่พบพยานหลักฐานที่ชี้ถึงการกระทำความผิด

ส่วนผลการตรวจสอบโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ร่วมกับหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ได้ยืนยันว่าเหล็กเส้นที่ผลิตจากการทดลองเดินเครื่องของบริษัทผ่านเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรมตามที่กฎหมายกำหนด

อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่ายังคงพบข้อสงสัยและความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคมบางประการเกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัท โดยเฉพาะประเด็นเทคโนโลยีการผลิตเหล็ก การใช้เตาปรุง LF (Ladle Furnace) และการเชื่อมโยงกับเหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม

บริษัทชี้แจงว่า การพิจารณามาตรฐานเหล็กตามกฎหมายไทยต้องอาศัยผลการทดสอบตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ไม่ใช่พิจารณาจากชนิดของเตาหลอมหรืออุปกรณ์การผลิตเพียงอย่างเดียว โดยการตรวจสอบจะครอบคลุมทั้งองค์ประกอบทางเคมี คุณสมบัติทางกล กำลังรับแรงดึง จุดคราก การยืดตัว และเกณฑ์มาตรฐานอื่น ๆ ที่กำหนดตามกฎหมาย

นอกจากนี้ บริษัทระบุว่า ปัจจุบันกฎหมายและมาตรฐานที่ใช้บังคับไม่ได้กำหนดให้โรงงานที่ใช้เทคโนโลยีเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace : IF) ทุกแห่งต้องมีเตาปรุง LF (Ladle Furnace) เป็นเงื่อนไขในการดำเนินกิจการ พร้อมเห็นว่าควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง “ข้อเสนอเชิงนโยบาย” กับ “ข้อบังคับตามกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน”

บริษัทระบุเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยี IF เป็นเทคโนโลยีการผลิตเหล็กที่ได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลกมาเป็นเวลานาน ไม่เพียงใช้ในการผลิตเหล็กก่อสร้าง แต่ยังถูกนำไปใช้ในการผลิตเหล็กกล้าไร้สนิม เหล็กอัลลอย เหล็กเครื่องมือ เหล็กลูกปืน และเหล็กพิเศษอีกหลายประเภท รวมถึงสามารถผลิตเหล็กสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์เหล็กมูลค่าสูงได้ เมื่อมีการควบคุมคุณภาพและกระบวนการผลิตที่เหมาะสม

แถลงการณ์ระบุว่า จุดเด่นของเทคโนโลยี IF คือประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ความยืดหยุ่นในการผลิต การลงทุนด้านเครื่องจักรที่เหมาะสม และการส่งเสริมการนำเศษเหล็กกลับมาใช้ประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน จึงได้รับการยอมรับและใช้งานอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมเหล็กระดับสากล

ในประเด็นการเชื่อมโยงกับเหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม บริษัทขอแสดงความเสียใจต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น พร้อมสนับสนุนให้มีการตรวจสอบหาสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างรอบด้านและเป็นธรรม

บริษัทระบุว่า ทั้งผลการศึกษาของคณะวิศวกรรมศาสตร์ 4 สถาบัน และผลการตรวจสอบของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) รวมถึงหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานที่ชี้ว่าเหล็กของบริษัทมีความเกี่ยวข้องหรือเป็นสาเหตุของการถล่มของอาคาร สตง.

“การสรุปสาเหตุของเหตุการณ์ใด ๆ ควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงทางวิศวกรรม ผลการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญ และกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยทุกฝ่ายควรเคารพต่อข้อสรุปทางวิชาการและผลการตรวจสอบที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วตามกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย” แถลงการณ์ระบุ

บริษัทยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐ และเห็นว่าหากมีข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใหม่ที่แตกต่างจากผลการตรวจสอบที่ผ่านมา ควรนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมายอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในอนาคต บริษัทระบุว่า การกลับมาเปิดดำเนินการครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการฟื้นฟูกิจการของบริษัท แต่ยังเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตเหล็กภายในประเทศในช่วงที่ราคาเหล็กมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยบริษัทยืนยันว่าจะผลิตและจำหน่ายเหล็กที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน มอก. ในราคาที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มทางเลือกแก่ผู้ประกอบการไทย สนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของภาคก่อสร้าง และส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมในอุตสาหกรรมเหล็กไทย

 

พร้อมกันนี้ บริษัทจะเดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กไทยสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ท้ายที่สุด บริษัทระบุว่า การปกป้องความปลอดภัยของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ แต่การปกป้องความเป็นธรรมให้แก่เอกชนที่ถูกกล่าวหาก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยเห็นว่าการพิจารณาข้อเท็จจริงควรตั้งอยู่บนกฎหมาย มาตรฐาน และพยานหลักฐาน หากมีหลักฐานใหม่ควรนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย แต่หากไม่มีหลักฐานใหม่ ก็ไม่ควรทำให้ผู้ประกอบการที่ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐแล้วได้รับความเสียหายโดยไม่เป็นธรรม