เปิด 5 เทรนด์บ้านยุคใหม่ คนซื้อคิดไกลกว่าอยู่ เน้นปลอดภัย-สุขภาพ-เลี้ยงสัตว์ สะท้อนโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ซับซ้อนขึ้น ตั้งแต่รับมือภัยพิบัติ ใส่ใจสุขภาพ เลี้ยงสัตว์ได้ ไปจนถึงโมเดลเช่าก่อนซื้อและบริการหลังการขาย
KEY POINTS
- ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยที่ครอบคลุมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ นอกเหนือจากระบบรักษาความปลอดภัยแบบดั้งเดิม
- เทรนด์การอยู่อาศัยเพื่อสุขภาวะ (Wellness Living) ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโครงการหรู แต่ขยายสู่ที่อยู่อาศัยระดับราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น
- โครงการที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ (Pet-friendly) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่มองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกในครอบครัว
- โมเดลเช่าก่อนซื้อ (Rent-to-Own) และคุณภาพของบริการหลังการขาย กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคใช้พิจารณาในการเลือกที่อยู่อาศัย
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การเลือกซื้อหรือเช่าที่อยู่อาศัยไม่ได้จบลงที่ทำเล ราคา หรือขนาดพื้นที่อีกต่อไป แต่มีรายละเอียดที่ลึกซึ้งขึ้น ทั้งความปลอดภัย สุขภาพ ความสัมพันธ์ในครอบครัว ไปจนถึงความยืดหยุ่นทางการเงิน
นายวิทยา อภิรักษ์วิริยะ Country Manager ประเทศไทย DDproperty และ ThinkofLiving เปิดเผยว่า จากการติดตามโครงการและพฤติกรรมการอยู่อาศัยของผู้บริโภคโดย ThinkofLiving เว็บไซต์รีวิวและคอนเทนต์อสังหาริมทรัพย์ในเครือ PropertyGuru Group พบ 5 เทรนด์สำคัญที่กำลังเข้ามากำหนดทิศทางตลาด และสะท้อนว่าบ้านในยุคใหม่ต้องตอบโจทย์มากกว่าการเป็นเพียงที่พักอาศัย
1. ความปลอดภัยยุคใหม่ไม่ได้มีแค่ รปภ.
ความปลอดภัยกำลังถูกนิยามใหม่ จากเดิมที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับระบบรักษาความปลอดภัย กล้องวงจรปิด และการเข้า-ออกโครงการ สู่การประเมินความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว
ข้อมูลจาก OECD Economic Surveys: Thailand 2025 ระบุว่า ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะน้ำท่วมและภัยแล้งที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้น ทำให้ผู้บริโภคเริ่มพิจารณาประวัติน้ำท่วมของทำเล ระบบระบายน้ำ การออกแบบอาคาร ตลอดจนมาตรการรับมือเหตุฉุกเฉิน ขณะเดียวกัน อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังทำให้การออกแบบเพื่อรับมือความร้อนกลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญ บ้านที่ดีจึงต้องไม่ใช่แค่ปลอดภัยในวันนี้ แต่ต้องพร้อมรับความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วในอนาคตด้วย
2. Wellness ไม่ใช่แค่บ้านหรู คอนโด 2-3 ล้านก็ต้องมี
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงคือการยกระดับบ้านให้เป็นพื้นที่ส่งเสริมสุขภาพกายและใจ หรือ Wellness Living ซึ่งกำลังขยายจากตลาดลักชัวรีสู่ที่อยู่อาศัยระดับราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น ปัจจุบันผู้พัฒนาโครงการเริ่มนำแนวคิดสุขภาวะมาใส่ในพื้นที่ส่วนกลางของคอนโดมิเนียมราคา 2-3 ล้านบาท ทั้งสนามบาสเกตบอล คอร์ทพิกเคิลบอล ห้องสปา และห้องนวด
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้มองส่วนกลางเป็นเพียงสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อเพิ่มมูลค่าโครงการ แต่ต้องการพื้นที่ที่ใช้งานได้จริง ช่วยลดความเครียดและส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างสมดุล ทำให้ Wellness กลายเป็นจุดแข่งขันใหม่ที่ผู้ประกอบการไม่อาจจำกัดไว้เฉพาะโครงการราคาแพง
3. Pet Humanization ดันคอนโดเลี้ยงสัตว์ได้โต
เมื่อสัตว์เลี้ยงกลายเป็นสมาชิกครอบครัว การเลือกบ้านจึงต้องคำนึงถึงพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่รองรับทั้งคนและสัตว์ เทรนด์ Pet Humanization จึงกำลังเปลี่ยนตลาดคอนโดอย่างชัดเจน
ข้อมูลโครงการเปิดใหม่ ปี 2568 มีคอนโด Pet-friendly เปิดตัว 21 จากทั้งหมด 35 โครงการ คิดเป็นประมาณ 60% ขณะที่ช่วงไตรมาส 1-3 ปี 2569 เพิ่มเป็น 28 จาก 38 โครงการ หรือประมาณ 74%สะท้อนว่าสัดส่วนโครงการที่รองรับสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยง แต่เป็นการปรับแนวคิดออกแบบที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับครอบครัวยุคใหม่ และกำลังทำให้ตลาด Pet-friendly ขยับจาก Niche Market สู่หนึ่งในปัจจัยแข่งขันสำคัญของผู้พัฒนาโครงการ
4. เช่าก่อนซื้อ ทางรอดคนอยากมีบ้าน แต่กำลังซื้อยังไม่พร้อม
ภายใต้แรงกดดันเศรษฐกิจและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ การเป็นเจ้าของบ้านกลายเป็นเป้าหมายที่ต้องวางแผนมากขึ้น แม้ผู้บริโภคยังมีความต้องการที่อยู่อาศัย แต่ข้อจำกัดด้านรายได้ ภาระหนี้ และเงินดาวน์ทำให้หลายคนต้องเลื่อนการซื้อออกไป
โมเดล Rent-to-Own หรือเช่าก่อนซื้อ จึงเป็นทางเลือก โดยเปิดโอกาสให้ผู้เช่าสะสมเงินเพื่อซื้อในอนาคต หรือสามารถนำค่าเช่าบางส่วนไปหักเป็นส่วนลดหรือเงินดาวน์ตามเงื่อนไขโครงการโมเดลดังกล่าวช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผู้บริโภค พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการบริหารสต็อกและกระตุ้นยอดขาย
5. บริการหลังการขายคือแต้มต่อระยะยาว
เทรนด์สุดท้ายคือการให้ความสำคัญกับบริการหลังการขายและการบริหารนิติบุคคล เพราะคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบ้านเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการดูแลตลอดระยะเวลาที่พักอาศัย สำหรับบ้านแนวราบ ผู้ซื้อควรพิจารณาความรวดเร็วในการแก้ไข Defect และการรับประกันงานโครงสร้าง
ส่วนคอนโดมิเนียมต้องประเมินความเป็นมืออาชีพและความโปร่งใสของนิติบุคคล รวมถึงการดูแลพื้นที่ส่วนกลาง ในยุคที่รีวิวและประสบการณ์จากลูกบ้านจริงเข้าถึงได้ง่าย คุณภาพบริการจึงกลายเป็นปัจจัยสร้างความแตกต่าง และส่งผลต่อชื่อเสียงของแบรนด์ในระยะยาว
เกมเปลี่ยน ผู้ชนะต้องเข้าใจชีวิตไม่ใช่แค่ขายบ้าน
ทั้ง 5 เทรนด์สะท้อนว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญความท้าทายสองด้านพร้อมกัน คือกำลังซื้อที่ถูกกดดันจากเศรษฐกิจ และความต้องการของผู้บริโภคที่มีรายละเอียดเฉพาะตัวมากขึ้นโจทย์การเลือกบ้านวันนี้จึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่าจะซื้อหรือเช่า แต่คือจะเลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรให้ปลอดภัย ส่งเสริมสุขภาพ รองรับสมาชิกทุกคนในครอบครัว และคุ้มค่าในระยะยาว





