วันอังคาร ที่ 22 กันยายน 2569

Login
Login

หมดยุค ‘เข้ากรุงเทพ’ หางาน ? Gen Y กลับบ้าน ‘ปลูกกาแฟ’ ดีมานด์ล้น-ปลูกได้หลักหมื่น-กินปีละแสนตัน

“สมาคมกาแฟพิเศษไทย” ชี้ คนไทยกินกาแฟเยอะขึ้นเรื่อยๆ ดันเกษตรกร-คาเฟ่ร้านกาแฟโตสวนทางเศรษฐกิจ ชี้ ยังมีลู่ทางไปต่ออีกมาก เหตุดีมานด์ล้น คนกินกาแฟแสนตันต่อปีแต่ผลิตได้ไม่เกิน 30,000 ตัน มองเห็น “Gen Y” กลับบ้านปลูกกาแฟพิเศษมากขึ้น ส่วนความกังวลอยู่ที่ “กาแฟทุนจีน” ทุ่มตลาด-ขายราคาต่ำไม่สะท้อนต้นทุน หวั่นทำร้านเล็ก-รถเข็นล้มตาย

KEY POINTS

  • ร้านกาแฟอาจจะดูเป็นธุรกิจมาไวไปไว แข่งขันดุเดือด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพบว่า ปริมาณการผลิตกาแฟของไทยยังไม่เพียงพอกับความต้องการสักที เฉพาะในไทยปลูกกันได้หลักหมื่นตันต่อปี ขณะที่มีอัตราการบริโภคสูงถึง 170,000 ตันต่อปี
  • หลายปีมานี้เทรนด์สุขภาพมาแรง คนออกกำลังแล้วไปนัดเจอกันต่อที่ร้านกาแฟ เปลี่ยนจากกินแอลกอฮอล์มาดื่มเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์แทน “กาแฟ” ก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย แนวโน้มการเติบโตเช่นนี้ยังเห็นได้จากความนิยมในการกลับไปทำไร่กาแฟของ “Gen Y” อายุ 35-40 ปี โดยเน้นไปที่กาแฟพิเศษที่แม้จะได้ผลผลิตยากกว่า แต่ได้ราคาดี-เป็นที่ต้องการมาก
  • ความน่ากังวลของตลาดกาแฟตอนนี้อยู่ที่การเข้ามาของกลุ่มทุนจีน แตกต่างจากทุนใหญ่จากประเทศอื่นๆ ที่ช่วยยกระดับวงการไปด้วย ขณะที่ทุนจีนเน้นทำราคาต่ำแบบไม่สะท้อนต้นทุน เสี่ยงทำร้านกาแฟไทยรายเล็กสู้ไม่ไหว-ล้มหายตายจาก

แม้คาเฟ่ร้านกาแฟจะผุดขึ้นทั่วเมือง แต่เชื่อหรือไม่ว่า ปริมาณการบริโภคกาแฟของคนไทย ณ ขณะนี้ ยังมากเกินกว่าปริมาณการผลิตกาแฟในประเทศด้วยซ้ำไป “เอ-ณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ” นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย (SCATH) ระบุว่า “ไทย” มีอัตราการบริโภคกาแฟเฉลี่ยปีละ 140,000-170,000 ตัน ขณะที่สามารถปลูกและผลิตกาแฟในประเทศได้ 30,000 ตัน ในจำนวนนี้เป็น “กาแฟพิเศษ” ประมาณ 15,000 ตัน ตลาดจึงมีช่องว่างให้เข้าไปเติมเต็มอีกมากตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ซึ่ง “เอ” บอกว่า “ไทย” เป็นประเทศที่มี “Ecosystem” ในห่วงโซ่อุปทานกาแฟครบวงจรมากที่สุดแห่งหนึ่งด้วย

นับตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา “ไทย” เริ่มเข้าสู่ยุคเฟื่องฟูของร้านกาแฟอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นก็เข้าสู่สภาวะล็อกดาวน์เมื่อโควิด-19 แพร่ระบาดทั่วโลก ตอนนั้นเองที่ทำให้พฤติกรรมคอกาแฟเริ่มเปลี่ยน จากเคยซื้อกาแฟที่ร้านก็หันมาทำ “Home Brew” หรือกาแฟสกัดเย็นกินเองที่บ้าน

