พัทยาจากเมืองท่องเที่ยวสู่จุดหมายแห่งการใช้ชีวิตระยะยาววัยเกษียณ ลูนิค เรียลเอสเตท ชู Wellness Living เป็นจุดขาย เปิดตัวลูเชี่ยน เบย์ ชูจุดขายเวลเนส
KEY POINTS
- ลูนิค เรียลเอสเตท เปิดตัวคอนโดลักชัวรี "ลูเชี่ยน เบย์ จอมเทียน พัทยา" มูลค่า 4,800 ล้าน เพื่อตอบรับเทรนด์พัทยาในฐานะบ้านหลังที่สอง
- ชูจุดขายด้านเวลเนสเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายวัยเกษียณ ผู้ซื้อบ้านหลังที่สอง และชาวต่างชาติที่ต้องการที่อยู่อาศัย
ตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านทำเล ราคา และความหรูหรา ไปสู่การขายประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยเฉพาะตลาดบ้านหลังที่สองและที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาวะ ท่ามกลางสังคมสูงวัยและกระแส Wellness ที่ขยายตัวทั่วโลก
ภาพการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกำลังสะท้อนชัดในเมืองท่องเที่ยวชายทะเลอย่างพัทยา เมื่อผู้ซื้อไม่ได้มองหาที่พักสำหรับวันหยุดเพียงไม่กี่วัน แต่เริ่มมองหาพื้นที่ที่สามารถใช้ชีวิตได้จริงในระยะยาว
จึงเป็นโอกาสที่ ลูนิค เรียลเอสเตท เลือกเข้ามาปักหมุดพัฒนาตลาด ด้วยการเปิดตัวLucean Bay Jomtien Pattaya คอนโดระดับลักชัวรีเพื่อสุขภาวะแห่งแรกในจอมเทียน มูลค่าโครงการ 4,800 ล้านบาท ภายใต้แนวคิด More Life. Every Day. พร้อมตั้งเป้าผลักดันจอมเทียนสู่การเป็น Global Wellness Residence Destination
อสังหาฯภูเก็ตแพงเปิดช่องพัทยาชิงตลาดบ้านหลังที่สอง
นางสาวอุรดี กุลกีรติยุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลูนิค เรียลเอสเตท จำกัด มองว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตยังมีศักยภาพและความต้องการต่อเนื่อง แต่การแข่งขันที่สูงขึ้นควบคู่กับราคาที่ปรับตัวแรง กำลังกลายเป็นข้อจำกัดของผู้ซื้อบางกลุ่ม แม้จะมีนักลงทุนต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะชาวรัสเซียเข้ามาในตลาดจำนวนมากก็ตาม โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการหาทำเลที่มีดีมานด์ แต่ต้องเป็นทำเลที่สร้างสมดุลระหว่างคุณภาพชีวิต ราคา และโอกาสในการลงทุนได้ด้วย
พัทยาจึงกลายเป็นหนึ่งในทำเลทางเลือกที่น่าจับตา จากอดีตเมืองท่องเที่ยวที่มีภาพจำด้านสถานบันเทิงยามค่ำคืน กำลังขยับสู่การเป็นเมืองสำหรับบ้านหลังที่สองและการอยู่อาศัยระยะยาว โดยมีแรงหนุนจากการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) การขยายตัวของอุตสาหกรรม และการเข้ามาของฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV)ขณะเดียวกัน ระยะทางจากกรุงเทพฯ เพียงประมาณ 150 กิโลเมตร หรือใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมง ยังเป็นจุดแข็งที่ทำให้พัทยาตอบโจทย์ทั้งผู้ซื้อชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการใช้ชีวิตริมทะเลโดยไม่ต้องตัดขาดจากเมืองใหญ่
จอมเทียนขึ้นแท่นทำเลใหม่ รับดีมานด์ Long-stay
สำหรับลูนิค จอมเทียนมีจุดแข็งมากกว่าการเป็นแหล่งท่องเที่ยว ด้วยแนวชายหาดยาวประมาณ 6 กิโลเมตร บรรยากาศสงบ ไม่พลุกพล่าน และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งโรงพยาบาล ศูนย์การค้า และบริการระดับพรีเมียม
อินไซต์จากกลุ่มลูกค้าที่มองหาบ้านหลังที่สองพบว่า ผู้ซื้อยุคใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงห้องพักที่มองเห็นทะเล แต่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกวัน ตั้งแต่การพักผ่อน การดูแลสุขภาพ ไปจนถึงการมีคอมมูนิตี้ที่มีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกันกลุ่มเป้าหมายจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะนักท่องเที่ยว แต่ครอบคลุมทั้งผู้บริหารชาวต่างชาติ ผู้เกษียณอายุที่ยังต้องการใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉง ครอบครัวที่ต้องการบ้านพักตากอากาศ และนักลงทุนที่มองหาอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างรายได้ระยะยาว
เปิดอินไซต์ รัสเซียครองแชมป์ผู้ซื้อ
อีกหนึ่งภาพสะท้อนของตลาดอสังหาริมทรัพย์เมืองท่องเที่ยว คือความหลากหลายของผู้ซื้อที่มีมากกว่า 50 ประเทศ โดยกลุ่มชาวรัสเซียเป็นฐานลูกค้าสำคัญอันดับหนึ่ง มีทั้งผู้ที่ย้ายเข้ามาทำงานและอยู่อาศัยจริง รวมถึงนักลงทุนที่ซื้อหลายยูนิตเพื่อปล่อยเช่า โดยให้ความสำคัญกับห้องพักที่มองเห็นวิวทะเลเป็นพิเศษ รองลงมาเป็นกลุ่มชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย (Expat) โดยส่วนใหญ่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งให้ความสำคัญกับความสงบ ความปลอดภัย และบริการที่สนับสนุนการใช้ชีวิตระยะยาว
ส่วนตลาดจีนยังมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและการเดินทางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังคงมีลูกค้าสนใจเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มผู้ซื้อชาวไทยที่มีกำลังซื้อสูงมักเลือกห้องขนาดใหญ่หรือเพนต์เฮาส์ เพื่อเป็นบ้านหลังที่สองหรือสาม
อย่างไรก็ตาม ตลาดต่างชาติยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมายถือครอง โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ประเภทวิลล่าและโควตากรรมสิทธิ์ห้องชุดสำหรับชาวต่างชาติ (Foreign Quota) ที่เริ่มตึงตัว ขณะที่การถือครองแบบ Leasehold ระยะเวลา 30 ปี ยังไม่ตอบโจทย์ผู้ซื้อบางกลุ่มที่ต้องการกรรมสิทธิ์แบบ Freehold ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การพัฒนาโครงการต้องเข้าใจทั้งพฤติกรรมผู้ซื้อและข้อจำกัดด้านกฎหมายอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงมองหากำลังซื้อจากต่างประเทศเท่านั้น
Affordable Luxury กลยุทธ์คุมราคา สู้เกมแข่งขัน
ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้น ลูนิคเลือกวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Affordable Luxury หรือความหรูหราที่จับต้องได้ โดยเน้นสร้างความคุ้มค่าผ่านคุณภาพการออกแบบ ฟังก์ชัน และบริการ มากกว่าการแข่งขันด้วยราคาสูง
โครงการ Lucean Bay Jomtien Pattaya เป็นอาคารสูง 60 ชั้น จำนวน 588 ยูนิต ตั้งอยู่บนถนนจอมเทียนสาย 2 ห่างจากชายหาดประมาณ 200 เมตร พร้อมวิวทะเลทุกยูนิต ราคาเริ่มต้นประมาณ 3.9 ล้านบาท และกำหนดเพดานราคาไว้ไม่เกิน 250,000 บาทต่อตารางเมตร เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันห้องพักมีตั้งแต่ขนาดประมาณ 30 ตารางเมตร ไปจนถึงเพนต์เฮาส์ขนาดกว่า 130 ตารางเมตร รองรับทั้งผู้ซื้อที่ต้องการอยู่อาศัยเองและกลุ่มนักลงทุน
"การตั้งราคาให้เหมาะสมกับกำลังซื้อเป็นหัวใจสำคัญของการทำตลาด โดยตั้งเป้าสร้างยอดขายให้ได้ตั้งแต่ช่วง Pre-selling ก่อนโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ"
ไม่ขายแค่คอนโดแต่ขาย Ecosystemการใช้ชีวิต
จุดแตกต่างของ Lucean Bay คือการพยายามยกระดับการแข่งขันจากการขายตัวอาคารไปสู่การขายแนวคิดการใช้ชีวิต โดยมีสุขภาวะเป็นแกนกลางของการออกแบบ ตั้งแต่พื้นที่ส่วนกลางไปจนถึงบริการด้านสุขภาพภายใต้แนวคิด More Life. Every Day. โครงการถ่ายทอดประสบการณ์การอยู่อาศัยผ่าน 4 มิติ ได้แก่ More Energy การเริ่มต้นวันใหม่พร้อมวิวทะเล, More Balance การใช้ชีวิตท่ามกลางบรรยากาศสงบ, More Connection การสร้างสังคมของผู้มีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน และ More Peace of Mind ความอุ่นใจจากคุณภาพโครงการและบริการด้านสุขภาพ
งานออกแบบใช้แนวคิด Coastal Calm ถ่ายทอดความสงบของชายฝั่งผ่านโทนสีธรรมชาติ วัสดุไม้ หิน และรูปทรงโค้งมน โดยได้ Tandem Architects (2001) ดูแลงานสถาปัตยกรรม ECHO BKK ออกแบบภายใน และ 1819 ดูแลงานภูมิสถาปัตยกรรมอีกหนึ่งรายละเอียดที่น่าสนใจคือการวางผังห้องแบบ Single-corridor เพื่อให้ทุกยูนิตได้รับวิวทะเล พร้อมความเป็นส่วนตัวเพียง 3-12 ยูนิตต่อชั้น และเพดานสูง 2.7 เมตรในห้องทั่วไป ส่วนเพนต์เฮาส์สูง 3.6 เมตร
4,000 ตร.ม. Wellness Facilities ดึงญี่ปุ่นด้วยออนเซ็น
พื้นที่ส่วนกลางกว่า 4,000 ตารางเมตร กระจายอยู่ใน 4 ชั้น ถูกออกแบบให้รองรับการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ
ชั้น G จัดสวนธรรมชาติ แปลงผัก สมุนไพร และผลไม้ออร์แกนิก พร้อม Wellness Lounge สำหรับให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ ชั้น 5 และชั้นลอย เป็นพื้นที่ออกกำลังกายและฟื้นฟูร่างกาย ประกอบด้วยสระว่ายน้ำระบบน้ำกรอง ฟิตเนส ออนเซ็นแยกชาย-หญิง ซาวน่าเกลือหิมาลายัน สตูดิโอพิลาทิสและโยคะ รวมถึงลู่วิ่งจ๊อกกิ้ง ส่วนชั้น 50 จัดเต็มด้วยสระว่ายน้ำวิวพาโนรามา อ่างจากุซซี สกายเลานจ์ ห้อง Private Dining และเครื่องจำลองการเล่นกอล์ฟ ขณะที่ชั้นดาดฟ้าเป็นพื้นที่สวนพักผ่อน ลานโยคะ และจุดชมวิว
การเพิ่มออนเซ็นยังสะท้อนกลยุทธ์เจาะกลุ่มลูกค้าชาวญี่ปุ่น ซึ่งให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมการแช่น้ำเพื่อผ่อนคลายและดูแลสุขภาพ ขณะที่พื้นที่ออกกำลังกายและฟื้นฟูร่างกายตอบโจทย์กลุ่ม Active Ageing ที่ต้องการรักษาความแข็งแรงและคุณภาพชีวิตในระยะยาว นอกจากนี้ โครงการยังเป็น Pet-friendly เต็มรูปแบบ มีพื้นที่และสระว่ายน้ำสำหรับสัตว์เลี้ยง พร้อมคิดส์คลับและสนามเด็กเล่น รองรับสมาชิกทุกวัยในครอบครัว
จับมือโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยาเสริมแกร่ง
อีกหนึ่งหมากสำคัญคือการสร้างความแตกต่างผ่านพันธมิตรด้านการแพทย์ โดยลูนิคจับมือกับโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา มอบสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพแก่เจ้าของห้องชุดทุกยูนิตเป็นระยะเวลา 5 ปี
ครอบคลุมการตรวจสุขภาพประจำปี ส่วนลดค่ารักษาพยาบาล และบริการรถพยาบาลรับ-ส่งระหว่างโครงการกับโรงพยาบาล ส่วนผู้ซื้อห้องชุดขนาด 2 ห้องนอนขึ้นไปจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น การปรึกษาแพทย์ออนไลน์และบริการจัดส่งยา
ทั้งสองฝ่ายยังมีแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพปีละ 4 ครั้ง เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ยังมีการนำเสนอสิทธิประโยชน์จากพันธมิตรโรงแรมและธุรกิจบริการ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับการเป็นเจ้าของ โดยข้อมูลแผนความร่วมมือที่บริษัทนำเสนอครอบคลุมสิทธิ Privilege Card สำหรับรับส่วนลดโรงแรมในเครือ Banyan Tree กว่า 100 ประเทศ รวมถึงบริการ Rental Management และการดูแลรักษาห้องชุด เพื่อรองรับกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการความสะดวกในการบริหารสินทรัพย์
Wellness Real Estate โลกโต 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ ไทยได้อานิสงส์
การขยับเข้าสู่ตลาด Wellness Real Estate ไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์เฉพาะของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นการตอบรับเมกะเทรนด์ระดับโลกข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า ตลาด Wellness Real Estate ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 876,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 หรือเติบโตเฉลี่ยประมาณ 15% ต่อปี โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดใหญ่ที่สุด มีมูลค่าประมาณ 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มมองหาที่อยู่อาศัยที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพอย่างเป็นระบบ มากกว่าการมีเพียงฟิตเนสหรือสระว่ายน้ำเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน
สำหรับประเทศไทย GWI ระบุว่า เศรษฐกิจเวลเนสมีมูลค่า 42,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เติบโต 10.1% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ Wellness Tourism มีมูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 36.4% และติดอันดับ 15 ของโลกตัวเลขเหล่านี้สะท้อนโอกาสของไทยในการต่อยอดจุดแข็งด้านบริการสุขภาพ การท่องเที่ยว และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน มาสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตระยะยาว





