“วทันยา” ชี้โลกการลงทุนเข้าสู่ “ระเบียบใหม่” เม็ดเงินมุ่งหาประเทศเนื้อหอมในซัปพลายเชนเอไอ “วาสนา” กางแผนที่โลกใหม่เตือนระเบียบเก่าล่มสลาย จับตา “ทรัมป์” เดินเกมแยกจีน-รัสเซีย แนะไทยชูจุดแข็งรักษาดุลอำนาจ “ทีดีอาร์ไอ” ระบุโลกยุคใหม่ “ภูมิรัฐศาสตร์” พ่นพิษ ทำลายระเบียบโลกเดิม แนะไทยยืนหลังตรงด้วยธรรมาภิบาล พร้อมรับมือจีนที่มีศักยภาพเหนือกว่า 31 ประเทศรวมกัน
KEY POINTS
- โลกการลงทุนกำลังเข้าสู่ “ระเบียบใหม่” ที่เงินทุนจะไหลเข้าสู่ประเทศที่มีความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยี, ความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ และมีศักยภาพในห่วงโซ่อุปทานโลก แทนปัจจัยแบบเดิม
- กระแส AI เป็นแม่เหล็กดึงดูดเงินทุนทั่วโลก โดยคาดว่าตั้งแต่ปี 2025 เงินลงทุนจะมุ่งสู่ประเทศในห่วงโซ่อุปทาน AI เช่น สหรัฐ, ไต้หวัน, เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
- ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรงขึ้น จากการผงาดของจีนด้วยการทูตที่แข็งกร้าว และการแข่งขันของมหาอำนาจที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุน
- ตลาดหุ้นไทยซบเซา และได้รับอานิสงส์จำกัด เนื่องจากติดกับดัก Old Economy และแทบไม่มีบทบาทในห่วงโซ่คุณค่า AI ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์สำคัญของโลก
- ท่ามกลางพายุภูมิรัฐศาสตร์ ไทยต้องปรับตัวโดยเลิกหวังผลระยะสั้น แต่ต้องสร้างจุดแข็งผ่านธรรมาภิบาล เพื่อดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ และฉวยโอกาสจากความไม่สงบในภูมิภาคอื่น
บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด (Liberator) จัดงานสัมมนา Liberator Investment Forum 2026 โลกใหม่ โอกาสใหม่ ลงทุนอย่างไรให้ออกดอกออกผล เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2569 ที่โรงแรมอิสติน แกรนด์ พญาไท โดยมีผู้เชี่ยวชาญร่วมแสดงความเห็นทิศทางการลงทุน
นางสาววทันยา บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด (Liberator) กล่าวในหัวข้อ “World Changing Opportunities: ระเบียบโลกใหม่ สู่การลงทุนยุคใหม่” ว่า โลกการลงทุนกำลังเข้าสู่ “ระเบียบใหม่” ที่เงินทุนไม่ไหลตามปัจจัยเดิมอีกต่อไป แต่เลือกประเทศที่แข็งแกร่งด้านเทคโนโลยี ความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ และศักยภาพการเป็นส่วนหนึ่งห่วงโซ่อุปทานโลก
ทั้งนี้ หากย้อนไปช่วง 14 ปีที่ผ่านมา เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เปลี่ยนแปลง โดยยุโรปเข้าสู่แนวโน้มขาลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2015 ขณะที่สหรัฐยังเป็นประเทศได้รับ FDI สูงสุดของโลกปี 2024 มูลค่า 278,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังเติบโตต่อเนื่องแม้ชะลอลงบางช่วงหลังโควิด-19
หากดูในอาเซียนพบเม็ดเงินส่วนใหญ่กระจุกที่สิงคโปร์ ขณะที่ไทยได้รับอานิสงส์ค่อนข้างจำกัด ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยอยู่ภาวะซบเซา ดัชนีหุ้นไทยปรับลงจาก 1,700 จุด เหลือใกล้ 1,100 จุด มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยกลับไปอยู่ระดับใกล้เคียง 20 ปีก่อน
“หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ ตลาดหุ้นไทยติดกับดัก Old Economy โดยหุ้นขนาดใหญ่ที่นำตลาดเป็นกลุ่มพลังงานและธนาคารเหมือนอดีต ขณะที่หุ้นกลุ่ม New Economy มีน้อยมาก นอกจาก DELTA สะท้อนภาพเศรษฐกิจใหม่ได้ชัดเจน นอกจากนี้ บริษัทแพลตฟอร์มดิจิทัลไทยหลายแห่งเลือกไปจดทะเบียนตลาดต่างประเทศ ทำให้ตลาดหุ้นไทยขาดบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่มาขับเคลื่อนระยะยาว”
สำหรับจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นปี 2025 เมื่อเงินลงทุนเริ่มไหลเข้าสู่ประเทศพัฒนาแล้วอีกครั้ง โดยเฉพาะประเทศใน AI Supply Chain เช่น สหรัฐ ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งกระแส AI เป็นแม่เหล็กดึงเงินทุนทั่วโลก โดยเกาหลีใต้มีบริษัทระดับโลกอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix
ขณะที่ญี่ปุ่นแม้ไม่ใช่ผู้นำชิป AI แต่มีความแข็งแกร่งด้านอินดัสเตรียลออโตเมชัน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบ AI ในอนาคต ส่วนไทยแทบไม่มีบทบาทในห่วงโซ่คุณค่า AI ทำให้โอกาสเติบโตจากเมกะเทรนด์โลกค่อนข้างจำกัด
ปี 69 ทรานส์ฟอร์ม AI เต็มรูปแบบ
สำหรับภายใต้บริบทดังกล่าว Liberator เดินหน้าขยายบริการลงทุนต่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าถึงตลาดโลกมากขึ้น โดยปัจจุบันเปิดให้ลงทุนในตลาดเกาหลีใต้แล้ว และเตรียมเปิดตลาดจีน และฮ่องกงในวันที่ 1 มิ.ย.2569 และเตรียมขยายเพิ่มเติมในหลายประเทศช่วงไตรมาส 3 ปี 2569
ทั้งนี้ ในยุคที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนจากการแข่งขันระหว่างจีน และสหรัฐ นักลงทุนจำเป็นต้องกระจายพอร์ต และมองหาโอกาสใหม่ในระดับโลก มากกว่าพึ่งพาตลาดหุ้นไทยเพียงแห่งเดียว โดย Liberator ยังเตรียมก้าวสู่ยุค AI Disruption เต็มรูปแบบผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Global Reach, AI Efficiency และ Personalization
โดยบริการใหม่จะเปิดตัวในครึ่งปีหลังของปี 2569 จะครอบคลุมการลงทุนใน 21 ประเทศทั่วโลก ผ่านแอปพลิเคชันเดียว ทั้งสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน รวมถึงตลาดหุ้นเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย
การทูตจีน “แข็งกร้าว” มากขึ้น
รศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์โลกรุนแรงขึ้น โดยชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของมหาอำนาจ และผลกระทบเศรษฐกิจโลกที่นักลงทุนต้องจับตามองใกล้ชิด
ทั้งนี้ ระเบียบโลกใหม่กำลังก่อตัวขึ้นมาพร้อมวาทกรรมตะวันตกขาลง ตะวันออกขาขึ้น โดยเฉพาะการผงาดขึ้นของจีนภายใต้การนำของสี จิ้นผิง ซึ่งเปลี่ยนแปลงชัดเจนทางสื่อ และการทูตจากเดิมยุคของเจียง เจ๋อหมิน และหู จิ่นเทา อดีตผู้นำสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เน้นการทูตแบบหมีแพนด้าที่นุ่มนวล แต่ปัจจุบันกลายเป็นการทูตแบบนักรบหมาป่าที่แข็งกร้าว และดุดันขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
รศ.ดร.วาสนา กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลคือ ความน่าเชื่อถือของข้อมูลเศรษฐกิจ ซึ่ง หลี เค่อเฉียง อดีตนายกรัฐมนตรี โดยนักเศรษฐศาสตร์ผู้ล่วงลับเคยเตือนว่า GDP จีนเป็นเพียงแรงบันดาลใจ และไม่ควรวางแผนทุกอย่างโดยอิงจากตัวเลข 5% อย่างเดียว
นอกจากนี้ มีงานวิจัยชี้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศโดยรัฐบาลทั้งจีน และสหรัฐในปัจจุบันอาจโตเกินจริงมาก ดังนั้น การตัดสินใจทางการลงทุนจึงมีความยากลำบากมากขึ้น
เกมลึก “ทรัมป์” บุกปักกิ่ง วัตถุประสงค์ซ่อนเร้น
