background-default

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม 2569

Login
Login

‘สภาพัฒน์’ ผวา ‘เอลนีโญ’ กดดันเศรษฐกิจ แนะ ‘รัฐบาลใหม่’ เร่งทำแผนด่วนรับมือ

‘สภาพัฒน์’ ผวา ‘เอลนีโญ’ กดดันเศรษฐกิจ  แนะ ‘รัฐบาลใหม่’ เร่งทำแผนด่วนรับมือ

'สศช.' ชี้เอลนีโญลากยาวจ่อซ้ำรอยปี 58 และปี 62 ที่ไทยเผชิญภัยแล้งรุนแรง กระทบ GDP เกษตรหดตัวได้มากถึง 6.5% กระทบรายได้ กำลังซื้อเกษตรกร ส่วนภาคอุตสาหกรรมอาจเกิดปัญหาขากแคลนน้ำดิบที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม แนะเริ่มแผนบริหารจัดการน้ำช่วงฝนทิ้งช่วง ทำฝนหลวงเสริมปริมาณน้ำ

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่าภาวะภัยแล้งที่จะเกิดจากสภาวะเอลนีโญซึ่งมีแนวโน้มที่รุนแรงต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ซึ่งจากการคาดการณ์ของจาก National Weather Service; Climate Prediction Centre (NOAA) ได้คาดการณ์เกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้และมีโอกาส 62% ที่จะเข้าสู่เอลนีโญตั้งแต่ช่วงเดือนพ.ค. 2566 ถึงเดือนก.ค. 2566 และการเกิดขึ้นอาจต่อเนื่องไปจนถึงกุมภาพันธ์ 2567 หรือยาวนานไปมากกว่านั้น

 นอกจากนี้กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าประเทศไทยจะมีปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าค่าปกติ ประมาณ 5% ประกอบกับอุณหภูมิจะสูงกว่าค่าปกติ โดยคาดว่าจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 25 - 34 องศาเซลเซียส (ค่าปกติ 28.6 องศาเซลเซียส) ในช่วง เดือนพฤษภาคม 2566 ถึงเดือนกรกฎาคม 2566

ภัยแล้งปี 62 ทำจีดีพีเกษตรเคยหดตัว 6.5% 

นายดนุชา กล่าวว่าในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยเผชิญกับปัญหาภัยแล้งเนื่องจากสภาวะเอลนีโญที่รุนแรงในปี 2558 และปี 2562 ที่มีสภาวะเอลนีโญ เกิดขึ้นและเป็นช่วงที่ปริมาณฝนสะสมน้อยและอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าค่าปกติเกือบทุกเดือน ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำใช้ได้จริงของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ในภาคเกษตร (จีดีพีเกษตร)อย่างรุนแรง

โดยในปี 2558 จีดีพีเกษตรหดตัวไปถึง 6.5% ส่วนในปี 2562 จีดีพีเกษตรหดตัวลงไป 1% ซึ่งสะท้อนว่าสภาวะเอลนีโญส่งผลต่อรายได้ภาคเกษตร และกำลังซื้อของเกษตรกรในประเทศไทยด้วย

ดังนั้นภายใต้การคาดการณ์แนวโน้มการเข้าสู่สภาวะเอลนีโญนั้นประเทศไทยจึงควรเตรียมความพร้อมโดยการเฝ้าระวัง ติดตาม และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และดำเนินมาตรการบริหารจัดการเพื่อรองรับสถานการณ์อย่างเหมาะสม และทันท่วงที โดยเฉพาะแนวทางการจัดสรรทรัพยากรน้ำและพื้นที่เพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน การหาแหล่งน้ำสำรอง และการเตรียมความพร้อมของเครื่องจักรให้อยู่สภาพพร้อมใช้งาน

ควบคู่ไปกับการดูแลผลผลิตภาคเกษตรที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจาก ความแปรปรวนของสภาพอากาศซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตและคุณภาพสินค้า จนทำให้รายได้เกษตรลดลง รวมทั้งการให้ ความสำคัญกับปัญหาต้นทุนวัตถุดิบทางการเกษตรที่ยังอยู่ในระดับสูงด้วย

ภัยแล้งกระทบปริมาณน้ำภาคอุตสาหกรรม

นอกจากในภาคเกษตรผลกระทบของภัยแล้งจะมีผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมด้วย เนื่องจากบางอุตสาหกรรมจะขาดแคลนน้ำดิบที่ใช้ในกระบวนการผลิต กระบวนการหล่อเย็น ซึ่งพื้นที่น่าเป็นห่วงคือพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งในส่วนนี้ภาคเอกชนก็มีการเตรียมความพร้อมแล้ว เช่น การทำกระบวนการรีไซเคิลนำน้ำทิ้งกลับมาใช้ใหม่

แนะเตรียมแผนสำรองน้ำ - ทำฝนหลวง 

ทั้งนี้แผนการแก้ปัญหาในการรับมือภัยแล้งของภาครัฐก็ต้องมีแผนที่จะรองรับ เช่น การทำฝนหลวงในช่วงที่ฝนทิ้งช่วง เพื่อเติมน้ำในเขื่อน และช่วยให้พื้นที่บริเวณที่ขาดแคลนน้ำมาก โดยแผนการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมนั้นเป็นของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งจะมีข้อมูลน้ำในระดับพื้นที่ทำให้สามารถวางแผนการแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง