อดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน แชร์แนวคิดจากแสนสิริ เปิดรถวิ่งเส้นรามคำแหง–ร่มเกล้า–ลาดกระบัง ให้ประชาชนโบกขึ้นรถได้ แม้อาจไม่ถึงจุดหมาย แต่ช่วยลดภาระการเดินทาง พร้อมชวนภาคเอกชนมอง “สิ่งที่มีอยู่” แล้วนำมาใช้ช่วยสังคม
KEY POINTS
- นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ชื่นชมบริษัทแสนสิริที่นำรถของบริษัทมาให้บริการรับ-ส่งประชาชนฟรี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วม
- รถบริการดังกล่าววิ่งในเส้นทางรามคำแหง-ร่มเกล้า-ลาดกระบัง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักจากการจราจรและน้ำท่วมขัง
- เชิญชวนให้ภาคเอกชนอื่นๆ นำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ โดยนำทรัพยากรที่มีอยู่แล้วมาช่วยเหลือสังคมในยามจำเป็น
- การกระทำดังกล่าวถือเป็นการตอบแทนสังคมที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้องค์กร โดยไม่จำเป็นต้องเป็นโครงการขนาดใหญ่
สถานการณ์น้ำท่วมขังและฝนตกหนักในช่วงวันที่ 28–30 กันยายน 2569 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการคมนาคมขนส่งในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งมีถนนสายหลักจมน้ำขังสูง รถเล็กสัญจรได้อย่างยากลำบากหรือผ่านไม่ได้ในบางช่วง ล่าสุดอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน แชร์แนวคิดจากแสนสิริ เปิดรถวิ่งเส้นรามคำแหง–ร่มเกล้า–ลาดกระบัง ให้ประชาชนโบกขึ้นรถได้ แม้อาจไม่ถึงจุดหมาย แต่ช่วยลดภาระการเดินทาง พร้อมชวนภาคเอกชนมอง “สิ่งที่มีอยู่” แล้วนำมาใช้ช่วยสังคม
บางครั้งการช่วยเหลือสังคม ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยโครงการใหญ่โต แค่ใช้สิ่งที่ธุรกิจมีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์กับคนรอบข้าง ก็อาจสร้างความหมายได้มากกว่าที่คิด
จากรถของบริษัท สู่ “รถที่ช่วยคน”
โพสต์ล่าสุดของ เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีว่า
“แสนสิริอาจจะไม่ใช่บริษัทใหญ่โตมากมาย แต่ถ้าคุณแข็งแรงพอสมควร การช่วยเหลือและตอบแทนสังคมคือสิ่งที่ต้องทำครับ”
พร้อมระบุว่า รถจากแสนสิริจะวิ่งในเส้นทาง รามคำแหง–ร่มเกล้า–ลาดกระบังและประชาชนที่พบเห็นสามารถโบกขึ้นรถได้ แม้รถอาจไม่ได้ไปส่งถึงจุดหมายปลายทางของทุกคน แต่ก็สามารถช่วยแบ่งเบาภาระการเดินทางได้บางส่วน
สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียง “รถหนึ่งคัน” แต่คือแนวคิดที่ว่า ทรัพยากรที่ธุรกิจมีอยู่แล้ว สามารถนำมาใช้ช่วยสังคมได้อย่างไร
ไม่ต้องสร้างอะไรใหม่ แค่ใช้สิ่งที่มีให้เกิดประโยชน์
ในมุมธุรกิจ เรื่องนี้สะท้อนแนวคิดที่เรียบง่าย แต่สำคัญ บริษัทจำนวนมากมีทรัพยากรที่ถูกใช้งานอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นรถ พื้นที่ บุคลากร ระบบขนส่ง หรือเครือข่ายสาขา หากนำทรัพยากรเหล่านี้มาปรับใช้เพื่อช่วยเหลือผู้คนในช่วงเวลาที่เหมาะสม ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้สูงมาก แต่ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับผู้คน อาจมากกว่าตัวเลขต้นทุนหลายเท่า นี่จึงเป็นอีกมุมของคำว่า “การตอบแทนสังคม”ไม่จำเป็นต้องเป็นโครงการ CSR ขนาดใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการถามว่าสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว วันนี้ช่วยใครได้บ้าง?
จากการช่วยคน สู่ภาพจำของแบรนด์
อีกสิ่งที่น่าสนใจคือปฏิกิริยาของผู้คนต่อโพสต์ดังกล่าว มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นขอบคุณและชื่นชมจำนวนมาก ทั้งข้อความที่กล่าวถึงการช่วยบรรเทาความเดือดร้อน รวมถึงการมองว่านี่เป็นตัวอย่างที่ภาคเอกชนรายอื่นสามารถนำไปทำตามได้
ในโลกธุรกิจ สิ่งเหล่านี้มีความหมายมากกว่าการได้รับคำชมในโลกออนไลน์ เพราะแบรนด์ไม่ได้ถูกจดจำจากโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกจดจำจาก ประสบการณ์ที่ผู้คนมีร่วมกับแบรนด์
รถหนึ่งคันอาจดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับบริษัท แต่สำหรับคนที่กำลังหาทางกลับบ้านในวันที่การเดินทางมีข้อจำกัด รถคันนั้นอาจหมายถึงเวลา ค่าใช้จ่าย และความสะดวกที่เพิ่มขึ้นและประสบการณ์เหล่านี้สามารถกลายเป็นความรู้สึกต่อแบรนด์ได้ในระยะยาว
“ธุรกิจที่แข็งแรง” อาจไม่ได้วัดแค่กำไร
ถ้าคุณแข็งแรงพอสมควร การช่วยเหลือและตอบแทนสังคมคือสิ่งที่ต้องทำ แนวคิดนี้สะท้อนมุมมองอีกด้านของการทำธุรกิจ เพราะความแข็งแรงขององค์กรไม่ได้มีเพียงเรื่องรายได้หรือกำไร แต่ยังรวมถึงความสามารถในการอยู่ร่วมกับสังคมรอบตัว ในวันที่ธุรกิจมีทรัพยากรเพียงพอ การแบ่งปันทรัพยากรบางส่วนกลับคืนสู่สังคม จึงอาจเป็นหนึ่งในวิธีสร้างคุณค่าที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้รับ แต่ยังสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ธุรกิจ–ผู้คน–สังคมไปพร้อมกัน
เรื่องเล็กที่อาจกลายเป็น “ต้นแบบ” เรื่องใหญ่
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจ อาจไม่ใช่จำนวนรถ หรือจำนวนคนที่ได้รับความช่วยเหลือ แต่อยู่ที่คำถามว่า ถ้าธุรกิจอื่นลองมองทรัพยากรของตัวเองในมุมเดียวกัน จะช่วยสังคมได้อีกมากแค่ไหน? เพราะในบางครั้ง การช่วยเหลือสังคมที่มีพลังที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่ใช้งบประมาณมากที่สุด แต่อาจเป็นสิ่งที่ ทำได้ทันที และเกิดประโยชน์กับคนตรงหน้าในทันที
และนั่นอาจเป็นบทเรียนสำคัญว่าธุรกิจที่เติบโตได้ ไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างกำไร แต่ยังมีโอกาสสร้างคุณค่าให้กับสังคมที่ทำให้ธุรกิจนั้นเติบโตขึ้นมาด้วย





