วันนี้ (23 พ.ค.2569) ที่โรงแรมอิสติน แกรนด์ พญาไท บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด หรือ Liberator จัดงานสัมมนา Liberator Investment Forum 2026 โลกใหม่ โอกาสใหม่ ลงทุนอย่างไรให้ออกดอกออกผล เพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้กับนักลงทุนไทย ท่ามกลางโลกการลงทุนที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ระเบียบโลกใหม่ โมเดลธุรกิจแห่งอนาคต และบทบาทของ AI ที่กำลังเข้ามายกระดับการตัดสินใจลงทุน
งานครั้งนี้ถูกออกแบบภายใต้แนวคิดที่ต้องการให้นักลงทุนมองเห็นโอกาสก่อนใคร ผ่าน 3 แกนหลักสำคัญ คือ ระเบียบโลกใหม่กับการลงทุนยุคใหม่ การเจาะธุรกิจนอกสายตาทั่วโลกเพื่อคัดโมเดลที่ใช่ และการก้าวสู่โลกการลงทุนแห่งอนาคตด้วย AI
นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง RISE กล่าวในหัวข้อ "Hidden Growth Business: ธุรกิจแห่งอนาคต ภายใต้ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจใหม่" ว่า ในฐานะตัวแทนจาก SeaX Venture ซึ่งเป็นกองทุน Deeptech VC (Venture Capital) ที่มุ่งเน้นการลงทุนในวิทยาศาสตร์ขั้นสูง หรือเทคโนโลยีแห่งอนาคต การลงทุนในรูปแบบ VC จำเป็นต้องมองข้ามช็อตเกินกว่ารายไตรมาส แต่ต้องมองไปข้างหน้าอย่างน้อย 3-5 ปี เพื่อค้นหาว่าอะไรคือคอขวดหรือข้อจำกัดของเทรนด์ในปัจจุบัน
นพ.ศุภชัย เปิดเผยถึงกลยุทธ์การมองหาขุมทรัพย์ในโลกเทคโนโลยี โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ
1.กลุ่มที่ใหญ่แต่ยังเล็ก คือบริษัทที่มีเทคโนโลยีพื้นฐานที่สำคัญมาก แต่ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เช่น การลงทุนในบริษัท Fusion Energy ร่วมกับกองทุนของบิล เกตส์เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นเทคโนโลยียังไม่เป็นรูปธรรม แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นยูนิคอร์นไปเรียบร้อยแล้ว
2. กลุ่ม Infrastructurer ของยักษ์ใหญ่ กลยุทธ์คือการเข้าไปลงทุนในบริษัทที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของอุตสาหกรรมหลัก หรือที่เรียกว่าเกาะหลังยักษ์ เช่น ในเทรนด์ Plant-based meat แทนที่จะลงทุนในผู้ผลิตเนื้อโดยตรง ก็เลือกไปลงทุนในบริษัทที่ผลิตไขมันสำหรับเนื้อแพลนท์เบส เพราะไขมันคือหัวใจที่ทำให้เนื้ออร่อยเหมือนเนื้อจริง เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่เติบโต บริษัทที่ส่งมอบวัตถุดิบสำคัญเหล่านี้ก็จะโตตามไปด้วย
3. กลุ่มเล็ก ล้ำ ลึก จะเน้นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ตอบโจทย์โครงสร้างสังคม เช่น Aging Society โดยยกตัวอย่างการลงทุนใน Startup ที่พัฒนาผ้าอนามัยอัจฉริยะสำหรับผู้หญิงที่สามารถตรวจคัดกรองเลือดได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องไปโรงพยาบาล ซึ่งเทคโนโลยีนี้ผ่านการรับรองของอย.ในไทยแล้ว ช่วยลดค่าใช้จ่ายจากหลักร้อยเหลือเพียงหลักสิบ และยังเป็นการเตรียมพร้อมสู่ยุค Super Aged Society ในปี 2030
ชำแหละ AI Bubble และสมรภูมิ Value Chain โลก
นพ.ศุภชัย กล่าวว่า ความกลัวเรื่องฟองสบู่ AI โดยอ้างอิงข้อมูลจาก North America Venture Capital Association เม็ดเงินลงทุนในตลาด Private Market สูงถึง 3.9-5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งกว่าครึ่งเป็นการลงทุนใน AI หากตัด AI ออกไป ตลาดแทบไม่มีการเติบโต จึงเชื่อว่ามีฟองสบู่อยู่จริง แต่ตราบใดที่มีผู้ใช้งานจริง เทคโนโลยีนี้ก็จะยังคงเดินหน้าต่อได้
อย่างไรก็ตาม การจะอยู่รอดในสมรภูมินี้ Value Chain มากกว่ารายประเทศ โดย ฝั่งสหรัฐฯ ขับเคลื่อนด้วยทุนนิยมอย่างเข้มข้น โดยทุกอย่างผูกโยงกัน ตั้งแต่ชิป พลังงานคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมหาศาลเพื่อรันโมเดล AI
ขณะที่ ฝั่งจีน ขับเคลื่อนด้วยนโยบายรัฐ เช่น การผลักดันยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำโลก และเป้าหมายถัดไปของจีนคือ Physical AI หรือ Robotics ซึ่งรัฐบาลจีนกำลังสนับสนุนอย่างหนัก
ทางรอดไทย เลิก "เหมาหมด" สู่ Industry Focus
ในมุมมองต่อประเทศไทย การนำเงินไปลงทุนต่างประเทศไม่ใช่การทำให้เงินไหลออกเพียงอย่างเดียว แต่คือการนำเทคโนโลยีกลับมาพัฒนาประเทศ เหมือนที่จีนเคยให้ Tesla เข้าไปตั้งโรงงานจนเกิด BYD ในเวลาเพียง 7 ปี
"โอกาสของไทยอยู่ที่การเลือกอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง เช่น Food & Beverage และ Healthcare โดยต้องนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาประยุกต์ใช้เพื่อลดต้นทุนและสร้างกำไรให้คนไทย เช่น การนำเทคโนโลยีผ้าอนามัยตรวจเลือดมาผลิตในไทย"
นอกจากนี้ ยังเห็นโอกาสในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานของ Data Center เช่น พลังงานสะอาด โดยการนำนวัตกรรมโซลาร์เซลล์แบบฟิล์มมาใช้เพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำหนักและการขนส่ง รวมถึงเทคโนโลยีที่ดูดซับและกักเก็บคาร์บอนจากการรันของดาต้าเซ็นเตอร์ แล้วนำคาร์บอนที่ได้ไปขายต่อให้อุตสาหกรรมเครื่องดื่มเพื่อทำน้ำอัดลม ซึ่งเป็นการสร้างรายได้เสริมและช่วยสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
"หัวใจสำคัญคือ ประเทศไทยต้องเลือกว่าจะไปทางไหน เราไม่สามารถเหมาหมดทุกอย่างได้ รัฐบาลต้องมีนโยบายซัพพอร์ตอุตสาหกรรมที่เฉพาะเจาะจง เพื่อปลดล็อกศักยภาพและสร้างแชมป์เปี้ยนทีมชาติในเวทีโลก"

