วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ดัชนีเชื่อมั่นเศรษฐกิจร่วง ‘เทอร์ร่า’แนะปรับกลยุทธ์รับเมกะเทรนด์ Longevity

ดัชนีเชื่อมั่นเศรษฐกิจร่วง ‘เทอร์ร่า’แนะปรับกลยุทธ์รับเมกะเทรนด์ Longevity

ในวันที่เศรษฐกิจไทยยังเต็มไปด้วยคำถาม คนไทยกลับมี “สุขภาวะทางใจ” ดีเกินคาด แต่อีกด้านหนึ่ง พวกเขากลับลังเลที่จะควักเงินซื้อสินทรัพย์ชิ้นใหญ่! นี่คือภาพสะท้อนที่น่าสนใจจากผลสำรวจของ TerraBKK ที่เก็บข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ระหว่างวันที่ 1-15 พ.ค.ที่ผ่านมา จากคนไทย 400 คนทั่วประเทศเป็นคนกรุงเทพฯ 52% ต่างจังหวัด 48% 

ผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนปรากฏการณ์ใหม่ของผู้บริโภคไทย ที่แม้จะยังมีความหวังกับ “ชีวิตตัวเอง” แต่กลับไม่มั่นใจ “อนาคตเศรษฐกิจประเทศ” และนั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญ ว่าทำไมตลาดอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ และสินค้าราคาสูงกำลังเผชิญภาวะ คนอยากซื้อ แต่ยังไม่กล้าตัดสินใจ
 

สุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด หรือ TerraBKK ระบุว่า หากพิจารณาจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index) ของ TerraBKK จะพบว่าปี 2565 ดัชนีพุ่งขึ้นถึงระดับ 79 ก่อนค่อยๆ ชะลอลงในปีถัดมา ล่าสุดในครึ่งแรกของปี 2569 ดัชนีอยู่ที่ระดับ 56 แม้ยังสูงกว่าเส้น “ไม่เชื่อมั่น” ที่ระดับ 50 แต่ก็ถือว่าลดลงชัดเจนจากยุคหลังโควิด-19 ที่คนไทยเคยกลับมามั่นใจอีกครั้ง

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ คนไทยไม่ได้กังวล “ตัวเอง” มากที่สุด เพราะเมื่อถามถึงสถานะทางการเงินส่วนบุคคลในอีก 12 เดือนข้างหน้า ค่าดัชนีอยู่ในระดับสูงถึง 80  แปลว่า คนไทยจำนวนมากยังเชื่อว่าตัวเองจะเอาตัวรอดได้ รายได้อาจดีขึ้น หรืออย่างน้อยยังพอประคองชีวิตได้
 

แต่เมื่อเปลี่ยนคำถามเป็น “เศรษฐกิจไทยในอีก 12 เดือนข้างหน้าจะดีไหม?” คะแนนกลับร่วงเหลือค่าดัชนีเพียง 38 ต่ำกว่าระดับความเชื่อมั่นอย่างชัดเจน สะท้อนว่า คนไทยกำลังอยู่ในโหมด “เชื่อมั่นตัวเอง แต่ไม่เชื่อมั่นประเทศ”

ทำไมคนยังมีเงิน แต่ไม่กล้าซื้อ?

หนึ่งในตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดของผลสำรวจนี้ คือ ค่าดัชนี “โอกาสในการซื้อสินค้ามูลค่าสูง” เช่น บ้าน คอนโดมิเนียม หรือ รถยนต์ อยู่ที่ระดับ 42 แม้คนจำนวนมากจะมองว่า ฐานะการเงินตัวเองไม่ได้แย่แต่กลับไม่กล้าตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ระยะยาว เพราะการซื้อบ้านหรือรถยนต์ในวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่อง “มีเงินดาวน์หรือไม่” แต่คือคำถามว่า อีก 3-5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจจะยังไหวไหม? 

ช่วงที่ผ่านมา คนไทยเผชิญทั้งดอกเบี้ยสูง หนี้ครัวเรือน ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ระมัดระวังกับภาระระยะยาวมากขึ้น ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่ “ดีมานด์มีอยู่จริง” แต่การตัดสินใจซื้อช้าลงกว่าเดิมมาก

คนไทยเครียดเศรษฐกิจ แต่สุขภาพใจยังแข็งแรง

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ แม้เศรษฐกิจจะสร้างความกังวล แต่สุขภาวะทางใจของคนไทยกลับยังอยู่ในระดับดี ผลสำรวจพบว่า Wellbeing Index ของคนไทยในครึ่งแรกปี อยู่ที่ระดับ 73.7 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ “ดีมาก” คำอธิบายของปรากฏการณ์นี้ อาจสะท้อนว่า หลังผ่านวิกฤติหลายปี คนไทยเริ่มปรับตัวกับความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น หลายคนไม่ได้รอ “เศรษฐกิจดี” ก่อนค่อยมีความสุขอีกต่อไป แต่เริ่มหันมาให้คุณค่ากับเรื่องใกล้ตัว เช่น สุขภาพ ครอบครัว ความสัมพันธ์ และคุณภาพชีวิตรายวัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกลงไปจะพบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนมากระหว่าง “สุขภาวะทางใจ” และ “ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ”

กลุ่มคนที่มี Wellbeing สูง มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นด้านการเงินสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น คนที่มีสุขภาวะทางใจดี ให้ค่าดัชนีสถานะการเงินตัวเองในอีก 12 เดือนสูงถึงระดับ 90 ขณะที่กลุ่มสุขภาวะต่ำ ให้เพียงระดับ 67 หรือในการมองเศรษฐกิจไทยระยะ 5 ปี กลุ่มสุขภาวะสูงอยู่ค่าดัชนี 64 แต่กลุ่มสุขภาวะต่ำให้เพียง 27 พูดง่าย ๆ คือ คนที่ใจแข็งแรง มักมองอนาคตในแง่บวกมากกว่า

6 รูปแบบชีวิตใหม่คนไทยยุคเศรษฐกิจเปราะบาง

อีกข้อมูลที่น่าสนใจจาก TerraBKK คือการแบ่งคนไทยออกเป็น 6 กลุ่มพฤติกรรมด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ กลุ่มใหญ่ที่สุด คือ “The Presentist” สัดส่วน 23% คนกลุ่มนี้มีแนวคิด “ใช้ชีวิตให้มีความสุขในวันนี้”ส่วนใหญ่เป็น Gen Z และ Gen X อาศัยในคอนโดมิเนียมหรือหอพัก แทบไม่มีงบใช้จ่ายด้านสุขภาพ สะท้อนภาพคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่เริ่มมองว่าอนาคตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจึงเลือกใช้ชีวิตกับปัจจุบันมากขึ้น

กลุ่ม “Longevity-Minded” มีราว 9% ซึ่งยอมลงทุนด้านสุขภาพเดือนละ 6,000-10,000 บาท เพื่อคุณภาพชีวิตระยะยาว คนกลุ่มนี้สะท้อนเทรนด์ใหม่ของสังคมไทยที่เริ่มมอง “สุขภาพ” เป็นสินทรัพย์ไม่ต่างจากการลงทุนทางการเงิน น่าสนใจว่า กลุ่ม “Intentional Nester” ซึ่งเน้นครอบครัวและความหมายของชีวิต กลับเป็นกลุ่มที่ยอมจ่ายด้านสุขภาพสูงที่สุด มากกว่า 10,000 บาทต่อเดือน แปลว่า หลังยุคเศรษฐกิจผันผวนคนไทยบางส่วนเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายชีวิต จากการสะสม “ทรัพย์สิน” ไปสู่การสะสม “คุณภาพชีวิต”

เมื่อเศรษฐกิจไม่แน่นอน ผู้บริโภคก็เปลี่ยนวิธีใช้เงิน

สิ่งที่ผลสำรวจนี้กำลังบอก อาจไม่ใช่แค่เรื่องกำลังซื้อที่ลดลง แต่คือ “วิธีคิดใหม่” ของผู้บริโภคไทย ในอดีต คนมักใช้รายได้ที่เพิ่มขึ้นไปกับบ้าน รถยนต์ หรือสินทรัพย์ขนาดใหญ่ แต่วันนี้ คนจำนวนมากกลับเลือกใช้เงินกับสุขภาพ จิตใจ การท่องเที่ยว หรือประสบการณ์ชีวิต เพราะในโลกที่อนาคตคาดเดายาก “ความสุขระยะสั้นที่จับต้องได้” อาจสำคัญกว่าภาระระยะยาวที่ต้องผ่อนหลายสิบปี

และนี่อาจเป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่หลายธุรกิจกำลังต้องเผชิญเมื่อผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ถามแค่ว่า “ซื้อได้ไหม” แต่ถามว่า ซื้อแล้ว ชีวิตจะดีขึ้นจริงหรือเปล่า? เป็นโจทย์ใหม่ที่ผู้ประกอบการอสังหาฯต้องปรับตัวเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น