วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

หน่วยงานรัฐแบนเหล็ก IF ประเด็นร้อนอาเซียน 'คมนาคม-กทม.' สั่งเลิกใช้

เหล็กเส้นที่ได้จากกระบวนการผลิตเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า หรือ Induction Furnace (IF) ถูกตั้งคำถามถึงคุณภาพเหล็กและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โดยเป็นเทคโนโลยีที่มีข้อจำกัดของเตาหลอมที่ไม่มีระบบ Oxidation และการสร้าง Slag สำหรับกำจัดหรือดูดซับสารมลทิน เช่น ฟอสฟอรัส กำมะถัน รวมถึงสิ่งเจือปนที่มากับเศษเหล็ก เช่น โบรอน

หลังจากที่จีนสั่งปิดโรงเหล็กที่มีเตา IF ในปี 2560 รวม 600 แห่ง กำลังผลิต 120 ล้านตัน ทำให้จีนย้ายฐานการผลิตด้วยเทคโนโลยี IF เข้ามาอาเซียนและไทย

ในช่วงต้นปี 2569 สภาเหล็กและเหล็กกล้าอาเซียน หรือ ASEAN Iron & Steel Council (AISC) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อการใช้เตาหลอม IF ในการผลิตเหล็กก่อสร้าง โดยระบุเทคโนโลยีดังกล่าวอาจกระทบต่อความแข็งแรงทนทาน และความปลอดภัยอาคาร สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญระยะยาว ซึ่งมีข้อเสนอต่อรัฐบาลสมาชิกอาเซียน ดังนี้

1.ทบทวนการอนุญาตให้ใช้เตา IF ในการผลิตเหล็กก่อสร้าง โดยพิจารณาความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและแนวทางปฏิบัติของสากล 

2.จำกัดการใช้เหล็กจากเตา IF ให้อยู่เฉพาะในงานระดับรองที่ไม่สำคัญ และต้องบังคับให้ทำเครื่องหมายบนเนื้อเหล็กอย่างชัดเจน เพื่อง่ายต่อการตรวจสอบ ณ สถานที่ก่อสร้าง

 3.ยกระดับมาตรฐาน และการทดสอบให้เข้มงวดขึ้น เพื่อรับประกันความปลอดภัยหากยังคงอนุญาตให้ใช้เหล็กชนิดนี้อยู่ 

4.กำหนดนโยบายทยอยยกเลิก การใช้เตา IF อย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมบังคับใช้มาตรการควบคุมอย่างเข้มงวดในระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีที่ปลอดภัยกว่า

ในขณะที่หลายประเทศมีการควบคุมหรือยกเลิกการใช้เตา IF โดยจีนแบนการผลิตเหล็กเส้นจากเตา IF ตั้งแต่ มิ.ย.2560 และกำหนดให้เป็น “เหล็กต่ำกว่ามาตรฐาน” ส่วนอินเดียห้ามใช้เหล็ก IF สำหรับงานโครงสร้างที่มีความสำคัญ

ขณะที่เวียดนามมีแผนทยอยลดใช้เตา IF ด้านฟิลิปปินส์อยู่ระหว่างผลักดันกฎระเบียบที่เข้มงวด ปราบปรามเหล็กไม่ได้มาตรฐาน ส่วนไทยมีข้อกำหนดบังคับทำเครื่องหมายระบุวิธีการผลิตบนเหล็กเส้น

หน่วยงานรัฐแบนเหล็ก IF ประเด็นร้อนอาเซียน 'คมนาคม-กทม.' สั่งเลิกใช้

“ซินเคอหยวน”ผู้ผลิตรายใหญ่

สำหรับไทยในปัจจุบันมีโรงงานที่ใช้ทุนจีนและเทคโนโลยี IF ในไทย 11 แห่ง ส่วนใหญ่ 9 จาก 11 แห่ง ไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก หรือ Ladle Furnace (LF) ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าโรงงานมาตรฐาน แต่คุณภาพเหล็กที่ได้มีความเสี่ยงสูง

บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด เป็น 1 ใน 11 แห่ง ที่มีเตา IF กลายเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ในไทยมีกำลังการผลิต 12.09 ล้านตัน นับรวมกำลังการผลิตที่เดินเครื่องและกำลังสร้าง (ก่อนตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม) โดยจดทะเบียนวันที่ 23 ก.พ.2554 ทุนจดทะเบียน 1,530 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง

ทั้งนี้ กำลังการผลิตดังกล่าวถือว่าสูงมากเมื่อเทียบความต้องการใช้เหล็กในประเทศปี 2568 ที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ประเมิน 18.3 ล้านตัน โดยก่อนหน้านี้ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด มีแผนขยายการผลิตเหล็กลวด เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กแผ่นรีดเย็น เหล็กเคลือบ เหล็กท่อ และเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ (Welded H, I Beam)

ออกแถลงการณ์โต้ปมเหล็ก

บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ออกแถลงการณ์วันที่ 10 มิ.ย.2569 หลังได้รับอนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรมให้กลับมาผลิตได้ โดยชี้แจงว่าการพิจารณามาตรฐานเหล็กตามกฎหมายไทยอาศัยผลทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ไม่ใช่พิจารณาจากชนิดเตาหลอมหรืออุปกรณ์การผลิตอย่างเดียว

นอกจากนี้ กฎหมายไทยไม่กำหนดให้โรงงานที่ใช้เทคโนโลยีเตา IF ทุกแห่งต้องมีเตาปรุง LF (Ladle Furnace) เป็นเงื่อนไขดำเนินกิจการ โดย IF เป็นเทคโนโลยีใช้แพร่หลายทั่วโลกมานานทั้งผลิตเหล็กก่อสร้าง เหล็กกล้าไร้สนิม เหล็กอัลลอย เหล็กเครื่องมือ เหล็กลูกปืน และเหล็กพิเศษหลายประเภท รวมถึงเหล็กสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์เหล็กมูลค่าสูงได้

แถลงการณ์ระบุว่า จุดเด่นของ IF คือประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ความยืดหยุ่นในการผลิต การลงทุนด้านเครื่องจักรที่เหมาะสม และการส่งเสริมนำเศษเหล็กมาใช้ประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน

หน่วยงานรัฐแบนเหล็ก IF ประเด็นร้อนอาเซียน 'คมนาคม-กทม.' สั่งเลิกใช้

คมนาคม-กทม.แบนใช้เหล็ก IF

ที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานยกเลิกใช้เหล็กจากผู้ผลิตที่มีเตา IF เช่น กรมท่าอากาศยาน กรมทางหลวง กรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยยกเลิกใช้เหล็กข้ออ้อยจากเตา IF ในงานก่อสร้าง รวมทั้งในกรณีก่อสร้างแล้วต้องทำบันทึกระบุตำแหน่งโครงสร้างที่ใช้เหล็ก

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า โครงการก่อสร้างกระทรวงคมนาคมไม่ใช้เหล็กเส้นที่ผ่านกระบวนการหลอมเหล็กด้วยเตา IF เพราะควบคุมคุณภาพและคุณค่าทางเคมีได้ยาก จำกัดสารเจือปนและสิ่งแปลกปลอมออกจากเหล็กได้ยาก 

อีกทั้งเหล็กประเภท IF ยังไม่มีมาตรฐานใดในการตรวจสอบยืนยันเพื่อสร้างความเชื่อมั่น หรือกระบวนการที่ยืนยันได้ถึงการควบคุมและตรวจสอบการผลิต

“โครงการงานก่อสร้างกระทรวงคมนาคม ส่วนใหญ่เป็นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ มีการก่อสร้างอาคารที่ต้องสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยกับประชาชน" แหล่งข่าว กล่าว

 

ดังนั้น กระทรวงคมนาคมจึงกำหนดไม่ใช้เหล็กดังกล่าว เพราะมีกระบวนการหลอมด้วยความร้อนและนำไปผ่านความเย็นเพื่อชุบแข็ง ซึ่งทำให้เนื้อเหล็กด้านนอกมีความแข็ง แต่ภายในมีความนิ่ม หากเทียบกับเหล็ก EF หรือเหล็กที่ผลิตด้วยเตาหลอมอาร์คไฟฟ้า หรือ Electric Arc Furnace (EF) เหล็กมีความหนาแน่นสม่ำเสมอ

แหล่งข่าวจากกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ระบุว่า กรมฯ ออกหนังสือเวียนกำชับไม่ให้ใช้เหล็ก IF ในโครงการก่อสร้างแม้ปกติโครงการของกรมฯ จะไม่ใช้เหล็กประเภทนี้ แต่เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนผู้ใช้บริการอาคารท่าอากาศยานที่เป็นอาคารสาธารณะขนาดใหญ่

นอกจากนี้ กรมฯ ประเมินถึงเหล็ก IF มีลักษณะเฉพาะที่ผ่านกระบวนการชุบเย็นอย่างรวดเร็วขณะที่ยังร้อน ส่งผลให้เนื้อเหล็กภายในยังอ่อน มีความเปาะ อีกทั้งเหล็กชนิดนี้ยังไม่มีผลวิเคราะห์ที่แน่ชัดว่าจะตอบสนองการใช้งานระยะยาวอย่างไร โดยเฉพาะอาคารที่ต้องรับแรงสั่นสะเทือนสูง

พร้อมเป็นต้นแบบให้หน่วยงานอื่น

แหล่งข่าวจากกรมทางหลวง (ทล.) ระบุว่า โครงการส่วนใหญ่ของกรมทางหลวง โดยเฉพาะงานก่อสร้างสะพานและทางหลวงไม่ใช้เหล็ก IF เพราะออกแบบมาให้รับแรงกระแทกและน้ำหนักบรรทุกมหาศาล รวมถึงแรงลมและแผ่นดินไหว 

ดังนั้น จึงกำหนดให้ใช้เหล็กที่แข็งแรงสม่ำเสมออย่างเหล็ก EF อีกทั้งราคาของเหล็ก IF ถูกกว่า EF ประมาณ 3-8% จึงไม่จำเป็นในการปรับลดสเปคราคาของเหล็ก เมื่อเทียบความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า หากหน่วยงานอื่นต้องการนำมาตรฐานของกระทรวงคมนาคมไปประยุกต์ใช้กับงานอาคารนั้น ก็ยินดีให้คำปรึกษาทางวิชาการร่วมกับสภาวิศวกรเพื่อให้ครอบคลุมทุกด้าน โดยกรมทางหลวง กำหนดเกณฑ์ด้านวิศวกรรมไว้ชัดเจนทั้งความสามารถในการรับกำลัง แรงยืด และแรงดึงตามหลักวิชาการ

“วราวุธ”ชี้เป็นสิทธิของหน่วยงานรัฐ

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การที่หน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงคมนาคม และกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีหนังสือคำสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวของไม่ให้ใช้เหล็กที่ผลิตจากเตา IF ในงานก่อสร้างถือเป็นสิทธิ์ที่ทำได้และมีความถูกต้อง เนื่องจากเหล็กที่ผลิตจากเทคโนโลยีต่างกันจะมีคุณสมบัติที่ต่างกันจึงเหมาะสมกับการก่อสร้างในรูปแบบที่แตกต่างกันไป

ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาความสับสน กระทรวงอุตสาหกรรมสั่งการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งทำคู่มือสำหรับประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ทำความเข้าใจว่าเหล็กลักษณะใดหรือที่ผลิตจากเทคโนโลยีแบบใด ควรใช้กับการก่อสร้างประเภทใด

“สมาคมวิศวกรฯ”หนุนเลิกเตา IF

ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า เห็นด้วยกับนโยบายของหน่วยงานรัฐ อาทิ กระทรวงคมนาคม กรุงเทพมหานคร ที่ไม่ใช้เหล็กที่ผลิตจากเตา IF ในโครงการก่อสร้าง เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั้งรถไฟฟ้า ทางยกระดับ สะพานหรือทางรถไฟ เป็นการบริการสาธารณะที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ เพื่อการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยจึงเสนอแนวทางปฏิบัติ 6 ประการ เพื่อจัดการกับปัญหาเหล็กเส้นที่อาจไม่ได้มาตรฐานหรือมีข้อจำกัดด้านคุณภาพ แบ่งเป็น

1.ยกระดับการตรวจสอบ ในกรณีที่ไม่สามารถสั่งห้ามการผลิตได้ หน่วยงานรัฐอย่าง สมอ.ต้องเพิ่มระดับความเข้มข้นการสุ่มตรวจให้ถี่ขึ้นเพื่อป้องกันช่องโหว่กระบวนการผลิต

2.แยกเลขมาตรฐาน มอก.ให้ชัดเจนระหว่างเหล็กผลิตจากกระบวนการที่ต่างกัน เพื่อให้ผู้ใช้เห็นความต่างของประเภทเหล็กที่ชัดเจน

3.จำกัดขอบเขตการใช้งาน ในมาตรฐาน มอก. ควรระบุคำแนะนำประเภทการใช้งานให้ชัดเจน โดยเหล็กที่มีข้อจำกัด เช่น เหล็ก IF หรือเหล็กที่ไม่ผ่านความร้อนระหว่างการผลิต ควรจำกัดให้ใช้เฉพาะในโครงสร้างขนาดเล็กเท่านั้น

4.ดึงกรมโยธาธิการและผังเมือง ร่วมกำกับดูแล เนื่องจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำกับดูแลเพียงภาคการผลิต แต่การนำไปใช้งานในภาคเอกชนยังขาดการควบคุมจึงเสนอให้กรมโยธาฯ ออกมาตรฐานกลางหรือข้อแนะนำการเลือกใช้เหล็กสำหรับอาคารทั่วไป

5.ให้ความรู้เชิงลึกแก่วิศวกรโครงสร้าง สมาคมวิชาชีพและภาควิชาการ ซึ่งปัจจุบันมักให้ความสำคัญเฉพาะคุณสมบัติทางกล เช่น กำลังรับน้ำหนักและการยืดตัว แต่ขาดความรู้ด้านโลหวิทยา หรือองค์ประกอบทางเคมี ซึ่งส่งผลต่อความเหนียวและความทนทานของโครงสร้าง

6.สร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องให้ข้อมูลแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อให้ทราบถึงความแตกต่างของเหล็กแต่ละประเภทก่อนตัดสินใจซื้อมาใช้งาน