รศ.ดร.วาสนา วิเคราะห์การพบปะระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่ปักกิ่งว่า แม้รายงานทั้ง 2 ฝ่ายดูเหมือนพูดคนละเรื่อง โดยจีนเน้นเรื่องไต้หวัน ส่วนสหรัฐเน้นเรื่องการค้า และพลังงาน แต่หัวใจสำคัญที่แท้จริงคือ ความพยายามของทรัมป์ในการแยกจีนออกจากรัสเซียเห็นได้ชัด
ทรัมป์มองหากตัดเส้นเลือดใหญ่ทางการเงิน และพลังงานที่จีนสนับสนุนรัสเซียได้ สงครามในยูเครนจะยุติ ขณะเดียวกันทรัมป์พยายามดึงจีนมาซื้อพลังงานจากสหรัฐแทนที่แหล่งพลังงานเดิมจากอิหร่าน และรัสเซีย เพื่อลดบทบาท และอำนาจการต่อรองของจีนในเวทีโลก
“พลังงาน” คือ จุดตายเศรษฐกิจจีน
ในเชิงภูมิศาสตร์ จีนเปราะบางมากด้านพลังงาน โดยเฉพาะการพึ่งพาพลังงานอิหร่าน 80-90% ในราคาต่ำกว่าตลาด ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญทำให้สินค้าส่งออกจีนราคาถูก แต่เมื่อเกิดปัญหาช่องแคบฮอร์มุซทำให้ภาคการส่งออกจีนรับผลกระทบรุนแรงทันที ทรัมป์จึงใช้จุดนี้เป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อบีบให้จีนเข้าหาสหรัฐมากขึ้น
รศ.ดร.วาสนา มองว่า ประเด็นร้อนอย่างไต้หวันเป็นเพียงการละครในการพบปะครั้งนี้ เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายต่างทราบจุดยืนของกัน และกันดีอยู่แล้ว แม้จีนย้ำบูรณภาพแห่งดินแดน และทรัมป์ขอให้ไต้หวันอย่าประกาศเอกราช แต่ประธานาธิบดีไต้หวันระบุชัดเจนว่าเป็นเอกราชอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เป้าหมายหลักที่แท้จริงของการเจรจาในรอบนี้
โอกาสไทย "รักษาดุลอำนาจ"
รศ.ดร.วาสนา ให้มุมมองต่อสถานะของไทยว่าปัจจุบันไทยอยู่สถานะดีกว่า 10 ปีที่แล้ว มากเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นประชาธิปไตย และการมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับระดับสากล ซึ่งทำให้มีเพื่อนมากขึ้น และหารือคุยกับโลกเสรีได้ลำบากน้อยลง จึงกางปีก และโกยผลประโยชน์จากทั่วโลกได้โดยไม่มีพันธนาการเหมือนอดีต
รศ.ดร.วาสนา กล่าวว่า ท่ามกลางโลกที่ทุกประเทศรักษาผลประโยชน์ตนเอง ดังนั้นกลยุทธ์ดีที่สุดสำหรับไทยที่เป็นประเทศเล็ก คือ การรักษาความเป็นมิตรกับทุกฝ่าย และรักษาดุลอำนาจ (Balance) ให้ดีที่สุด เพื่อก้าวข้ามความผันผวนของระเบียบโลกใหม่ให้ได้
“ทีดีอาร์ไอ” ชี้โลกาภิวัตน์ไม่ใช่คำตอบ
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ภาพรวม และยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยภายใต้ความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์โลกมีประเด็นต้องจับตามองใกล้ชิด ดังนี้
1.จุดจบของโลกใบเดิมเมื่อโลกาภิวัตน์ไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป โดยมุมมองนักเศรษฐศาสตร์เน้นปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งโลกกำลังส่งสัญญาณชัดว่าไม่กลับไปสู่โลกใบเดิมที่ทุกคนเชื่อมั่นในโลกาภิวัตน์ (Globalization) การลดภาษีเป็นศูนย์ หรือการสนับสนุนการลงทุนข้ามชาติอย่างไร้รอยต่ออีกต่อไป
สำหรับสาเหตุหลักมาจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ใหญ่ 3 ส่วนที่ยากจะแก้ไข เนื่องจากผูกโยงกับประวัติศาสตร์ และความเชื่อ แบ่งเป็น
ส่วนที่ 1 รัสเซีย ความต้องการรำลึกถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตสมัยโซเวียตจนนำมาสู่ความขัดแย้ง และการบุกยูเครน
ส่วนที่ 2 จีน ความพยายามฟื้นฟูอาณาจักรหลังจากเคยพ่ายแพ้ต่อชาติตะวันตก และญี่ปุ่นในอดีต