แต่ไม่นานหลังจากสถานการณ์ล็อกดาวน์คลี่คลาย อีเวนต์ที่เกี่ยวข้องกับกาแฟในไทยก็เริ่มจัดเยอะและถี่ขึ้น มีร้านกาแฟพิเศษผุดขึ้นมากมาย แบรนด์ยักษ์ใหญ่-ทุนต่างชาติทยอยเข้ามาปักหลักอีกหลายเจ้า ทำให้ตลาดกาแฟขยายวงกว้างจนพฤติกรรมการกินกาแฟของคนไทยไม่ต่างจากการกินกาแฟของเมืองใหญ่ทั่วโลกอย่างซานฟรานซิสโก เมลเบิร์น หรือโตเกียวเลย

หมดยุค ‘เข้ากรุงเทพ’ หางาน ? Gen Y กลับบ้าน ‘ปลูกกาแฟ’ ดีมานด์ล้น-ปลูกได้หลักหมื่น-กินปีละแสนตัน

คนไทยกินกาแฟเยอะจนเกษตรกรปลูกไม่ทัน ผลิตได้หลักหมื่น กินทะลุ 170,000 ตัน/ปี

หลังจากคลื่นลูกที่สามของอุตสาหกรรมกาแฟพัดพาจนทำให้ “กาแฟพิเศษ” หรือ “กาแฟ Speciaty” กลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนหมู่มาก มาถึงปัจจุบัน “กาแฟ” เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันมากกว่านั้น เมื่อเทรนด์ดื่มกาแฟล้อไปกับเทรนด์รักสุขภาพในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “เอ” ชี้ให้เห็นว่า ผลสำรวจทั่วโลกและในไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกัน พบว่า คนดื่มแอลกอฮอล์น้อยลง หันมาดื่ม “นอนแอล”  หรือเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์มากขึ้น

เทรนด์ออกกำลังกายในไทยช่วงนี้ก็ควบคู่ไปกับการเข้าคาเฟ่ร้านกาแฟหลังออกกำลังหรือเป็นจุดนัดพบเพื่อทำกิจกรรมอื่นๆ กันต่อ ยิ่งพื้นที่กรุงเทพชั้นในจะยิ่งเห็นภาพแบบนี้ชัดขึ้น ภาพคนใส่ชุดออกกำลังช่วงวันหยุดเสาร์และอาทิตย์ในคาเฟ่ร้านกาแฟกลายเป็นที่ชินตา สอดคล้องกับตัวเลขผลสำรวจปริมาณการดื่มกาแฟของคนไทย พบว่า จากเคยดื่มเฉลี่ยวันละ 1.2 แก้ว ตอนนี้คนไทยดื่มกาแฟวันละ 1.5-1.7 แก้ว ซึ่งผลสำรวจนี้คาดว่า โฟกัสเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมากกว่า จึงสะท้อนเทรนด์ที่เกิดขึ้นในเขตเมืองได้ดี

ในรอบ 1-2 ปีที่ผ่านมา ราคาเมล็ดกาแฟทั่วโลกยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นราว 15-20% ผลพวงก็มาจากการบริโภคที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพอากาศแปรปรวนทำให้ผลผลิตที่ได้ลดลง ด้าน “มะเป้ง-พงษ์ศิลา คำมาก” เลขาธิการสมาคมกาแฟพิเศษไทย (SCATH) เสริมว่า “ไทย” ปลูกกาแฟได้น้อยกว่าที่บริโภค ปลูกได้เพียง 1 ใน 3 จากปริมาณการบริโภคทั้งหมดเท่านั้น ตรงกันข้ามกับพืชเศรษฐกิจอย่างข้าวที่ปลูกได้เกินความต้องการในประเทศมากกว่าสามเท่า

หมดยุค ‘เข้ากรุงเทพ’ หางาน ? Gen Y กลับบ้าน ‘ปลูกกาแฟ’ ดีมานด์ล้น-ปลูกได้หลักหมื่น-กินปีละแสนตัน -เมล็ดกาแฟสุกจากต้น-

“ร้านกาแฟที่ใช้เมล็ดกาแฟในไทยยังไม่มีตัวเลขที่แน่นอน แต่ถ้าดูตัวเลขปริมาณการใช้กับปริมาณที่ผลิตได้ พบว่า ใน 1 ปี ไทยมีอัตราการบริโภคประมาณ 140,000-170,000 ตัน แต่ปลูกและผลิตได้ 30,000 ตัน เป็นกาแฟพิเศษประมาณ 15,000 ตัน เราจะเห็นปริมาณการใช้ในประเทศไม่เพียงพอ กาแฟที่ผลิตได้ในประเทศส่วนใหญ่จึงใช้ในประเทศ มีบางร้านที่ใช้เมล็ดกาแฟไทยทั้งหมด และมีหลายๆ ร้านที่ใช้ทั้งเมล็ดกาแฟไทยและเมล็ดกาแฟนำเข้า”

คนปลูกกาแฟเงินดี “Gen Y” กลับบ้านมาทำไร่ ได้ผลลัพธ์ช้าๆ แต่มั่นคงอีกนาน

แม้ไทยยังต้องนำเข้าเมล็ดกาแฟจากต่างประเทศ แต่นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทยอยากฉายภาพให้เห็นถึง “Ecosystem” ที่มีลักษณะเฉพาะตัว เขาบอกว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้บริโภคกินกาแฟ 1 แก้ว ราคาที่ต้องจ่ายสำหรับ 1 แก้วนั้นได้ไหลไปถึงต้นน้ำอย่างเกษตรกรเยอะและชัดเจนกว่าตลาดกาแฟพิเศษประเทศอื่นๆ สาเหตุเพราะระบบนิเวศกาแฟพิเศษไทยค่อนข้างครบวงจร ซึ่ง “ไทย” มีความพิเศษตรงที่เป็นแหล่งปลูกกาแฟเองด้วย

ขณะที่ฝั่งผู้บริโภคคนกินกาแฟก็เติบโตไปพร้อมกัน หลายประเทศทั่วโลกไม่ได้ไปข้างหน้าทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ ประเทศที่คนกินกาแฟเยอะมีข้อเสียตรงที่ไม่สามารถปลูกกาแฟเองได้ หรือประเทศที่เพาะปลูกได้เป็นจำนวนมากฝั่งวัฒนธรรมคนกินก็ไม่ได้รุดหน้าไปด้วยกัน นี่เป็นความเฉพาะตัวที่ “เอ” ชี้ให้เห็นว่า แท้จริงแล้วตลาดกาแฟบ้านเรามีมูลค่าไปไกลจนดึงดูดให้คนรุ่นใหม่เข้ามาแสวงหาโอกาส

ที่น่าสนใจ คือ ภาพแบบนี้เริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ 5 ปีก่อนหน้า คนเชียงใหม่ คนเชียงราย หรือคนจังหวัดน่านที่เคยเข้ามาทำงานในกรุงเทพตัดสินใจกลับไปเป็นเกษตรกรทำไร่กาแฟจำนวนไม่น้อย เกษตรกรหลายคนที่ส่งเมล็ดกาแฟเข้าประกวดจนได้รางวัลเป็นคนอายุตั้งแต่ 35-40 ปี คนกลุ่มนี้ล้วนเคยทำงานต่างถิ่นมาก่อนทั้งทำงานรับจ้างหรือทำงานโรงงาน กระทั่งตัดสินใจย้ายกลับบ้าน กลับมาทำกาแฟส่งประกวดแล้วได้รางวัล

