จากความเชื่อที่ว่า “มีบ้านคือความสำเร็จ” กำลังถูกแทนที่ด้วยคำถามใหม่ว่า “เป็นเจ้าของไปเพื่ออะไร?” เมื่อคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเลือกเช่า ทั้งที่มีกำลังซื้อ เพราะสิ่งที่พวกเขาไล่ล่าไม่ใช่แค่บ้าน แต่คืออิสรภาพในการใช้ชีวิตและโอกาสสร้างผลตอบแทนจากเงินทุน ในวันที่ตลาดอสังหาฯ กำลังแบ่งผู้เล่นออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน
เมื่อ "บ้าน" ไม่ใช่คำตอบเดียวของความมั่นคง
หลายสิบปีที่ผ่านมา สังคมไทยปลูกฝังว่า "บ้านหลังแรก" คือหมุดหมายของชีวิต ใครมีบ้านเร็ว เท่ากับสร้างหลักประกันให้อนาคตแต่วันนี้ ความคิดนั้นเริ่มถูกท้าทายคนรุ่นใหม่ไม่ได้ปฏิเสธการเป็นเจ้าของบ้าน หากแต่กำลังตั้งคำถามว่า การนำเงินก้อนใหญ่ไปผูกไว้กับอสังหาริมทรัพย์เป็นเวลา 30 ปี ยังเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดหรือไม่
คำตอบที่เกิดขึ้นในตลาด จึงไม่ใช่แค่ "ซื้อ" หรือ "เช่า" แต่เป็นการเลือกวิธีบริหารเงินและบริหารชีวิต
คนเช่า...ไม่ได้จนเสมอไป
หากมองลึกลงไป พฤติกรรมของผู้บริโภคสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่
1. เช่าเพราะยังไม่มีทางเลือก
คนกลุ่มแรกยังต้องการเป็นเจ้าของบ้าน แต่ติดข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ รายได้ หรือการขอสินเชื่อไม่ผ่านการเช่าจึงไม่ใช่ "ความสมัครใจ" แต่เป็นช่วงเวลารอคอย เพื่อให้ฐานะทางการเงินพร้อมมากกว่านี้คนกลุ่มนี้ยังมองว่าการซื้อบ้านคือเป้าหมายปลายทาง
2. มีกำลังซื้อ...แต่ยังไม่เจอบ้านที่ใช่
นี่คือกลุ่มที่น่าสนใจที่สุดพวกเขาไม่ได้ขาดเงิน แต่เลือกไม่ซื้อ เพราะยังไม่พบอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบโจทย์ทั้งทำเล ฟังก์ชัน ราคา และคุณภาพจึงยอมเช่าไปก่อนแต่ทันทีที่มีทรัพย์สินที่ "ถูกจริต" หลุดเข้ามาในตลาด การตัดสินใจซื้ออาจเกิดขึ้นภายในเวลาไม่นาน เพราะบ้านแบบที่ต้องการหาเช่าแทบไม่มี และโอกาสดีอาจไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย
3. เช่า...เพราะตั้งใจเช่า
นี่คือแนวคิดที่กำลังขยายตัวในคนรุ่นใหม่สำหรับคนกลุ่มนี้ บ้านไม่ใช่สินทรัพย์ที่จำเป็นต้องถือครอง หากการเป็นเจ้าของแลกมาด้วยภาระหนี้ระยะยาวการเช่าช่วยให้ย้ายที่อยู่ได้ตามจังหวะชีวิต เปลี่ยนงาน เปลี่ยนเมือง หรือเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ได้ทันที
ขณะเดียวกัน เงินดาวน์และเงินผ่อนที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน สามารถนำไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทน หรือสร้างโอกาสทางการเงินได้มากกว่าสำหรับพวกเขา "เช่าเพื่ออยู่" และ "ลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่ง" ไม่ใช่เรื่องขัดแย้งกันแต่เป็นกลยุทธ์เดียวกัน
ความต่างของคนสองยุค คือ นิยามของความมั่นคง
คนรุ่นก่อนมองว่าความมั่นคง = มีบ้านเป็นของตัวเอง แต่คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยกลับมองว่า ความมั่นคง = มีสภาพคล่อง มีเงินลงทุน และมีอิสระในการเลือกใช้ชีวิต ดังนั้น การเช่าจึงไม่ใช่การถอยหลังแต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญใหม่ของเงินทุน
อีก 1-2 ปีข้างหน้า ตลาดอสังหาฯ จะเหลือผู้ชนะเพียง 2 เกม หากเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะเติบโตช้า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยมีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบ Sideways แต่ภายใต้ภาพนิ่งนั้น พฤติกรรมผู้บริโภคกลับเปลี่ยนอย่างชัดเจน
ตลาดกำลังแยกออกเป็นสองขั้ว
ขั้วแรก ตลาดเช่าที่โตจาก "ความยืดหยุ่น" ยิ่งเศรษฐกิจไม่แน่นอน ความต้องการเช่ากลับยิ่งเพิ่มขึ้นเหตุผลไม่ใช่เพราะคนไม่มีเงินซื้อแต่เพราะคนไม่ต้องการล็อกตัวเองกับภาระหนี้ระยะยาวความยืดหยุ่นในการย้ายที่อยู่ การบริหารกระแสเงินสด และการรักษาโอกาสในการลงทุน กำลังกลายเป็นคุณค่าที่สำคัญกว่าการถือโฉนด ตลาดเช่าจึงไม่ได้เติบโตเพราะ "คนจนลง"แต่เติบโตเพราะ "วิธีคิดเปลี่ยน"
ขั้วที่สอง ตลาดซื้อที่ขับเคลื่อนด้วย "ของดีราคาถูก" ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ที่มีเงินสดหรือเครดิตแข็งแรงกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ได้เปรียบที่สุดไม่ว่าจะเป็นบ้านมือสองทำเลดีที่เจ้าของยอมลดราคา หรือโครงการใหม่ที่ผู้พัฒนาจัดแคมเปญเร่งระบายสต็อก
ตลาดไม่ได้หายไป
แต่กำลังกลายเป็นตลาดของ "นักเลือกซื้อ" คนที่พร้อมและกล้าตัดสินใจ จะมีอำนาจต่อรองมากกว่าที่เคยเกมใหม่ของอสังหาฯ ไม่ใช่ขายบ้าน แต่ต้องเข้าใจเหตุผลของคนสิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่กำลังซื้อแต่คือจิตวิทยาของผู้บริโภค
ผู้ประกอบการที่ยังสื่อสารด้วยแนวคิดว่า "ทุกคนต้องมีบ้าน" อาจกำลังพูดกับโลกใบเดิมขณะที่ผู้ชนะในอนาคต คือคนที่เข้าใจว่า ลูกค้าแต่ละกลุ่มไม่ได้มองบ้านด้วยเหตุผลเดียวกันอีกต่อไปบางคนกำลังรอโอกาสซื้อบางคนกำลังรอบ้านที่ใช่และอีกหลายคนไม่ได้รอซื้อเลย
เพราะสำหรับคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย "การเช่า" ไม่ใช่สัญลักษณ์ของการไม่มี แต่เป็นการเลือกมี "อิสรภาพ" มากกว่าการมี "กรรมสิทธิ์"นั่นอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในทศวรรษนี้