ส่วนที่ 3 อิหร่าน ถือเป็นรัฐศาสนาที่มีความเชื่อตรงข้ามกับค่านิยมสมัยใหม่ ซึ่งปัจจุบันปัญหาลุกลามไปช่องแคบสำคัญที่กระทบการค้าโลก
ยก “โมเดลนกบิน” สู่ “ฝูกนกจีน”
2.โมเดลนกบิน (Flying Geese) ที่เปลี่ยนไป และความน่ากลัวของฝูงนกจีน โดยเอเชียตะวันออกเคยเติบโตด้วยโมเดลนกบินตามกัน ซึ่งมีญี่ปุ่นเป็นผู้นำ ตามด้วย 4 เสือเศรษฐกิจ และปัจจุบันอยู่เฟส 3 คือไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย
ทั้งนี้ ไทยเติบโตจาก FDI ของญี่ปุ่นเป็นหลัก ส่วนเวียดนามผูกติดกับเกาหลีใต้ที่ครองสัดส่วนการส่งออกสูงมาก และอินโดนีเซียผูกติดกับสิงคโปร์
“จีนทำลายโมเดลนี้เพราะจีนไม่เป็นนกธรรมดา แต่คือ ฝูงนกที่ประกอบด้วย 31 มณฑล ซึ่งแต่ละมณฑลเปรียบเสมือน 1 ประเทศแตกต่างกันสูง ตั้งแต่มณฑลไฮเทคอย่างปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ ไปจนถึงมณฑลเกษตรกรรมอย่างยูนนาน”
ดร.นณริฏ กล่าวว่า การที่ 31 มณฑลแข่งขันกันเองภายในทำให้เกิด Hyper-scale ส่งผลให้ต้นทุนต่ำมาก และเมื่อรวมตัวกันเกิดภาวะ Over-supply มหาศาลในโลก เช่น แผงโซลาร์เซลล์หรือวัสดุก่อสร้าง ซึ่งกระทบผู้ผลิตทั่วโลก และไทย ดังนั้นหากไทยจะลงทุนอะไรต้องดูการขยับตัวของจีน
ชู AI ตัวแปรสู่ “ความมั่นคง-สงคราม”
3.AI กับสมรภูมิการลงทุนแบบกึ่งผูกขาด โดย AI ไม่เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่เป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และสงครามทำให้เกิดตลาดกึ่งผูกขาด เพราะภูมิรัฐศาสตร์ทำให้สหรัฐใช้เทคโนโลยีจีนไม่ได้ และจีนใช้ของสหรัฐไม่ได้อย่างอิสระ แม้จะเป็นข่าวร้ายในแง่การแข่งขันเสรี แต่เป็นข่าวดีของนักลงทุนบางกลุ่มที่ถือหุ้นในบริษัทที่ไร้คู่แข่งในตลาดนั้นๆ
4.ยุทธศาสตร์ไทย ต้องยืนหลังตรงด้วยธรรมาภิบาล เช่น FDI ของไทยที่ดูเหมือนสูงขึ้นเกือบ 1 ล้านล้านบาท ดังนั้น ต้องพิจารณาไส้ในให้ดี เนื่องจากกระจุกตัวสูงมาก เช่น ดีลของ TikTok บริษัทเดียวมีมูลค่าถึง 8 แสนล้านบาท
ดังนั้น ไทยต้องเร่งแกะโจทย์ Supply Chain หาให้เจอว่าไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากการลงทุนเหล่านั้น เพราะจีนมี Supply Chain ครบวงจร 31 มณฑล หากไทยไม่เก่งจริงก็ไม่จำเป็นมาตั้งฐานที่ไทย และที่สำคัญต้องสร้างธรรมาภิบาล โดยไทยต้องเลิกเป็นเพียงทางผ่านหรือนายหน้าขายชิป
แนะสงครามตะวันออกสู่โอกาสไทย
"โลกใบใหม่ไทยต้องยืนสั้นหลังตรงด้วยธรรมาภิบาลที่สูง เพื่อดึงการลงทุนที่มีคุณภาพแท้จริง และฉวยโอกาสจากความไม่สงบ เช่น ปัญหาตะวันออกกลางที่อาจบานปลาย เป็นโอกาสให้เม็ดเงินลงทุนไหลสู่อาเซียน และไทยมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ไทยแข็งแกร่งอย่างศูนย์กลางการแพทย์ และอุตสาหกรรมอาหาร
ทั้งนี้ อำนาจการเปลี่ยนแปลงอยู่ในมือของนักลงทุน การที่เปิดโอกาสให้คนไทยไปลงทุนต่างประเทศง่ายขึ้น เป็นตัวบังคับให้บริษัทในตลาดหุ้นไทยต้องปรับตัว หากไม่สร้างธรรมาภิบาล และไม่เปลี่ยนแปลงจะไม่ดึงเม็ดเงินลงทุนได้
“ท่ามกลางพายุภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้โลกไม่เหมือนเดิม ไทยต้องเลิกหวังผลระยะสั้นจากตัวเลข FDI ที่ฉาบฉวย แต่ต้องสร้างจุดแข็งผ่านธรรมาภิบาล และการเลือกอุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์โลกอนาคต เพื่อยืนหยัดเป็นราชอาณาจักรที่มีศักยภาพในเวทีโลกอย่างยั่งยืน”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





