วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ทีดีอาร์ไอ' ชี้ภูมิรัฐศาสตร์ ทำลายระเบียบโลกเดิม แนะไทยยืนหลังตรงด้วยธรรมาภิบาล

"ทีดีอาร์ไอ" ชี้โลกเข้าสู่ยุคใหม่ "ภูมิรัฐศาสตร์" พ่นพิษ ทำลายระเบียบโลกเดิม แนะไทยต้องยืนหลังตรงด้วย "ธรรมาภิบาล" พร้อมรับมือจีนที่มีศักยภาพเหนือกว่า 31 ประเทศรวมกัน

KEY POINTS

  • ดร.นณริฏ พิศลยบุตร จาก ทีดีอาร์ไอ ชี้ว่าโลกจะไม่กลับไปสู่ยุคโลกาภิวัตน์อีกต่อไป โดยมีสาเหตุหลักจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซีย จีน และอิหร่าน ซึ่งผูกโยงกับประวัติศาสตร์และความเชื่อ
  • โมเดลเศรษฐกิจแบบ Flying Geese ในเอเชียถูกทำลายโดยจีน ซึ่งเปรียบเสมือนฝูงนก 31 มณฑลที่แข่งขันกันเองจนเกิดภาวะอุปทานล้นตลาดกระทบผู้ผลิตทั่วโลกรวมถึงไทย
  • เทคโนโลยี AI กลายเป็นสมรภูมิการลงทุนแบบกึ่งผูกขาด เนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทำให้เกิดตลาดที่บริษัทเทคโนโลยีของแต่ละฝ่ายไร้คู่แข่งโดยตรง
  • ไทยต้องยืนสั้นหลังตรงด้วยธรรมาภิบาลที่สูง เพื่อดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง และฉวยโอกาสจากความไม่สงบ เช่น ปัญหาในตะวันออกกลางที่อาจบานปลาย เป็นโอกาสให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่อาเซียนและไทยมากขึ้น

วันนี้ (23 พ.ค.2569) ที่โรงแรมอิสติน แกรนด์ พญาไท บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด หรือ Liberator จัดงานสัมมนา Liberator Investment Forum 2026 โลกใหม่ โอกาสใหม่ ลงทุนอย่างไรให้ออกดอกออกผล เพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้กับนักลงทุนไทย ท่ามกลางโลกการลงทุนที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ระเบียบโลกใหม่ โมเดลธุรกิจแห่งอนาคต และบทบาทของ AI ที่กำลังเข้ามายกระดับการตัดสินใจลงทุน

งานครั้งนี้ถูกออกแบบภายใต้แนวคิดที่ต้องการให้นักลงทุนมองเห็นโอกาสก่อนใคร ผ่าน 3 แกนหลักสำคัญ คือ ระเบียบโลกใหม่กับการลงทุนยุคใหม่ การเจาะธุรกิจนอกสายตาทั่วโลกเพื่อคัดโมเดลที่ใช่ และการก้าวสู่โลกการลงทุนแห่งอนาคตด้วย AI 

'ทีดีอาร์ไอ' ชี้ภูมิรัฐศาสตร์ ทำลายระเบียบโลกเดิม แนะไทยยืนหลังตรงด้วยธรรมาภิบาล

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในหัวข้อ "World Changing Opportunities: ระเบียบโลกใหม่ สู่การลงทุนยุคใหม่" ว่า ภาพรวมและยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยภายใต้ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจและต้องจับตา อาทิ

1. จุดจบของโลกใบเดิม เมื่อโลกาภิวัตน์ไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป โดยในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ที่เน้นปัจจัยพื้นฐาน โลกกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะไม่กลับไปสู่โลกใบเดิม ที่ทุกคนเชื่อมั่นในเรื่องโลกาภิวัตน์ (Globalization) การลดภาษีเป็นศูนย์ หรือการสนับสนุนการลงทุนข้ามชาติอย่างไร้รอยต่ออีกต่อไป

'ทีดีอาร์ไอ' ชี้ภูมิรัฐศาสตร์ ทำลายระเบียบโลกเดิม แนะไทยยืนหลังตรงด้วยธรรมาภิบาล

โดยสาเหตุหลักมาจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ใหญ่ 3 ส่วนที่ยากจะแก้ไข เนื่องจากผูกโยงกับประวัติศาสตร์และความเชื่อ แบ่งเป็น

ส่วนที่ 1 รัสเซีย ความต้องการรำลึกถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตสมัยโซเวียต จนนำมาสู่ความขัดแย้งและการบุกยูเครน

ส่วนที่ 2 จีน ความพยายามฟื้นฟูอาณาจักรหลังจากเคยพ่ายแพ้ต่อชาติตะวันตกและญี่ปุ่นในอดีต 

ส่วนที่ 3 อิหร่าน ถือเป็นรัฐศาสนาที่มีความเชื่อตรงข้ามกับค่านิยมสมัยใหม่ ซึ่งปัจจุบันปัญหาได้ลุกลามไปยังช่องแคบสำคัญที่กระทบต่อการค้าโลก

2. โมเดลนกบิน (Flying Geese) ที่เปลี่ยนไป และความน่ากลัวของฝูงนกจีน โดยในอดีต เอเชียตะวันออกเติบโตด้วยโมเดลนกบินตามกัน โดยมีญี่ปุ่นเป็นผู้นำ ตามด้วย 4 เสือเศรษฐกิจ และปัจจุบันอยู่ในเฟสที่ 3 คือไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย 

ทั้งนี้ ไทย เติบโตจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของญี่ปุ่นเป็นหลัก ส่วนเวียดนาม ผูกติดกับเกาหลีใต้ ที่ครองสัดส่วนการส่งออกสูงมาก และอินโดนีเซียผูกติดกับสิงคโปร์

"จีนได้ทำลายโมเดลนี้เพราะจีนไม่ได้เป็นนกธรรมดา แต่คือฝูงนกที่ประกอบด้วย 31 มณฑล ซึ่งแต่ละมณฑลเปรียบเสมือนหนึ่งประเทศที่มีความแตกต่างกันสูง ตั้งแต่มณฑลที่ไฮเทคอย่างปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ ไปจนถึงมณฑลเกษตรกรรมอย่างยูนนาน"

ดร.นณริฏ กล่าวเน้นย้ำว่า การที่ 31 มณฑลแข่งขันกันเองภายใน ทำให้เกิด Hyper-scale ส่งผลให้ต้นทุนต่ำมาก และเมื่อรวมตัวกันจะเกิดภาวะ Over-supply มหาศาลในโลก เช่น แผงโซลาร์เซลล์ หรือวัสดุก่อสร้าง ซึ่งกระทบต่อผู้ผลิตทั่วโลกและไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น หากไทยจะลงทุนอะไรจะต้องดูการขยับตัวของจีน

'ทีดีอาร์ไอ' ชี้ภูมิรัฐศาสตร์ ทำลายระเบียบโลกเดิม แนะไทยยืนหลังตรงด้วยธรรมาภิบาล

3. AI กับสมรภูมิการลงทุนแบบกึ่งผูกขาด ทั้งนี้ เทคโนโลยี AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่เป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและสงคราม สิ่งนี้ทำให้เกิดตลาดกึ่งผูกขาด เพราะปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ทำให้สหรัฐฯ ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีจีน และจีนก็ไม่สามารถใช้ของสหรัฐฯ ได้อย่างอิสระ แม้จะเป็นข่าวร้ายในแง่การแข่งขันเสรี แต่กลับเป็นข่าวดีของนักลงทุนบางกลุ่มที่ถือหุ้นในบริษัทที่ไร้คู่แข่งในตลาดนั้นๆ

'ทีดีอาร์ไอ' ชี้ภูมิรัฐศาสตร์ ทำลายระเบียบโลกเดิม แนะไทยยืนหลังตรงด้วยธรรมาภิบาล

4. ยุทธศาสตร์ไทย ต้องยืนหลังตรงด้วยธรรมาภิบาล ยกตัวอย่างตัวเลข FDI ของไทยที่ดูเหมือนจะสูงขึ้นเกือบ 1 ล้านล้านบาท ดังนั้น จะต้องพิจารณาไส้ในให้ดี เนื่องจากมีการกระจุกตัวสูงมาก เช่น ดีลของ TikTok ที่มีมูลค่าถึง 8 แสนล้านบาทในเม็ดเงินนี้เพียงบริษัทเดียว

ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องเร่งทำคือ แกะโจทย์ Supply Chain ที่ต้องหาให้เจอว่าไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากการลงทุนเหล่านั้น เพราะจีนมี Supply Chain ครบวงจร 31 มณฑลอยู่แล้ว หากไทยไม่เก่งจริง เขาก็ไม่จำเป็นต้องมาตั้งฐานที่ไทย และสิ่งสำคัญจะต้องสร้างธรรมาภิบาล (Governance) โดยไทยต้องเลิกเป็นเพียงทางผ่านหรือนายหน้าขายชิป 

"ในโลกใบใหม่ไทยต้องยืนสั้นหลังตรงด้วยธรรมาภิบาลที่สูง เพื่อดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง และฉวยโอกาสจากความไม่สงบ เช่น ปัญหาในตะวันออกกลางที่อาจบานปลาย เป็นโอกาสให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่อาเซียนและไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ไทยแข็งแกร่งอย่างศูนย์กลางการแพทย์ และอุตสาหกรรมอาหาร

ทั้งนี้ อำนาจการเปลี่ยนแปลงอยู่ในมือของนักลงทุน การที่เปิดโอกาสให้คนไทยไปลงทุนต่างประเทศได้ง่ายขึ้น เป็นตัวบังคับให้บริษัทในตลาดหุ้นไทยต้องปรับตัว หากไม่สร้างธรรมาภิบาลและไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง ก็จะไม่สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนไว้ได้ เพราะเงินจะวิ่งไปหาที่ที่ดีที่สุดเสมอ