“การบินไทย” เร่งหารายได้ดันหลุดแผนฟื้นฟูก่อนกำหนดปลายปี 2567 หลัง EBITDA จ่อพุ่งมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท ชี้ทิศทางผลการดำเนินงานบวกต่อเนื่อง ปีนี้คาดรายได้โต 40% ทะลุ 1.2 แสนล้าน ขณะที่เคบิ้นแฟกเตอร์คงระดับ 80% เตรียมรับมอบฝูงบินเพิ่ม 9 ลำปีนี้ บุกฮับบินจีน-ญี่ปุ่น
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงเป้าหมายดำเนินงานภายหลังรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า การบินไทยจะออกจากแผนฟื้นฟูกิจการก่อนเป้าหมายเดิมที่วางไว้ในปลายปี 2567 และกลับไปซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ภายในปี 2568 เนื่องจากขณะนี้ผลการดำเนินงานของการบินไทยเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เดือน พ.ค.2565
ประกอบกับความต้องการการเดินทางยังมีสูง จึงคาดว่าผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นนั้นจะผลักดันให้ผลการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน ภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA) จะเป็นบวกมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเข้าเกณฑ์ข้อกำหนดของการยื่นขอออกจากแผนฟื้นฟูกิจการที่ระบุว่าบริษัทฯ ต้องมี EBITDA หักลบค่าเช่าและเงินสด ย้อนหลัง 12 เดือน ต้องคงเหลือมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท
สำหรับปัจจุบันการบินไทยดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดไปแล้วราว 70% ซึ่งยังคงเหลือเรื่องของการจัดหาเงินทุนใหม่ วงเงิน 20,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาเปรียบเทียบแนวทางจัดหาเงินทุนใหม่ และรอประเมินสถานการณ์ทางการเงินว่ามีความจำเป็นต้องจัดหาเงินทุนมากน้อยเพียงใด เนื่องจากปัจจุบันการบินไทยมีกระแสเงินสด (แคชโฟว์) เข้ามาต่อเนื่อง สะสมอยู่ในระดับ 35,000 ล้านบาท
ดังนั้นหากกลางปีนี้ผลการดำเนินงานยังคงบวกต่อเนื่อง การบินไทยก็อาจยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหาทุนใหม่ หรืออาจมีการจัดหาเพียง 12,500 ล้านบาท โดยที่ปรึกษาทางการเงินจะเป็นส่วนช่วยวิเคราะห์ในการทำแผนจัดหาวงเงินทั้งหมด เบื้องต้นจะเลือกระหว่าง การจัดหาสินเชื่อใหม่แบบสินเชื่อระยะยาว (Term Loan) ไม่เกิน 6 ปี ไม่เกิน 12,500 ล้านบาท หรือการจัดหาสินเชื่อหมุนเวียนในวงเงินไม่เกิน 12,500 ล้านบาท แนวทางใดแนวทางหนึ่ง เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเพิ่มทุนใหม่
ดันรายได้ทะลุ 1.2 แสนล้าน
ขณะที่ภาพรวมการดำเนินงานในปัจจุบัน การบินไทยมีอัตราบรรทุกผู้โดยสาร (เคบิ้นแฟกเตอร์) เฉลี่ยประมาณ 80% และคาดว่าทั้งปี 2566 จะคงอยู่ในระดับ 80% ส่วนรายได้ในปีนี้คาดว่าจะเติบโตราว 40% จากปี 2565 ที่คาดการณ์รายได้ 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งเริ่มกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ที่การบินไทยมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 1.6-1.7 แสนล้านบาทต่อปี ด้านความสามารถทำการบิน
ขณะนี้การบินไทยเริ่มกลับมาทำการบินคิดเป็น 65% ของเส้นทางบินทั้งหมด หากเทียบกับปี 2562 และมีแผนจะทยอยเปิดบินเพิ่มเติมต่อเนื่องในเส้นทางเอเชีย จีน ญี่ปุ่น และยุโรปในเมืองที่มีความนิยมสูง โดยเฉพาะจีนภายหลังเปิดประเทศ และมีดีมานด์เดินทางจำนวนมาก การบินไทยเตรียมเพิ่มจุดบินจาก 5 เมืองเป็น 8 เมือง
“จากผลการดำเนินงานที่เป็นบวกต่อเนื่องตั้งแต่เดือน พ.ค.2565 ประกอบกับแนวโน้มการฟื้นตัวของดีมานด์ที่มีอยู่ ทำให้เรามั่นในว่าปีนี้ EBITDA จะเป็นบวกมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท เข้าเกณฑ์ออกจากแผนฟื้นฟูได้ ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายกำหนดในปลายปี 2567 และกลับเข้าซื้อขายหลักทรัพย์ภายในปี 2568”
รับเครื่องบินใหม่ 9 ลำปีนี้
นายชาย กล่าวต่อว่า ปัจจุบันการบินไทยมีฝูงบินให้บริการบินจำนวน 41 ลำ แต่ขณะนี้อุตสาหกรรมการบินกลับมาฟื้นตัว ปริมาณผู้โดยสารเดินทางมากขึ้น การบินไทยจึงมีแนวคิดที่จะนำเครื่องบินที่รอการขาย คือ แอร์บัส A 330 และ โบอิ้ง 777-200ER รวม 8 ลำมาปรับปรุงให้บริการ
ขณะเดียวกันในปีนี้ การบินไทยยังอยู่ระหว่างรอการส่งมอบเครื่องบินเช่า เพื่อนำมาเสริมบริการอีกจำนวน 9 ลำ ประกอบด้วย แอร์บัส A 350 จำนวน 6 ลำ และเครื่องบินลำตัวกว้างอีก 3 ลำ ที่รอการเจรจาเข้ามาประจำฝูงบิน โดยคาดว่าการรับมอบฝูงบินใหม่จำนวนนี้จะทยอยเข้ามาตั้งแต่เดือน เม.ย.เป็นต้นไปจนถึงกลางปีนี้
ส่งผลให้ภายในปี 2566 การบินไทยจะมีเครื่องบินในฝูงบินให้บริการรวมกว่า 58 ลำ ซึ่งจำนวนนี้ไม่รวมเครื่องบินไทยสมายล์ รุ่นแอร์บัส A 320 อีก 20 ลำ
ขณะที่แผนดำเนินงานในปี 3-5 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ และทดแทนเครื่องบินที่ปลดระวางรอการขายรวมกว่า 22 ลำ เนื่องจากมีอายุการใช้งานเฉลี่ยกว่า 20 ปี ประกอบด้วย แอร์บัส A380 จำนวน 6 ลำ, แอร์บัส A340-500 จำนวน 2 ลำ, แอร์บัส A340-600 จำนวน 2 ลำ, โบอิ้ง B777-300 จำนวน 6 ลำ และโบอิ้ง B777-200 จำนวน 6 ลำ โดยการบินไทยวางแผนจัดหาเช่าเครื่องบินเพื่อเสริมบริการเพิ่มเติมกว่า 20 ลำ ซึ่งเป็นแผนที่ไม่เร่งด่วนอยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมของประเภทเครื่องบิน
ไม่ต้องเร่งขายทรัพย์สิน
ส่วนแผนจำหน่ายสินทรัพย์ จากสถานการณ์ขณะนี้ ยืนยันว่าการบินไทยไม่มีความจำเป็นที่จะเร่งขายสินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์ และอาคารสำนักงานของการบินไทยที่มีอยู่ หากไม่ได้รับข้อเสนอด้านราคาที่เหมาะสม โดยปัจจุบันการบินไทยมีอสังหาริมทรัพย์ทั้งไทยและต่างประเทศ ประกอบด้วย อาคารสำนักงานใหญ่การบินไทย และอาคารสำนักงานครัวการบินไทย ท่าอากาศยานดอนเมือง ที่มีมูลค่ารวมกว่า 12,000 ล้านบาท และอาคารสำนักงานขายจังหวัดเชียงใหม่ อาคารสำนักงานขายจังหวัดพิษณุโลก สำนักงานขายและบ้านพักลอนดอน ,อินโดนีเซีย และฮ่องกง ที่มีมูลค่ารวมหลักพันล้านบาท
ทั้งนี้ ความคืบหน้าของการลงทุนหน่วยธุรกิจนอกเหนือกิจการการบิน (Non Aero) ปัจจุบันการบินไทยอยู่ระหว่างศึกษานำธุรกิจครัวการบินที่มีศักยภาพทำรายได้มาพิจารณาถึงรูปแบบและความเหมาะสมของการเปิดให้เอกชนรายอื่นร่วมลงทุน
ส่วนโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) ขณะนี้การบินไทยอยู่ระหว่างทบทวนแผนลงทุนเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปีนี้ หลังจากนั้นจะนำไปหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อพิจารณารายละเอียดพัฒนาโครงการ ส่วนรูปแบบการลงทุนจะร่วมทุนกับพันธมิตรหรือไม่ยังอยู่ระหว่างศึกษา แต่ยอมรับว่าการร่วมลงทุนที่มีพันธมิตรเป็นประโยชน์ให้โครงการแข็งแกร่งมากกว่า เนื่องจากพันธมิตรจะมีฐานลูกค้าที่นำมาสนับสนุนได้









