วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

ไม่เข้าใจ.. (ขาดปัญญา).. จึงยุ่ง.. (มีปัญหา) !!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. จากภาษิตที่ว่า

“..เหนือบุญ คือ กรรม

เหนือกรรม คือ ปัญญา (วิปัสสนาญาณ)..

นับว่ายังแสดงความเป็นสัจธรรมอันล้ำเลิศ ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง ให้ประโยชน์อย่างที่สุด หากมนุษยชาติไม่ปิดจิตตนเองให้มืดมนด้วย ตัณหา มานะ ทิฏฐิ .. ที่เรียกว่า ปปัญจธรรม ซึ่งเป็นกิเลสที่ทำให้เสียเวลา ไม่สามารถทำความดีได้อย่างที่ตั้งใจกันไว้ หรือ ไม่สามารถประพฤติปฏิบัติธรรมได้ผล

พุทธศาสนาของเรา จึงเน้นการปลูกฝังความศรัทธาในกรรม วิบาก และกัมมัสกตา ไว้เป็นเบื้องต้น ก่อนเข้าสู่การพัฒนาจิตให้เข้าถึงภูมิรู้ภูมิธรรมในพระพุทธศาสนา อันเป็นไปตามหลักธรรมคำสั่งสอนที่ตรัสรู้ชอบโดยพระผู้มีพระภาค ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ซึ่งจะก่อเกิดศรัทธาตัวแท้ของชาวพุทธ ที่เรียกว่า ตถาคตโพธิสัทธา

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ย่อมมาจากการปลูกฝังความศรัทธาในกฎแห่งกรรม ที่เป็นไปตามธรรมนิยามในจิตวิญญาณของชาวพุทธ อันเป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งต่อการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาชีวิตของมนุษยชาติ ให้ดำเนินไปสู่สันติและความสุขได้จริง.. ดังที่ได้วางหลักศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม ไว้เป็นการศึกษาปฏิบัติ เพื่อวางรากฐานชีวิตให้มั่นคงในถิ่นฐานแห่งธรรมชาติ ที่เนื่องกับชีวิตแห่งสัตว์ทั้งหลาย.. ด้วยการเข้าใจกฎธรรมชาติ.. ไม่ว่าจะในรูปกรรมนิยามหรือธรรมนิยาม.. ที่สัมพันธ์กับจิตนิยาม...

พื้นฐานของคนในสังคมวิถีพุทธดั้งเดิมจึงไม่ต้องมานั่งเสียเวลาอธิบายกันให้เมื่อยปากว่า อะไรดี อะไรไม่ดี สิ่งใดควรทำ หรือ สิ่งใดไม่ควรทำ ด้วยการมีทิฏฐิที่ตรง.. ไม่มีความเห็นผิดไปจากธรรม.. ด้วยความเข้าใจในกฎธรรมชาติ.. จึงสามารถพัฒนาชีวิตให้อยู่ร่วมกับสังคม สิ่งแวดล้อมในธรรมชาติได้อย่างเป็นคุณ .. ไม่เป็นโทษต่อกันด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องตรงตามธรรม.. โดยยึดหลักเข้าใจเรา-เข้าใจเขา.. เข้าใจธรรม.. เข้าใจธรรมชาติ เป็นหลักการศึกษาเพื่อชีวิตที่แท้จริง... เพื่อการเข้าถึงความจริงแท้ในชีวิต.. ที่เรียกว่า ธรรม.. ธรรมชาติ

