สิงห์ เอสเตท ผนึก UOB เปิดเกม “Wealth & Legacy Experience” เชื่อม Home Ownership เข้ากับ Wealth Management หวังขยายความสัมพันธ์กับลูกค้ากลุ่มมั่งคั่ง
KEY POINTS
- สิงห์ เอสเตท ร่วมมือกับธนาคาร UOB เปิดตัวแคมเปญ "Legacy Wealth Edition" เพื่อเชื่อมโยงการซื้อบ้านหรูกับการบริหารและส่งต่อความมั่งคั่ง
- มอบสิทธิประโยชน์ทางการเงินแก่ลูกค้า เช่น อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านพิเศษ 1.90% ใน 3 ปีแรก เครดิตเงินคืนสูงสุด 500,000 บาท และโอกาสยกระดับสู่ลูกค้า UOB Privilege Banking
- มีเป้าหมายเปลี่ยนการซื้อบ้านให้เป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนความมั่งคั่งระยะยาว สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าตั้งแต่การอยู่อาศัยไปจนถึงการส่งต่อมรดก
- สะท้อนการแข่งขันในตลาดอสังหาฯ ลักชัวรีที่เปลี่ยนจากการขาย "ตัวบ้าน" ไปสู่การสร้าง "Ecosystem" ที่ตอบโจทย์ชีวิตและความมั่งคั่งของลูกค้า
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีกำลังขยับจากการแข่งขันด้วย “ตัวบ้าน” ไปสู่การแข่งขันด้วย “ประสบการณ์และบริการหลังการขาย” โดยเฉพาะในวันที่ลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งไม่ได้มองบ้านเพียงในฐานะสินทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตความมั่งคั่งและแผนชีวิตในระยะยาว
ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านความร่วมมือระหว่าง สิงห์ เอสเตท และ ธนาคารยูโอบี ที่เปิดตัวแคมเปญ “Singha Estate x UOB Wealth: Legacy Wealth Edition” ภายใต้แนวคิด “Elevating Wealth. Defining Legacy.” โดยนำจุดแข็งของธุรกิจที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีมาผสานเข้ากับความเชี่ยวชาญด้าน Wealth Management
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มยอดขายบ้าน แต่คือการเปลี่ยน “ลูกค้าซื้อบ้าน” ให้กลายเป็น “ลูกค้าระยะยาว” ที่ได้รับการดูแลทั้งด้านการอยู่อาศัย การเงิน การลงทุน และการส่งต่อความมั่งคั่ง
จากบ้านสู่ Wealth & Legacy Experience
ณัฐวุฒิ มัธยมจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการพัฒนาธุรกิจพักอาศัย บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการพัฒนาที่อยู่อาศัยสู่ “Wealth & Legacy Experience” เปิดโอกาสให้ลูกค้าของทั้งสององค์กรเข้าถึงสิทธิประโยชน์ที่เชื่อมโยงทั้งการอยู่อาศัยและการบริหารความมั่งคั่งกลุ่มเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ซื้อบ้านรายใหม่ แต่ครอบคลุมลูกบ้านปัจจุบันของสิงห์ เอสเตท รวมถึงลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งของ UOB
นัยสำคัญจึงอยู่ที่การขยายเส้นทาง Customer Journey จากเดิมที่ความสัมพันธ์อาจสิ้นสุดลงหลังการโอนกรรมสิทธิ์ ไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาที่ลูกค้าเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับบน โมเดลนี้สะท้อนการแข่งขันรูปแบบใหม่ที่ไม่ได้วัดกันเพียงทำเล ดีไซน์ หรือคุณภาพโครงการ แต่รวมถึงความสามารถในการสร้าง Ecosystem ที่ตอบโจทย์ “ชีวิตและความมั่งคั่ง” ของลูกค้าไปพร้อมกัน
3 แกนยุทธศาสตร์ เชื่อม “บ้าน-เงิน-มรดก”
แคมเปญ “Legacy Wealth Edition” ถูกวางผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Wealth Access, Beyond Living และ Legacy Community ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมประสบการณ์ด้านอสังหาริมทรัพย์เข้ากับบริการทางการเงินอย่างเป็นระบบ
- Wealth Access เปิดประตูสู่ Wealth Management
แกนแรกมุ่งทำให้ลูกค้าเข้าถึงบริการบริหารความมั่งคั่งได้ง่ายขึ้น โดยลูกค้าที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยหรือสินเชื่อรีไฟแนนซ์กับ UOB และมีสินทรัพย์รวมภายใต้การบริหาร (AUM) ตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด สามารถรับสิทธิ์ยกระดับเป็นสมาชิก UOB Privilege Banking หรือ UOB Wealth Banking
มิติที่น่าสนใจคือ การนำ “สินเชื่อบ้าน” ซึ่งเป็นธุรกรรมขนาดใหญ่ของลูกค้า มาต่อยอดสู่ความสัมพันธ์ด้านการบริหารสินทรัพย์ ทำให้การซื้อบ้านไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงธุรกรรมครั้งเดียว แต่เป็นประตูไปสู่บริการทางการเงินในระดับที่ลึกขึ้น
- Beyond Living เติมมูลค่าให้มากกว่าตัวบ้าน
อีกแกนสำคัญคือการเชื่อมสิทธิประโยชน์ด้านสินเชื่อเข้ากับการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย
ลูกค้า UOB Privilege Banking ที่ซื้อบ้านหรือรีไฟแนนซ์กับสิงห์ เอสเตท จะได้รับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านเฉลี่ย 3 ปีแรก 1.90% ต่อปีครอบคลุมโครงการที่อยู่อาศัยของสิงห์ เอสเตท พร้อมสิทธิ์สมัครบัตรเครดิต UOB Infinite เมื่อได้รับอนุมัติวงเงินสินเชื่อซื้อบ้านหรือรีไฟแนนซ์ตั้งแต่ 30 ล้านบาทขึ้นไป ตามเงื่อนไขที่กำหนด
ขณะเดียวกัน ลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งของ UOB ที่เลือกซื้อโครงการของสิงห์ เอสเตท จะได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น เครดิตเงินคืนสูงสุด 500,000 บาท และฟรีค่าส่วนกลางสูงสุด 3 ปี รวมถึงการดูแลจากทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและการลงทุนส่วนบุคคล
สิทธิประโยชน์เหล่านี้สะท้อนแนวคิด “Beyond Living” ที่ต้องการขยายคุณค่าจากตัวสินค้าไปสู่บริการและประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในมิติการเงิน
- Legacy Community สร้างความสัมพันธ์จากรุ่นสู่รุ่น
แกนสุดท้ายคือการวางฐานความสัมพันธ์ในระยะยาว ตั้งแต่สินเชื่อเพื่อซื้อบ้านสำหรับลูกค้าใหม่ ไปจนถึงโอกาสในการรีไฟแนนซ์สำหรับลูกบ้านเดิมพร้อมเชื่อมต่อบริการ Wealth Management ทั้งทีมที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล โซลูชันทางการเงินระดับสากล และเอกสิทธิ์สำหรับลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งของ UOB
เมื่อมองในมุมธุรกิจ “Legacy Community” จึงไม่ได้หมายถึงเพียงชุมชนของลูกบ้าน แต่คือการสร้าง Ecosystem ที่สามารถดูแลลูกค้าได้ต่อเนื่อง และมีโอกาสขยายความสัมพันธ์ไปสู่การบริหารความมั่งคั่งและการส่งต่อทรัพย์สินในอนาคต
บ้านกลายเป็น “สินทรัพย์ตั้งต้น” ของแผนความมั่งคั่ง
นายยุทธชัย เตยะราชกุล กรรมการผู้จัดการ บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนแนวทางการดูแลลูกค้าแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิตกับการบริหารความมั่งคั่งในมุมของธนาคาร ที่อยู่อาศัยไม่ได้เป็นเพียงทรัพย์สินสำคัญของชีวิต แต่ยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนความมั่งคั่งระยะยาว โดย UOB ต้องการสนับสนุนลูกค้าในทุกช่วงชีวิตผ่านโซลูชันทางการเงินและการบริหารสินทรัพย์ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล
แนวคิดนี้ทำให้ความร่วมมือกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีความหมายมากกว่าการจับคู่เพื่อทำสินเชื่อบ้าน เพราะสามารถเชื่อมตั้งแต่การ “สร้างความมั่งคั่ง” ไปจนถึง “รักษาและส่งต่อความมั่งคั่ง”
เกมใหม่ของอสังหาฯ ลักชัวรี แข่งขันด้วย Ecosystem
สำหรับสิงห์ เอสเตท การขยับครั้งนี้สะท้อนทิศทางการขยายบทบาทจาก “ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์” ไปสู่การเป็นผู้สร้างประสบการณ์ตลอดเส้นทางการเป็นเจ้าของบ้านโดยเฉพาะในตลาดลักชัวรีที่ฐานลูกค้ามีศักยภาพทางการเงินสูง การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวอาจมีมูลค่ามากกว่าการปิดการขายโครงการหนึ่งครั้ง
ความร่วมมือกับ UOB จึงเป็นการนำฐานลูกค้าของสององค์กรมาเชื่อมต่อกัน ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้สิงห์ เอสเตท ดูแลลูกบ้านเดิมต่อเนื่อง และสร้างโอกาสเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งของธนาคาร
เป้าหมายสุดท้ายคือการทำให้ “Home Ownership” ไม่ใช่ปลายทางของการซื้ออสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ยาวกว่าเดิม ตั้งแต่การอยู่อาศัย การจัดการสินทรัพย์ ไปจนถึงการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่ง
สำหรับแคมเปญ “Singha Estate x UOB Wealth: Legacy Wealth Edition” ลูกค้าสามารถติดต่อรับอัตราดอกเบี้ยพิเศษและสิทธิประโยชน์จากโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 ธันวาคม 2569 และจดจำนองภายใน 29 มกราคม 2570 โดยสิทธิประโยชน์ ผลิตภัณฑ์ และบริการต่างๆ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ธนาคารและบริษัทกำหนด
ทั้งนี้ ผู้กู้ควรกู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว โดยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญาปัจจุบันอยู่ระหว่าง 4.614%-4.696% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าแต่ละรายอาจแตกต่างกันตามเงื่อนไขการกู้ยืม ขณะที่อัตราดอกเบี้ยลอยตัวสามารถปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้