“ในแต่ละหมู่บ้านก็จะมีโมเดลแบบนี้ เพื่อทำให้คนรุ่นใหม่กว่านั้นคิดถึงการกลับมาทำมาหากินที่บ้าน การปลูกกาแฟสอดคล้องกับการรักษาสภาพแวดล้อม เพราะกาแฟอาจเป็นพื้นเศรษฐกิจชนิดเดียวในตอนนี้ที่สามารถปลูกแล้วอยู่คู่กับป่าได้ กาแฟจะเติบโตได้ผลผลิตที่มีคุณภาพทางรสชาติต้องอาศัยต้นไม้ใหญ่บังร่มเงา ตรงกันข้ามกับพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่ต้องโค่นต้นไม้เพื่อเปิดพื้นที่โล่งให้แสงลง เช่น ดอยช้าง และปางขอน มีพื้นที่ปลูกกาแฟค่อนข้างเยอะและปลูกมาสักพักหนึ่ง พื้นที่ไหนเป็นไร่กาแฟ พื้นไหนเป็นชุมชนปลูกกาแฟเยอะพื้นที่สีเขียวก็จะกลับมา”

หมดยุค ‘เข้ากรุงเทพ’ หางาน ? Gen Y กลับบ้าน ‘ปลูกกาแฟ’ ดีมานด์ล้น-ปลูกได้หลักหมื่น-กินปีละแสนตัน -เอ-ณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย (SCATH)-

พื้นที่ที่คนรุ่นใหม่เลือกกลับไปมักเป็นพื้นที่สูง อย่างเชียงราย เชียงใหม่ น่าน และแม่ฮ่องสอน เนื่องจากจังหวัดเหล่านี้มีพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,000 เมตรค่อนข้างเยอะ มีสภาพอากาศที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตซึ่งก็มาพร้อมกับข้อจำกัดเชิงพื้นที่ เพราะกาแฟต้องปลูกภายใต้อุณหภูมิที่เหมาะสมราว 24-26 องศาเซลเซียส และทุกๆ ความสูง 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล อุณหภูมิจะลดลงอีก 5-6 องศาเซลเซียส พื้นที่แบบนี้มีในไทยไม่เยอะมาก บวกกับสภาพอากาศแปรปรวน-โลกร้อน จึงเป็นเงื่อนไขที่ยากขึ้นกว่าเดิม

ทั้งนี้ ยังมีเรื่องของฝนหลงฤดู “กาแฟ” เป็นพืชที่มีความอ่อนไหวพอสมควร หากเก็บเกี่ยวแล้วฝนตกโดยไม่คาดคิด ผลผลิตล็อตดังกล่าวต้องทิ้งทั้งหมด แต่ก็เพราะความละเอียดอ่อนตรงนี้จึงทำให้ราคาผลผลิตดีตามไปด้วย “มะเป้ง” บอกว่า อายุเฉลี่ยของชาวนาปลูกข้าวจะอยู่ที่ 51-52 ปี ส่วนเกษตรกรปลูกกาแฟอายุเฉลี่ยต่ำมาก เพราะเป็นคนรุ่นใหม่ที่เคยทำงานในเมืองแล้วตัดสินใจกลับไปช่วยที่บ้านปลูกกาแฟ

คนกลุ่มนี้ได้รับองค์ความรู้เรื่องกาแฟพิเศษ และขอกลับไปแบ่งพื้นที่ไร่กับพ่อแม่ออกมาปลูกกาแฟพิเศษโดยเฉพาะ ซึ่งจะแตกต่างกับผลผลิตกาแฟแมสที่ได้ปริมาณมากกว่าแต่ก็มีข้อได้เปรียบเรื่องรสชาติและความต้องการของตลาดเช่นกัน ข้อดีของการปลูกต้นกาแฟ คือลงทุนเพียงครั้งเดียวเพราะเป็นไม้ยืนต้น แต่ความยากอยู่ที่กระบวนการเก็บเกี่ยวและกระบวนการแปรรูปที่ต้องใช้ความละเมียดลไม ต้องไปศึกษากับคนที่ทำแล้วประสบความสำเร็จมาก่อน ถ้ามีอะไรผิดจากเดิมไปนิดเดียวผลสะท้อนจะมาที่รสชาติทันที

หมดยุค ‘เข้ากรุงเทพ’ หางาน ? Gen Y กลับบ้าน ‘ปลูกกาแฟ’ ดีมานด์ล้น-ปลูกได้หลักหมื่น-กินปีละแสนตัน

“เอ” มองว่า ช่องว่างการเติบโตของกาแฟพิเศษยังมีที่ทางอีกมาก ตัวเลขจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า อุตสาหกรรมกาแฟพิเศษเติบโตขึ้น 12-15% เทียบกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยถือว่าเติบโตค่อนข้างเยอะ และกาแฟพิเศษยังจัดอยู่ในกลุ่มประเภทธุรกิจที่มีการเติบโตท่ามกลางอีกหลายเซกเมนต์ที่อยู่ในสภาวะหยุดนิ่ง

ยิ่งพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ที่หากได้ลอง “ของดี” ก็จะกลับไปกินแบบเดิมได้ยาก และหากเทียบกับอัตราการกินกาแฟของต่างชาติอย่างยุโรปหรือสหรัฐที่สูงกว่า 2.5-3 แก้วต่อวัน จึงมองว่า ยังมีโอกาสในตลาดไทยอีกเยอะทั้งฝั่งต้นน้ำอย่างเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ร้านกาแฟ และผู้บริโภคที่อยู่ปลายน้ำก็ด้วย

“กาแฟเป็นสินค้าที่ไม่ได้ถูกใคร Force ได้ว่า ตัวนี้ดีหรือไม่ดี ผู้บริโภคมีความพึงพอใจเป็นของตัวเอง ตลาดมันเลยกว้างจริงเพราะมีพื้นที่ให้ทุกความชอบ สิ่งนี้สำคัญ คือเขามีองค์ความรู้ บางครั้งเราไม่ได้เรียกลูกค้าว่า Consumer แต่เป็น Prosumer เพราะผู้บริโภคเก่งจริง คนที่ไปชิงแชมป์โลกชงกาแฟที่บ้านไม่มีหน้าร้านก็มี พอองค์ความรู้ยกระดับจึงหลอกลูกค้าไม่ได้ เขาไม่ได้ซื้อเพราะแพงแต่รู้สึกถึงรสชาตินี้แล้วยอมจ่าย”

หมดยุค ‘เข้ากรุงเทพ’ หางาน ? Gen Y กลับบ้าน ‘ปลูกกาแฟ’ ดีมานด์ล้น-ปลูกได้หลักหมื่น-กินปีละแสนตัน -มะเป้ง-พงษ์ศิลา คำมาก เลขาธิการสมาคมกาแฟพิเศษไทย (SCATH)-

ห่วง “กาแฟทุนจีน” ทุ่มตลาด พังโครงสร้างราคา-ทำรายย่อยปางตาย

เดิมที “กาแฟพิเศษ” เติบโตจากร้านเล็กๆ ของผู้ประกอบการรายย่อยที่มีเพียง 1 สาขา บางคนเริ่มจากเปิดขายในบ้านของตัวเองแบบง่ายๆ แต่ปัจจุบันตลาดกาแฟพิเศษไปไกลจนมี “ทุนใหญ่” เข้ามาชิมลางมากขึ้น เรื่องนี้ “เอ” มองว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบด้านลบกับตลาด ในทางกลับกันยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตลาดกาแฟพิเศษไทยโดยรวมด้วย

มองว่า ทุนใหญ่ที่เข้ามาเป็นผู้เล่นที่ค่อนข้างพรีเมียม เข้ามาเปิดประสบการณ์ มาทำร้านสเกลใหญ่ มาเซตมาตรฐานบางอย่าง อีกทั้งยังทำให้เห็นว่า “ไทย” น่าดึงดูด เป็นฮับของ “Café Hopping” พอรายใหญ่จากญี่ปุ่น ฮ่องกง หรือสิงคโปร์เข้ามา ก็เป็นสัญญาณว่า ตลาดคาเฟ่ร้านกาแฟไทยมีความน่าสนใจจริง สอดรับกับวัฒนธรรมการท่องเที่ยวของเอเชียหรือตะวันออกกลางที่สนใจมาทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ควบคู่ไปด้วยกันทั้งหมด

สิ่งที่น่ากังวลสำหรับผู้ประกอบการระดับ SMEs ในไทยไม่ใช่ทุนใหญ่กลุ่มนี้ แต่เป็นร้านกาแฟทุนจีนที่เล่นเรื่องราคาต่ำ “เอ” บอกว่า กลุ่มนี้ค่อนข้างน่ากลัวเพราะทำให้โครงสร้างราคาผิดเพี้ยนบิดเบี้ยว พอเกิดสงครามราคาก็ไม่ยั่งยืนกับอุตสาหกรรมกาแฟพิเศษโดยรวม

เขาตั้งข้อสังเกตว่า ทุนจีนบางกลุ่มไม่ได้มีความตั้งใจเข้ามาเพื่อขายกาแฟหรือสร้างแบรนด์ อาจจะเปิดร้านกาแฟเพื่อทำอะไรบางอย่างที่ไม่ได้สะท้อนต้นทุนราคากาแฟจริงๆ มีบางร้านขยับตัวเเองขึ้นไปอีกระดับแล้วนิยามว่า เป็น “Specialty Mass” หรือ “Premium Mass” ทำภาพลักษณ์ให้ดูหรูเหมือนกาแฟพิเศษแต่ขายในราคาต่ำ

หมดยุค ‘เข้ากรุงเทพ’ หางาน ? Gen Y กลับบ้าน ‘ปลูกกาแฟ’ ดีมานด์ล้น-ปลูกได้หลักหมื่น-กินปีละแสนตัน

ด้าน “มะเป้ง” เสริมว่า การขายกาแฟด้วยราคาเท่านี้ถ้าเป็นคนทำร้านกาแฟมาดูบัญชีต้นทุน จะเห็นชัดขึ้นไปอีกว่า นี่เป็นราคาขายที่เป็นไปไม่ได้ คำถามต่อมาคือถ้าเป็นไปไม่ได้แล้วร้านพวกนี้ทำไปเพื่ออะไร อาจเป็นการ “ทุ่มตลาด” หรือไม่ เพราะวิธีการแบบนี้ทำให้ร้านเล็กตายหมด ยิ่งร้านพวกนี้ขยายไปพื้นที่ต่างจังหวัด ร้านเล็กก็ยิ่งทำราคาแข่งด้วยไม่ไหว สุดท้าย SMEs ต้องออกจากตลาด แบบนี้ไม่ยั่งยืนและเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับตลาดกาแฟ ณ ขณะนี้

“เวลาเห็นใครทำแบบนี้ จะรู้สึกว่า วันข้างหน้ามันจะไม่ยั่งยืน ความงดงามของตลาดคือคนตัวเล็กตัวน้อยมีอาชีพเป็นของตัวเอง มีพาร์ทของเกษตรกร มีพาร์ทของร้าน SMEs แต่การต้องเห็นร้านเล็กๆ ออกไปเพราะมีเรื่องของโครงสร้างราคาที่เกิดมาเพื่อฆ่าหรือเป็นไปไม่ได้ก็กลัวว่าจะเป็นแบบนั้นเยอะขึ้นเรื่อยๆ”

แม้ร้านกลุ่มทุนจีนจะไม่ได้เข้ามาแข่งกับคาเฟ่กาแฟพิเศษโดยตรง พูดง่ายๆ ว่า จากราคาเริ่มต้นและอโรมาที่ได้จากเมล็ดกาแฟเจาะกลุ่มคนละตลาดอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ “มะเป้ง” พยายามชี้ให้เห็น คือบรรดาร้านกาแฟตัวเล็กๆ ตามรถเข็นหรือร้านคีออสซุ้มกาแฟที่อาจจะมีโอกาสเติบโต-ขยับมาตรฐานขึ้นในวันข้างหน้า แต่ถ้ามาเจอการทุ่มตลาดแบบนี้ร้านเล็กๆ ก็อาจจะไม่มีโอกาสไปถึงตรงนั้นก็ได้

หมดยุค ‘เข้ากรุงเทพ’ หางาน ? Gen Y กลับบ้าน ‘ปลูกกาแฟ’ ดีมานด์ล้น-ปลูกได้หลักหมื่น-กินปีละแสนตัน

ร้านกาแฟยังไม่เฟ้อ แต่เจ้าของต้องตอบให้ได้ว่า “ทำไมลูกค้าต้องเลือกเรา”

ในวันที่มีทั้งร้านจากทุนใหญ่ ทุนจีน รวมถึงระดับ “บิ๊กเพลยเยอร์” ในไทยลงมาเล่นด้วยตัวเอง ถึงอย่างนั้นนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทยก็ยังยืนยันว่า ตลาดกาแฟขณะนี้ยังไม่ถึงจุดอิ่มตัวหรือมีจำนวนร้านเยอะจนเกินไป เพราะสุดท้ายวัฏจักรร้านกาแฟก็มักจะผัดเปลี่ยนหมุนเวียนผู้เล่นที่มีทั้งคนที่ถอนตัวออกจากตลาด บ้างก็ล้มหายตายจากจนทำให้มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาทดแทนเสมอ หลายเซกเมนต์ยังมีช่องว่างให้ผู้ประกอบการเข้าถึงลูกค้าได้อีกมาก

ส่วนสาเหตุที่ร้านกาแฟหลายแห่งไปไม่รอดก็อาจจะมาจากหลายปัจจัย “มะเป้ง” ให้ความเห็นว่า หากสังเกตดูดีๆ คาเฟ่ร้านกาแฟมักกระจุกอยู่ในทำเลหรือเซกเมนต์เดิมๆ ที่มีจำนวนคู่แข่งหนาแน่นอยู่แล้ว อาทิ ย่านนิมมานเหมินทร์ จังหวัดเชียงใหม่ ย่านสุขุมวิท ย่านอารีย์ ในกรุงเทพฯ มีร้านเปิดใหม่และปิดตัวจำนวนมาก เพราะร้านกาแฟในทำเลดังกล่าวล้นและเกินความต้องการไปมาก ทั้งที่ในความเป็นจริงยังมีอีกหลายแห่งที่รอร้านกาแฟเข้าไปเปิดตลาด

สำคัญที่สุดสำหรับผู้ประกอบการที่อยากเข้าสู่ตลาดนี้ ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า จะขายใคร และคนกลุ่มนั้นมาซื้อที่ร้านเราด้วยเหตุผลอะไร เป็นคำถามที่ใหญ่มาก แต่ถ้าตอบได้ธุรกิจก็จะไปรอด เพราะตอนนี้ร้านกาแฟมี “Entry of Barriers” ต่ำมาก เปิดง่ายแต่ก็ปิดง่ายเช่นกัน ส่วนใหญ่คนที่ไปไม่รอด คือคนที่ทำตามสูตรสำเร็จ แต่โลกของกาแฟไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ร้านที่เป็นตัวของตัวเอง คนกินเดินเข้าไปแล้วสัมผัสได้ว่า บรรยากาศกับเจ้าของไปในทิศทางเดียวกัน คุณภาพดี บริการดี ทั้งหมดนี้คือใจความสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจยืนระยะได้อย่างยั่งยืน

หมดยุค ‘เข้ากรุงเทพ’ หางาน ? Gen Y กลับบ้าน ‘ปลูกกาแฟ’ ดีมานด์ล้น-ปลูกได้หลักหมื่น-กินปีละแสนตัน

“แต่ก่อนกาแฟพิเศษค่อนข้างหายาก จำนวนร้านมีน้อย ผู้บริโภคต้องยอมขับรถไกลๆ เพื่อไปกิน ตอนนั้นตลาดยังเล็ก คนทำร้านกาแฟต้องมีสองอาชีพเสมอ หนึ่งคืออาชีพเป็นบาริสต้า ไม่สามารถมีอาชีพเดียวได้ แต่วันนี้ภาพมันเปลี่ยนไปแล้ว กาแฟพิเศษดูเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว มาตรฐานกาแฟทุกที่ตอนนี้ดีหมด ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องขับรถไกลๆ เพื่อไปกินกาแฟที่ไหนแล้ว ทุกที่มีกาแฟดีๆ หมด แต่พอร้านกาแฟเยอะก็จะเริ่มกลับไปเหมือนเดิม คือเจ้าของร้านกาแฟอาจจะต้องมีสองอาชีพ เริ่มมีความไม่แน่นอน”