ดังนั้น ชีวิต .. ธรรม .. ธรรมชาติ จึงเป็นเรื่องราวเดียวกันที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้เลย สังคมของมนุษยชาติจึงรุ่งเรืองในอารยธรรม ด้วยการเจริญสติปัญญาทุกขณะจิต เพื่อการสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้น เพื่อดุลยภาพของชีวิตที่ต้องเกี่ยวเนื่องกับธรรมชาติผ่านกระบวนการธรรม... พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงสั่งสอนให้เราทั้งหลาย มีสติอยู่ที่การรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ทุกขณะ อย่าได้ขาดตอน.. เพื่อการเห็นแจ้งชัดในธรรมที่อยู่ในสายลม ซึ่งก็คือชีวิต .. ด้วยเป็นสายลมแห่งจิตวิญญาณที่ดำเนินไปตามกระแส.. เพื่อความเข้าใจในเบื้องต้นของธรรมที่เรียกว่า สภาวธรรม และนำสู่ความเข้าใจในขั้นสูงแห่งธรรมที่เรียกว่า ปรมัตถธรรม เพื่อบรรลุการเข้าใจในขั้นอันเป็นที่สุดแห่งธรรมที่เรียกว่า อริยสัจธรรม (อันมีเฉพาะในพุทธศาสนาเราเท่านั้นที่สั่งสอนธรรมอันเป็นที่สุดนี้)

ความรู้ ความเข้าใจ ในชีวิต .. อันเป็นไปตามความเป็นธรรมดาที่มีอยู่ในธรรมชาติ.. จึงเป็นความรู้ในความจริงที่ควรรู้ ซึ่งเป็นความรู้ตรงตามธรรม.. ซึ่งเป็นไปตามปกติของธรรมที่เรียกว่า สามัญธรรม อันแสดงความเป็นธรรมดาสามัญว่า.. สิ่งทั้งหลายต้องเป็นอย่างนี้ .. จะไม่แปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเลย... ได้แก่ ความไม่เที่ยง ความทุกข์ และความไม่มีตัวตนเที่ยงแท้ .. ที่เรียกว่า อนัตตา.. ความรู้ ความเข้าใจ ในการเข้าถึงความจริงที่เป็นธรรมดาดังกล่าวได้ด้วยการเจริญสติปัญญา ก่อเกิดกระบวนการวิปัสสนาญาณ จึงจะเรียกได้ว่ามีปัญญาในพระพุทธศาสนา .. อันสามารถดับกรรมทั้งหมดให้สิ้นไปได้จริง .. อันเป็นไปตามกระบวนการวิปัสสนาญาณเท่านั้น.. ที่มีการศึกษาปฏิบัติให้เกิดขึ้นได้อย่างไม่ยากนัก ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้ดีแล้ว ดังปรากฏอยู่ในเฉพาะพระพุทธศาสนา ที่สาธุชนควรเข้าใจ เพื่อนำไปปฏิบัติได้จริง ๆ... เพื่อจะได้ผลจริง ๆ... เพื่อจะได้เข้าถึงความจริงที่เป็นจริง.. และเป็นความจริงที่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นโทษ สามารถดับโทษทุกข์ภัยได้จริง.. เมื่อเข้าถึงความจริงอันสูงสุด... ที่เรียกว่า ความจริงอันประเสริฐในศาสนาพุทธของเรา.. 

ซึ่งหากเราสามารถนำทุกคนคืนกลับสู่การศึกษาเพื่อชีวิตที่ถูกต้องได้จริงตามที่กล่าวมา ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม ประเทศชาติของเรา... แม้ในสังคมโลก ย่อมจักจบสิ้นได้ ไม่ต้องมาทุกข์ใจ คับแค้นใจกันอยู่อย่างทุกวันนี้.. ที่มีแต่เรื่องราวภาพข่าวอันมากไปด้วยความไร้สาระ.. จนติดกับอยู่กับเรื่องราวเหล่านั้น.. ให้เป็นปัญหาของชีวิตในทุก ๆ คน ไม่ว่าจะแบ่งไปอยู่ข้างใด ฝ่ายใด ก็มีแต่ปัญหา.. ด้วยการไม่ยอมเข้าใจในชีวิต.. ในธรรม.. และในธรรมชาติ... !!

เจริญพร

[email protected]