วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

หน่วยงานรัฐแบนเหล็ก IF ประเด็นร้อนอาเซียน 'คมนาคม-กทม.' สั่งเลิกใช้

เหล็กจากการผลิตผ่านเตาหลอม IF ประเด็นร้อนทั่วอาเซียน แนะแต่ละรัฐบาลยกเลิก ห่วงคุณภาพเหล็ก “คมนาคม-กทม.” สั่งเลิกใช้ในงานรับเหมาสร้างอาคาร “ซิน เคอ หยวน” โต้เป็นเทคโนโลยีใช้ทั่วโลก กฎหมายไทยไม่ห้ามผลิต “สมาคมวิศวกรโครงสร้าง” หนุนทุกหน่วยงานเลิกใช้งาน

KEY POINTS

  • หน่วยงานรัฐหลายแห่ง เช่น กระทรวงคมนาคม และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้สั่งยกเลิกการใช้เหล็กที่ผลิตจากเตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) ในโครงการก่อสร้างของหน่วยงาน
  • กระทรวงคมนาคมให้เหตุผลว่าเหล็ก IF ควบคุมคุณภาพ และส่วนประกอบทางเคมีได้ยาก มีสารเจือปน และยังไม่มีมาตรฐานที่น่าเชื่อถือในการตรวจสอบ จึงไม่เหมาะกับโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย
  • กรมท่าอากาศยาน และกรมทางหลวงชี้ว่ากระบวนการผลิตเหล็ก IF ทำให้เนื้อเหล็กไม่สม่ำเสมอ (แข็งนอก อ่อนใน และเปราะ) และไม่แน่ชัดถึงประสิทธิภาพในระยะยาว โดยเฉพาะในโครงสร้างที่ต้องรับแรงสั่นสะเทือน และน้ำหนักมาก เช่น สนามบิน และสะพาน
  • สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) สนับสนุนนโยบายดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยสูงสุดในโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ พร้อมเสนอให้จำกัดการใช้งานเหล็ก IF ในโครงสร้างขนาดเล็กเท่านั้น
  • ประเด็นนี้เป็นที่กังวลในระดับอาเซียน โดยสภาเหล็ก และเหล็กกล้าอาเซียน (AISC) ได้แสดงความกังวลต่อความปลอดภัย ขณะที่หลายประเทศ เช่น จีน ได้สั่งแบนการผลิตเหล็กชนิดนี้ไปแล้ว

เหล็กเส้นที่ได้จากกระบวนการผลิตเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า หรือ Induction Furnace (IF) ถูกตั้งคำถามถึงคุณภาพเหล็ก และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โดยเป็นเทคโนโลยีที่มีข้อจำกัดของเตาหลอมที่ไม่มีระบบ Oxidation และการสร้าง Slag สำหรับกำจัดหรือดูดซับสารมลทิน เช่น ฟอสฟอรัส กำมะถัน รวมถึงสิ่งเจือปนที่มากับเศษเหล็ก เช่น โบรอน

หลังจากที่จีนสั่งปิดโรงเหล็กที่มีเตา IF ในปี 2560 รวม 600 แห่ง กำลังผลิต 120 ล้านตัน ทำให้จีนย้ายฐานการผลิตด้วยเทคโนโลยี IF เข้ามาอาเซียน และไทย

ในช่วงต้นปี 2569 สภาเหล็ก และเหล็กกล้าอาเซียน หรือ ASEAN Iron & Steel Council (AISC) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อการใช้เตาหลอม IF ในการผลิตเหล็กก่อสร้าง โดยระบุเทคโนโลยีดังกล่าวอาจกระทบต่อความแข็งแรงทนทาน และความปลอดภัยอาคาร สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญระยะยาว ซึ่งมีข้อเสนอต่อรัฐบาลสมาชิกอาเซียน ดังนี้

1.ทบทวนการอนุญาตให้ใช้เตา IF ในการผลิตเหล็กก่อสร้าง โดยพิจารณาความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และแนวทางปฏิบัติของสากล 

2.จำกัดการใช้เหล็กจากเตา IF ให้อยู่เฉพาะในงานระดับรองที่ไม่สำคัญ และต้องบังคับให้ทำเครื่องหมายบนเนื้อเหล็กอย่างชัดเจน เพื่อง่ายต่อการตรวจสอบ ณ สถานที่ก่อสร้าง

 3.ยกระดับมาตรฐาน และการทดสอบให้เข้มงวดขึ้น เพื่อรับประกันความปลอดภัยหากยังคงอนุญาตให้ใช้เหล็กชนิดนี้อยู่ 

4.กำหนดนโยบายทยอยยกเลิก การใช้เตา IF อย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมบังคับใช้มาตรการควบคุมอย่างเข้มงวดในระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีที่ปลอดภัยกว่า

ในขณะที่หลายประเทศมีการควบคุมหรือยกเลิกการใช้เตา IF โดยจีนแบนการผลิตเหล็กเส้นจากเตา IF ตั้งแต่ มิ.ย.2560 และกำหนดให้เป็น “เหล็กต่ำกว่ามาตรฐาน” ส่วนอินเดียห้ามใช้เหล็ก IF สำหรับงานโครงสร้างที่มีความสำคัญ

ขณะที่เวียดนามมีแผนทยอยลดใช้เตา IF ด้านฟิลิปปินส์อยู่ระหว่างผลักดันกฎระเบียบที่เข้มงวด ปราบปรามเหล็กไม่ได้มาตรฐาน ส่วนไทยมีข้อกำหนดบังคับทำเครื่องหมายระบุวิธีการผลิตบนเหล็กเส้น

หน่วยงานรัฐแบนเหล็ก IF ประเด็นร้อนอาเซียน 'คมนาคม-กทม.' สั่งเลิกใช้

“ซิน เคอ หยวน”ผู้ผลิตรายใหญ่

สำหรับไทยในปัจจุบันมีโรงงานที่ใช้ทุนจีน และเทคโนโลยี IF ในไทย 11 แห่ง ส่วนใหญ่ 9 จาก 11 แห่ง ไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก หรือ Ladle Furnace (LF) ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าโรงงานมาตรฐาน แต่คุณภาพเหล็กที่ได้มีความเสี่ยงสูง

บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด เป็น 1 ใน 11 แห่ง ที่มีเตา IF กลายเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ในไทยมีกำลังการผลิต 12.09 ล้านตัน นับรวมกำลังการผลิตที่เดินเครื่อง และกำลังสร้าง (ก่อนตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม) โดยจดทะเบียนวันที่ 23 ก.พ.2554 ทุนจดทะเบียน 1,530 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง

ทั้งนี้ กำลังการผลิตดังกล่าวถือว่าสูงมากเมื่อเทียบความต้องการใช้เหล็กในประเทศปี 2568 ที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ประเมิน 18.3 ล้านตัน โดยก่อนหน้านี้ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด มีแผนขยายการผลิตเหล็กลวด เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กแผ่นรีดเย็น เหล็กเคลือบ เหล็กท่อ และเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ (Welded H, I Beam)

ออกแถลงการณ์โต้ปมเหล็ก

บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ออกแถลงการณ์วันที่ 10 มิ.ย.2569 หลังได้รับอนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรมให้กลับมาผลิตได้ โดยชี้แจงว่าการพิจารณามาตรฐานเหล็กตามกฎหมายไทยอาศัยผลทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ไม่ใช่พิจารณาจากชนิดเตาหลอมหรืออุปกรณ์การผลิตอย่างเดียว

นอกจากนี้ กฎหมายไทยไม่กำหนดให้โรงงานที่ใช้เทคโนโลยีเตา IF ทุกแห่งต้องมีเตาปรุง LF (Ladle Furnace) เป็นเงื่อนไขดำเนินกิจการ โดย IF เป็นเทคโนโลยีใช้แพร่หลายทั่วโลกมานานทั้งผลิตเหล็กก่อสร้าง เหล็กกล้าไร้สนิม เหล็กอัลลอย เหล็กเครื่องมือ เหล็กลูกปืน และเหล็กพิเศษหลายประเภท รวมถึงเหล็กสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์เหล็กมูลค่าสูงได้

แถลงการณ์ระบุว่า จุดเด่นของ IF คือ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ความยืดหยุ่นในการผลิต การลงทุนด้านเครื่องจักรที่เหมาะสม และการส่งเสริมนำเศษเหล็กมาใช้ประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน

หน่วยงานรัฐแบนเหล็ก IF ประเด็นร้อนอาเซียน 'คมนาคม-กทม.' สั่งเลิกใช้

คมนาคม-กทม.แบนใช้เหล็ก IF

ที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานยกเลิกใช้เหล็กจากผู้ผลิตที่มีเตา IF เช่น กรมท่าอากาศยาน กรมทางหลวง กรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยยกเลิกใช้เหล็กข้ออ้อยจากเตา IF ในงานก่อสร้าง รวมทั้งในกรณีก่อสร้างแล้วต้องทำบันทึกระบุตำแหน่งโครงสร้างที่ใช้เหล็ก

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า โครงการก่อสร้างกระทรวงคมนาคมไม่ใช้เหล็กเส้นที่ผ่านกระบวนการหลอมเหล็กด้วยเตา IF เพราะควบคุมคุณภาพ และคุณค่าทางเคมีได้ยาก จำกัดสารเจือปน และสิ่งแปลกปลอมออกจากเหล็กได้ยาก 

อีกทั้งเหล็กประเภท IF ยังไม่มีมาตรฐานใดในการตรวจสอบยืนยันเพื่อสร้างความเชื่อมั่น หรือกระบวนการที่ยืนยันได้ถึงการควบคุม และตรวจสอบการผลิต

“โครงการงานก่อสร้างกระทรวงคมนาคม ส่วนใหญ่เป็นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ มีการก่อสร้างอาคารที่ต้องสร้างความมั่นใจ และความปลอดภัยกับประชาชน" แหล่งข่าวกล่าว

 

ดังนั้น กระทรวงคมนาคมจึงกำหนดไม่ใช้เหล็กดังกล่าว เพราะมีกระบวนการหลอมด้วยความร้อน และนำไปผ่านความเย็นเพื่อชุบแข็ง ซึ่งทำให้เนื้อเหล็กด้านนอกมีความแข็ง แต่ภายในมีความนิ่ม หากเทียบกับเหล็ก EF หรือเหล็กที่ผลิตด้วยเตาหลอมอาร์คไฟฟ้า หรือ Electric Arc Furnace (EF) เหล็กมีความหนาแน่นสม่ำเสมอ

แหล่งข่าวจากกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ระบุว่า กรมฯ ออกหนังสือเวียนกำชับไม่ให้ใช้เหล็ก IF ในโครงการก่อสร้างแม้ปกติโครงการของกรมฯ จะไม่ใช้เหล็กประเภทนี้ แต่เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนผู้ใช้บริการอาคารท่าอากาศยานที่เป็นอาคารสาธารณะขนาดใหญ่

นอกจากนี้ กรมฯ ประเมินถึงเหล็ก IF มีลักษณะเฉพาะที่ผ่านกระบวนการชุบเย็นอย่างรวดเร็วขณะที่ยังร้อน ส่งผลให้เนื้อเหล็กภายในยังอ่อน มีความเปราะ อีกทั้งเหล็กชนิดนี้ยังไม่มีผลวิเคราะห์ที่แน่ชัดว่าจะตอบสนองการใช้งานระยะยาวอย่างไร โดยเฉพาะอาคารที่ต้องรับแรงสั่นสะเทือนสูง

พร้อมเป็นต้นแบบให้หน่วยงานอื่น

แหล่งข่าวจากกรมทางหลวง (ทล.) ระบุว่า โครงการส่วนใหญ่ของกรมทางหลวง โดยเฉพาะงานก่อสร้างสะพานและทางหลวงไม่ใช้เหล็ก IF เพราะออกแบบมาให้รับแรงกระแทก และน้ำหนักบรรทุกมหาศาล รวมถึงแรงลม และแผ่นดินไหว 

ดังนั้น จึงกำหนดให้ใช้เหล็กที่แข็งแรงสม่ำเสมออย่างเหล็ก EF อีกทั้งราคาของเหล็ก IF ถูกกว่า EF ประมาณ 3-8% จึงไม่จำเป็นในการปรับลดสเปกราคาของเหล็ก เมื่อเทียบความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า หากหน่วยงานอื่นต้องการนำมาตรฐานของกระทรวงคมนาคมไปประยุกต์ใช้กับงานอาคารนั้น ก็ยินดีให้คำปรึกษาทางวิชาการร่วมกับสภาวิศวกรเพื่อให้ครอบคลุมทุกด้าน โดยกรมทางหลวง กำหนดเกณฑ์ด้านวิศวกรรมไว้ชัดเจนทั้งความสามารถในการรับกำลัง แรงยืด และแรงดึงตามหลักวิชาการ

“วราวุธ” ชี้เป็นสิทธิของหน่วยงานรัฐ

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การที่หน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงคมนาคม และกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีหนังสือคำสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ให้ใช้เหล็กที่ผลิตจากเตา IF ในงานก่อสร้างถือเป็นสิทธิที่ทำได้ และมีความถูกต้อง เนื่องจากเหล็กที่ผลิตจากเทคโนโลยีต่างกันจะมีคุณสมบัติที่ต่างกันจึงเหมาะสมกับการก่อสร้างในรูปแบบที่แตกต่างกันไป

ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาความสับสน กระทรวงอุตสาหกรรมสั่งการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งทำคู่มือสำหรับประชาชน และหน่วยงานต่างๆ ทำความเข้าใจว่าเหล็กลักษณะใดหรือที่ผลิตจากเทคโนโลยีแบบใด ควรใช้กับการก่อสร้างประเภทใด

“สมาคมวิศวกร” หนุนเลิกเตา IF

ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า เห็นด้วยกับนโยบายของหน่วยงานรัฐ อาทิ กระทรวงคมนาคม กรุงเทพมหานคร ที่ไม่ใช้เหล็กที่ผลิตจากเตา IF ในโครงการก่อสร้าง เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั้งรถไฟฟ้า ทางยกระดับ สะพานหรือทางรถไฟ เป็นการบริการสาธารณะที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ เพื่อการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยจึงเสนอแนวทางปฏิบัติ 6 ประการ เพื่อจัดการกับปัญหาเหล็กเส้นที่อาจไม่ได้มาตรฐานหรือมีข้อจำกัดด้านคุณภาพ แบ่งเป็น

1.ยกระดับการตรวจสอบ ในกรณีที่ไม่สามารถสั่งห้ามการผลิตได้ หน่วยงานรัฐอย่าง สมอ.ต้องเพิ่มระดับความเข้มข้นการสุ่มตรวจให้ถี่ขึ้นเพื่อป้องกันช่องโหว่กระบวนการผลิต

2.แยกเลขมาตรฐาน มอก.ให้ชัดเจนระหว่างเหล็กผลิตจากกระบวนการที่ต่างกัน เพื่อให้ผู้ใช้เห็นความต่างของประเภทเหล็กที่ชัดเจน

3.จำกัดขอบเขตการใช้งาน ในมาตรฐาน มอก. ควรระบุคำแนะนำประเภทการใช้งานให้ชัดเจน โดยเหล็กที่มีข้อจำกัด เช่น เหล็ก IF หรือเหล็กที่ไม่ผ่านความร้อนระหว่างการผลิต ควรจำกัดให้ใช้เฉพาะในโครงสร้างขนาดเล็กเท่านั้น

4.ดึงกรมโยธาธิการ และผังเมือง ร่วมกำกับดูแล เนื่องจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำกับดูแลเพียงภาคการผลิต แต่การนำไปใช้งานในภาคเอกชนยังขาดการควบคุมจึงเสนอให้กรมโยธา ออกมาตรฐานกลางหรือข้อแนะนำการเลือกใช้เหล็กสำหรับอาคารทั่วไป

5.ให้ความรู้เชิงลึกแก่วิศวกรโครงสร้าง สมาคมวิชาชีพ และภาควิชาการ ซึ่งปัจจุบันมักให้ความสำคัญเฉพาะคุณสมบัติทางกล เช่น กำลังรับน้ำหนัก และการยืดตัว แต่ขาดความรู้ด้านโลหวิทยา หรือองค์ประกอบทางเคมี ซึ่งส่งผลต่อความเหนียว และความทนทานของโครงสร้าง

6.สร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องให้ข้อมูลแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อให้ทราบถึงความแตกต่างของเหล็กแต่ละประเภทก่อนตัดสินใจซื้อมาใช้งาน

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์