วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศูนย์ทดสอบยานยนต์ “อีอีซี” ดันไทยศูนย์กลางอาเซียน

ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (Automotive and Tyre Testing, Research and Innovation Center) หรือ ATTRIC เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของไทย เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของ อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต รวมทั้งผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางผู้ผลิตในอาเซียน

ในปี 2559 คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ดำเนินโครงการตั้งศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ วงเงิน 3,705.7 ล้านบาท โดยภาครัฐลงทุนบนพื้นที่ 1,235 ไร่ ตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา 

ปัจจุบันดำเนินการก่อสร้างเสร็จแล้ว 55% ใช้เงินงบประมาณไป 2,038 ล้านบาท คงเหลือการดำเนินงานอีก 45% ในวงเงินงบประมาณ 1,667.69 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2569

ทั้งนี้ ศูนย์ทดสอบฯ ครอบคลุมการทดสอบมาตรฐานรถยนต์ครบวงจรและมีมาตรฐานสากลแห่งแรกในอาเซียน โดยรองรับการทดสอบรถเครื่องยนต์สันดาปภายในและรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) สำหรับค่ายรถทั่วโลก รวมทั้งสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนสำหรับเอสเอ็มอี

นอกจากนี้ สมอ.เสนอให้ศูนย์ทดสอบยางยนต์และยางล้อแห่งชาติเป็นองการค์มหาชน ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ดีที่สุด และดำเนินการตามผลการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) เพื่อให้มีอิสระในการดำเนินงานและไม่เป็นภาระรัฐ

ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าภายหลังลงพื้นที่ตรวจติดตามความคืบหน้าการพัฒนาเมื่อวันที่14 ก.ค.2566 พบว่า ปัจจุบันมีความคืบหน้าไปเกินครึ่งแล้ว โดยจะเป็นสถานที่ทดสอบยานยนต์ (Automotive) และยางล้อ (Tyre) มาตรฐานระดับโลก และจะเป็นฮับการทดสอบ (Testing) การวิจัย (Research) และนวัตกรรม (Innovation) อันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับที่ 11 ของโลก 

ทั้งนี้ คาดว่าศูนย์ทดสอบฯ จะมีรายได้ปีละ 1,000 ล้านบาท รวมทั้งช่วยให้ผู้ประกอบการประหยัดค่าใช้จ่าย และลดระยะเวลาในการส่งผลิตภัณฑ์ไปทดสอบที่ต่างประเทศ ประมาณ 30-50% และสร้างเม็ดเงินสะพัดในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 148 ล้านบาทต่อปี โดยเปิดบริการสนามทดสอบยางล้อ สนามทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.2562 มีผู้ประกอบการเข้ามาใช้บริการสนามทดสอบยางล้อแล้ว 300 ราย

ศูนย์ทดสอบยานยนต์ “อีอีซี” ดันไทยศูนย์กลางอาเซียน

สำหรับสนามทดสอบแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ระยะ คือ 

เฟสที่ 1 ส่วนทดสอบยางล้อ ได้ดำเนินการก่อสร้างสนามทดสอบยางล้อ ตามมาตรฐาน UN R117 (เกณฑ์มาตรฐานยางล้อที่จัดทำโดยคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งยุโรปของสหประชาชาติ) อาคารสำนักงานพร้อมห้องปฏิบัติการและระบบสาธารณูปโภค 

รวมทั้งจัดซื้อเครื่องมือทดสอบยางล้อตามมาตรฐาน UN R117 รวม 2 รายการ ได้แก่ ชุดเครื่องมือทดสอบความต้านทานการหมุน และชุดเครื่องมือทดสอบมลพิษทางเสียงขณะหมุนและการยึดเกาะถนนบนพื้นผิวเปียก โดยเปิดบริการทดสอบตั้งแต่ต.ค.2562

เฟสที่ 2 ส่วนทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ได้ก่อสร้างอาคารและระบบสาธารณูปโภค ตลอดจนสนามทดสอบเสร็จแล้ว ได้แก่ อาคารควบคุมการทดสอบ สนามทดสอบระบบเบรก (Brake Performance) สนามทดสอบระบบเบรกมือ (Park Brake (Test Hill)  สนามทดสอบพลวัต (Dynamic Platform) สนามทดสอบการยึดเกาะขณะเข้าโค้ง (Skid-Pad) 

รวมทั้งจัดซื้อเครื่องมือทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ 4 รายการ ได้แก่ ชุดทดสอบจุดยึดเข็มขัดนิรภัย ระบบยึดแบบไอโซฟิก และจุดยึดไอโซฟิกทอปเทเทอร์ ชุดทดสอบที่นั่ง จุดยึดที่นั่ง และพนักพิงศรีษะสำหรับใช้ในยานยนต์ ชุดทดสอบเข็มขัดนิรภัยสำหรับรถยนต์ และชุดเครื่องมือทดสอบห้ามล้อสำหรับรถยนต์บรรทุกและห้ามล้อสำหรับรถยนต์นั่งแล้วเสร็จ 

ขณะนี้เหลือเพียงก่อสร้างสนามทดสอบความเร็วและสมรรถนะ (High Speed) ตามมาตรฐาน UN R117 ทางวิ่ง (Run-In) ส่วนต่อขยายจากสนามทดสอบยางล้อเพื่อการทดสอบตามมาตรฐาน UN R117 สถานีเตรียมสภาพรถ จัดซื้อชุดเครื่องมือทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ 3 รายการ ได้แก่ ชุดเครื่องมือทดสอบการยึดเกาะถนนการเข้าโค้ง ชุดเครื่องมือทดสอบอุปกรณ์เลี้ยวสำหรับยานยนต์ และชุดเครื่องมือทดสอบการป้องกันผู้โดยสารเมื่อเกิดการชนด้านหน้าและด้านข้างของยานยนต์

บรรจง สุกรีฑา เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กล่าวว่า ส่วนที่เหลือ 45% เป็นการสร้างสนามที่ 6 ทดสอบความเร็วและสมรรถนะ และชุดทดสอบการชนด้านหน้าและด้านข้างของยานยนต์เพื่อทดสอบอีวี วงเงิน 1,667.69 ล้านบาท แบ่งเป็นปี 2566 วงเงิน 473.52 ล้านบาท ปี 2567 วงเงิน 597.09 ล้านบาท และปี 2568 วงเงิน 597.08 ล้านบาท

“ปัจจุบันชุดทดสอบการชนด้านหน้าและด้านข้างของยานยนต์และสนามรวมทั้งห้องทดสอบ ได้ผู้ชนะประมูลแล้ว ขณะที่สนามทดสอบความเร็วและสมรรถนะอยู่ระหว่างการประกาศเปิดประมูลครั้งที่ 2 ในเดือน ก.ค.นี้ หลังจากที่ครั้งแรกมีผู้ประมูลรายเดียวจึงต้องประมูลใหม่เพื่อเปิดโอกาสทุกฝ่าย”

ทั้งนี้ สมอ.ได้งบประมาณ 1,667.69 ล้านบาท เรียบร้อยแล้วและเหลือเพียงการจัดจ้างที่ต้องเป็นไปตามแผน เพื่อให้การเบิกจ่ายเป็นไปตามไทม์ไลน์