วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘ตุลาการ’ แถลงคดี BTS ยืนตามศาลปกครองกลางให้ กทม.จ่ายหนี้ 1.1 หมื่นล้าน

‘ตุลาการ’ แถลงคดี BTS ยืนตามศาลปกครองกลางให้ กทม.จ่ายหนี้ 1.1 หมื่นล้าน

"ศาลปกครองสูงสุด" พิจารณาคดีหนี้ติดตั้งและเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว "ตุลาการ" แถลงยืนตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางให้ กทม.และกรุงเทพธนาคม จ่ายค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงตามสัญญา 1.1 หมื่นล้านบาท

รายงานข่าวจาก ศาลปกครองสูงสุด ระบุว่า ในวันที่ 17 ส.ค.2566 ศาลปกครองสูงสุดมีกำหนดนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ในคดีหมายเลขดำที่ อ.2226/2565 ระหว่างบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า BTS ซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดี กับกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด (ผู้ถูกฟ้องคดี 2) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว

คดีนี้ BTS ฟ้องว่ากรุงเทพมหานคร กับพวกรวม 2 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) ผิดสัญญาการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุง โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ตามสัญญากรณีผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ชำระค่าตอบแทนตามสัญญาให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือทวงถามให้ชำระค่าตอบแทนตามสัญญาแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉย เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย

สำหรับคดีนี้ตุลาการผู้แถลงคดีได้มีความเห็นให้ยืนตามศาลปกครองกลาง ที่มีคำพิพากษาให้กรุงเทพมหานครและบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด ชำระหนี้ที่เกิดขึ้นตามสัญญาให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงส่วนต่อขยาย โดยให้เหตุผลว่าคดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้ให้คู่ความสองฝ่ายชี้แจงพยานหลักฐานในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา และถือว่ามีข้อมูลครบถ้วนในการพิจารณา

รวมทั้งตุลาการผู้แถลงคดีเห็นว่าหนี้ตามที่ฟ้องมีการชำระมาแล้ว โดยรัฐไม่ได้ปฏิเสธหนี้สินและดอกเบี้ย ส่วนการระบุถึงกรณีที่มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับการทำสัญญาจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงถึงเป็นเรื่องของ ป.ป.ช. ซึ่งยังไม่มีการสรุปว่าการทำสัญญาดังกล่าวถูกหรือผิด

ส่วนในประเด็นที่รัฐระบุถึงเหตุของการไม่ชำระหนี้ เพราะมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2562 เรื่องการดําเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งกำหนดให้มีการเจรจาร่วมกับผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยในประเด็นนี้จะใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ชำระหนี้ไม่ได้

นอกจากนี้ เมื่อตุลาการผู้แถลงคดีให้ความเห็นต่อคดีเรียบร้อยแล้วต่อไปศาลปกครองสูงสุดจะนัดอ่านคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ใช้หนี้ตามสัญญา

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 ก.ย.2565 ศาลปกครองชั้นต้นได้พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยให้ชำระให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด โดยแบ่งเป็น

1.หนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 จำนวน 2,348 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 2,199 ล้านบาท

2.หนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 2 จำนวน 9,406 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 8,786 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี เนื่องจากศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ภายหลังจากการทำสัญญา ผู้ฟ้องคดีได้ให้บริการเดินรถไฟฟ้าในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวในส่วนต่อขยายที่ 1 เรื่อยมา และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ได้ชำระค่าจ้างรายเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดีครบถ้วนต่อเนื่องจนถึงเดือน เม.ย.2562 แต่หลังจากนั้นตั้งแต่เดือน พ.ค.2562 ถึงเดือน พ.ค.2564 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จ่ายเงินค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงไม่ครบถ้วนเต็มจำนวน

กทม.และกรุงเทพธนาคมไม่ชำระหนี้

นอกจากนี้ตามสัญญาข้อ 71 กำหนดว่าหากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่จ่ายค่าจ้างให้ผู้ฟ้องคดีภายในวันที่ 20 ของเดือนถัดไป ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ต้องชำระดอกเบี้ยสำหรับค่าจ้างที่ค้างชำระนั้นในอัตราดอกเบี้ยตามสัญญา เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ชำระค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงดังกล่าว จึงถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้แล้วโดยมิพักต้องเตือน 

ดังนั้นเมื่อรวมต้นเงินและดอกเบี้ยของหนี้ค้างชำระค่าเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว

ส่วนต่อขยายที่ 1 ตามสัญญา จึงมีหนี้เงินรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,348 ล้านบาท

ส่วนต่อขยายที่ 2 มีข้อเท็จจริงปรากฏว่ายังไม่มีนโยบายให้เก็บค่าโดยสาร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงไม่สามารถนำเงินค่าโดยสารไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการได้

ดังนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงไม่ได้ชำระค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าให้แก่ ผู้ฟ้องคดีตั้งแต่ที่มีการเดินรถในเดือน เม.ย.2560 ถึงเดือน พ.ค.2564

ซึ่งกรณีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และผู้ฟ้องคดียืนยันสอดรับกันเกี่ยวกับจำนวนต้นเงินค่าเดินรถและค่าซ่อมบำรุงที่ค้างชำระ และเมื่อสัญญากำหนดให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดไว้แล้ว กรณีจึงมีหนี้เงินรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,406 ล้านบาท

ดังนั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีหนี้ค้างชำระตามสัญญาในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวตามสัญญา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้แก่ผู้ฟ้องคดีด้วยผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด