วันที่โลกหมุนเร็วขึ้นแต่ไทยกลับเดินช้าลงจากเดิมเราเคยตั้งเป้าว่าจะก้าวข้าม “กับดักรายได้ปานกลาง” ให้ได้ภายในปี 2037
แต่ดูเหมือนเศรษฐกิจไทยกำลังถูกท้าทายอย่างหนักด้วยคลื่นลมจากสมรภูมิทั่วโลก ทั้งศึกภูมิรัฐศาสตร์ สงครามที่นำมาสู่วิกฤติและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ อาจทำให้เส้นชัยเดิมที่เคยวางไว้อาจเลื่อนออกไปไกลอีกเกือบหนึ่งทศวรรษ
"กรุงเทพธุรกิจ" พูดคุยกับ “ดร. เกียรติพงศ์ อารยะปรัชญา” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากธนาคารโลก (World Bank) ประจำประเทศไทย ได้ร่วมวิเคราะห์โจทย์ใหญ่ที่ทำให้ไทยยังติดหล่มนี้ และ “5 เครื่องยนต์ใหม่” ในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่อนาคตที่จะเป็นทางรอดเพื่อพาไทยออกจากวิกฤติพลังงาน ความเสี่ยงทางการคลัง และสังคมสูงวัย ซึ่งล้วนเป็นโอกาสให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโตที่ 3-4% อีกครั้ง
โจทย์ใหญ่ที่ ‘ไทย’ ต้องรับมือ
ความเปราะบางประการแรกที่ไทยกำลังเผชิญ คือ “วิกฤติพลังงาน” โดยไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศ “สีแดง” เนื่องจากเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิในสัดส่วนที่สูงที่สุดในอาเซียน ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ ทำให้พื้นที่ในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจของไทยมีความคับขันมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีทรัพยากรพลังงานในประเทศ
ทว่าจุดแข็งที่ทำให้ไทยมีความยืดหยุ่น คือ “เงินเฟ้อ” ที่เราอยู่ในระดับต่ำมากใกล้ศูนย์ ทำให้แรงกดดันจากราคาน้ำมันแม้จะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของแบงก์ชาติ ในขณะที่ประเทศอื่นเงินเฟ้อทะลุเป้าไปแล้ว
แน่นอนว่า เรื่องนี้ลามไปสู่ข้อจำกัดทางด้าน “พื้นที่ทางการคลัง” เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่น่ากังวล ปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะของประเทศไทยขยับเข้าใกล้เพดานที่ระดับ 70% ของ GDP ขณะที่หนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง และไทยเองก็ยังมีปัญหาเรื่อง “ฐานภาษี” ที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับบน
เรื่องนี้นำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับการขยับเพดาหนี้สาธารณะ ซึ่งในเรื่องนี้ ดร. เกียรติพงศ์ ได้ชวนให้เรามองลึกไปกว่าแค่ตัวเลข แต่ให้โฟกัสที่ “วัตถุประสงค์” ของการกู้เงิน โดยให้แง่คิดว่าหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปริมาณหนี้ แต่อยู่ที่ว่าเรากู้เงินมาเพื่ออะไร
ในระยะสั้น หลายประเทศอาจใช้การคลังเพื่อประคับประคองกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบาง เช่น การโอนเงินเยียวยาผู้มีรายได้น้อย หรือการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แก่ธุรกิจที่อ่อนแอ
แต่สำหรับไทยนั้น ดร. เกียรติพงศ์ มองเห็นโอกาสที่ยั่งยืนกว่านั้น คือ การใช้เงินกู้เพื่อ “ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล การผลิตขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือกองทุนเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน เพราะหากเรานำเงินกู้มาลงทุนแล้วสามารถกระตุ้นให้ GDP เติบโตขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง สุดท้ายแล้วสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะค่อยๆ ลดลงเองโดยธรรมชาติในระยะปานกลาง
ความท้าทายที่ยากจะปฏิเสธคือ “วิกฤติโครงสร้างประชากร” ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลิตภาพแรงงานที่ลดลง และเพิ่มภาระด้านสาธารณสุขอย่างมหาศาล ซึ่งปัญหานี้ถูกซ้ำเติมด้วยภาวะการกระจุกตัวของความเจริญในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ที่สูงที่สุดในโลก ความมั่งคั่งที่ไหลไปไม่ถึงเมืองรองทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศทำงานเพียงสูบเดียว ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่จึงเป็นบาดแผลเรื้อรังที่ทำให้การยกระดับรายได้ของคนทั้งประเทศเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
ดังนั้น ทางแก้คือเราต้องเพิ่มผลิตภาพจากภาคอุตสาหกรรมใหม่ๆ มาทดแทน และต้องใช้โอกาสจากการเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียนที่มีโครงสร้างประชากรหลากหลายเพื่อแลกเปลี่ยนทักษะแรงงาน และต้องเปิดโอกาสให้จังหวัดเมืองรองมีอำนาจตัดสินใจ ระดมทุน และเก็บภาษีเองเพื่อลงทุนในท้องถิ่น เช่น โครงการรถไฟฟ้ารางเบาในขอนแก่น หากเมืองรองโตขึ้น มันจะช่วยยกฐาน GDP ทั้งประเทศขึ้นได้ในระยะยาวและลดความเหลื่อมล้ำ
ทั้งหมดนี้ล้วนตอกย้ำ อุปสรรค์สำคัญที่ไทยยังไม่สามารถแก้ได้คือ “กับดักรายได้ปานกลาง” ซึ่งไทยติดอยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูงมานานหลายทศวรรษ จากเดิมที่เคยวาดหวังจะหลุดพ้นในปี 2037 แต่ด้วยผลกระทบจากโควิด-19 และความปั่นป่วนทั่วโลก ยิ่งซ้ำเติมให้เศรษฐกิจไทยโตช้า และถ้าหากว่าเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตในระดับ 2.5% ต่อปีเช่นปัจจุบัน เราอาจต้องรอไปจนถึงปี 2050 หรือช้าลงกว่าเป้าหมายเดิมถึงหนึ่งทศวรรษ
“ทางออกเดียวคือการเร่ง “ศักยภาพการเติบโต” ให้ถึงระดับ 3-4% ต่อปี ทั้งการจัดสรรและการเลือกลงทุนของทั้งภาครัฐและเอกชนถูกจุด การปฏิรูปกฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐาน การดึงดูดการลงทุนใหม่และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ New S-Curve”
5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
เวิลด์แบงก์ ได้จัดทำรายงานพิเศษเพื่อวิเคราะห์ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (5 Industry of the Future) เพื่อให้ไทยสามารถปรับตัวเข้ากับบริบทโลกที่เปลี่ยนไปได้ หัวใจสำคัญคือการปรับปรุงระเบียบกฎเกณฑ์ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความเชื่อมโยง ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ที่มีอยู่มหาศาลทั่วโลกให้ไหลเข้าสู่ไทยมากขึ้น ซึ่งจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไปได้
อุตสาหกรรมแรก คือ “การผลิตขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียว” (Advanced Manufacturing & Green Industry) เซกเตอร์นี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ไทยมีรากฐานแข็งแกร่ง เราเห็นการไหลเข้าของเม็ดเงินในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไทยชัดเจนที่สุดในอาเซียน จากการวิเคราะห์พบว่าไทยสามารถเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนได้ถึง 60% เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์อยู่เดิม
นอกจากนี้ ไทยยังเป็นผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศที่มีการปล่อยมลพิษต่ำ ติดอันดับท็อป 3 ของโลก อุตสาหกรรมนี้ไม่ได้เพียงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นรากฐานความมั่นคงทางพลังงานโดยการลดการพึ่งพาน้ำมันและเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์ ซึ่งสอดรับกับความต้องการของนักลงทุนระดับโลกที่เน้นมาตรฐานความยั่งยืน
2.การบริการด้านดิจิทัล (Digital services) ที่เปรียบเสมือน “กระดูกสันหลัง” ที่เชื่อมโยงและเพิ่มผลิตภาพให้กับทุกอุตสาหกรรม ไทยมีความโดดเด่นในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขั้นพื้นฐาน ซึ่งไทยเรามีทั้งพร้อมเพย์และการโอนเงินภาครัฐที่เป็นต้นแบบความสำเร็จในอาเซียน
ก้าวต่อไปที่สำคัญคือการพัฒนา Sovereign AI หรือ อธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์ คือ ปัญญาประดิษฐ์แบบพึ่งพาตนเองที่เข้าใจบริบททางภาษา กฎหมาย และวัฒนธรรมของไทย เพื่อนำมาแก้ปัญหาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในภาคธุรกิจ รวมทั้งการดึงดูดศูนย์ข้อมูล (Data Center) ยังเป็นโอกาสในการสร้างระบบนิเวศน์ของเอไอ
ต่อมาคือ 3.เกษตรกรรมและอาหาร (Agriculture and food) เป็นการผนวกความแข็งแกร่งดั้งเดิมของไทยเข้ากับนวัตกรรมสีเขียว ยกระดับเกษตรกรรมสู่ระบบสีเขียว เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ภาคส่วนที่มีแรงงานอาศัยอยู่มากที่สุด
4. การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและสุขภาพ (Sustainable tourism and health) ที่ผ่านมาไทยตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางด้าน Wellness และ Medical Tourism ดังนั้นการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเข้ากับมาตรฐานความยั่งยืนไม่เพียงแต่ช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังเป็นการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่มีกำลังซื้อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ต่อหัวให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สุดท้ายคือ 5.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative economy) แรงขับเคลื่อนทรงพลัง คือการใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์มาสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการยกระดับการท่องเที่ยวให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์จำเป็นต้องอาศัยการเปิดกว้างของภาคบริการ และเมื่อผนวกเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลและเอไอจะช่วยให้ผลงานสร้างสรรค์ของไทยเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ดี ดร.เกียรติพงศ์ เผยว่า รายงานพิเศษนี้จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 (2026 Annual Meetings) จัดขึ้นที่ประเทศไทย ระหว่างวันที่12 – 18ตุลาคม2569ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร
พร้อมทิ้งท้ายว่า “การทำงานที่สอดประสานกันของทั้ง 5 เซกเตอร์นี้จะเกิดขึ้นได้จริง ต้องอาศัยการปฏิรูปกฎระเบียบ การเปิดภาคบริการ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างความเชื่อมโยง เพื่อเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสในการสร้างเสถียรภาพและมั่งคั่งให้แก่เศรษฐกิจไทยในระยะปานกลางและระยะยาว”

