สถานการณ์เศรษฐกิจไทยและโลกกำลังอยู่บนทางแยกสำคัญในมุมมองของดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา(อังก์ถัด) ได้นำเสนอบทความที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
เวลาที่เรานึกถึงระบบธรรมาภิบาลโลกที่เป็นธรรมโดยมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาอย่างครบถ้วนเรามักอยากเห็นว่าประเทศที่พัฒนาแล้วดำเนินนโยบายที่ให้ความเห็นอกเห็นใจประเทศที่ยากจนกว่า เช่น ในอดีตเรามักจะกล่าวถึงเป้าหมายการให้ความช่วยเหลือทางการเงินอย่างน้อย1% ของผลผลิตมวลรวมของประเทศที่พัฒนาแล้วแต่เป้าหมายนี้ก็ถูกละเลยโดยประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศกำลังพัฒนาโดยทั่วไปกลับถูกมองว่าเวลานี้เป็นคู่แข่งที่สำคัญของประเทศที่พัฒนาแล้วและสินค้าส่งออกมักจะถูกกีดกันโดยการตั้งมาตรการที่ไม่เป็นภาษีอากรมากีดขวางไว้
“การเจรจาการค้าโลกรอบโดฮาที่เน้นเรื่องการค้าและการพัฒนาเป็นหลักจึงยังไม่อาจจบลงได้และคงจะไม่จบได้ในที่สุดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของขององค์การสหประชาชาติโดยเฉพาะในหัวข้อหุ้นส่วนในการพัฒนาระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนาจึงดูว่าจะมีโอกาสที่ยังเข้าเป้าได้ยากอยู่มาก”
สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้นไปกว่านี้ในปัจจุบันก็คือแม้ว่าจะไม่มีการให้ความช่วยเหลือหรือไม่มีการช่วยเหลืออย่างจริงจังประเทศที่พัฒนาแล้วยังทำตัวเป็นผู้ที่สร้างปัญหาให้กับประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศที่มีรายได้ต่ำอยู่มาก
ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากการล่มสลายของเศรษฐกิจสหรัฐ จากปี2008 - 2009ที่เรียกกันว่าเป็น‘การถดถอยทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ของโลก’แท้ที่จริงก็เกิดจากปัญหาของการเปิดเสรีทางการเงินอย่างไม่ยั้งคิดของสหรัฐที่เปิดโอกาสให้มีการเกิดขึ้นของตลาดการเงินเงาที่มีการเก่งกำไรกันอย่างสูงการปล่อยให้มีการสร้างตราสารทางการเงินรูปแบบต่างๆที่ซ่อนความเสี่ยงไว้อย่างแนบเนียนและในที่สุดการล่มสลายของตลาดการจำนองอสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพต่ำที่ทำให้สถาบันการเงินหลายแห่งในสหรัฐอยู่ในสถานะล้มละลายหากทางการไม่เข้ามาพยุงไว้ก่อนผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
จากความอ่อนแอของระบบสถาบันการเงินทำให้เกิดภาวะการถดถอยอย่างรุนแรงซึ่งแพร่ขยายไปทั่วโลกและมีผลที่รุนแรงที่สุดต่อประเทศที่มีรายได้น้อยที่มีความอ่อนแอทางโครงสร้างเศรษฐกิจอยู่แล้ว
เมื่อประเทศพัฒนาแล้วเข้ามาแก้ไขปัญหาด้วยการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบอย่างไม่จำกัดเงินทุนที่ไม่สามารถหาแหล่งที่จะไปใช้ได้ในประเทศของตนเนื่องจากธุรกิจยังติดหนี้สินที่ยังต้องใช้เวลานานเพื่อลดภาระหนี้ก็ทำให้เงินทุนส่วนเกินเหล่านั้นไหลไปสู่ประเทศกำลังพัฒนาที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าและไปกดดันให้ค่าเงินของประเทศเหล่านั้นแข็งตัวขึ้นมาโดยไม่ได้มาจากปัจจัยทางบวกภายในประเทศสุดท้ายก็มีผลในการทำให้ภาวะการแข่งขันในตลาดส่งออกของประเทศเหล่านี้อ่อนแอลงซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
จากสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกภายหลังการระบาดของโควิด-19เป็นที่คาดการณ์ได้ว่าจะมีการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อเป็นที่แน่นอนเมื่ออุปทานยังไม่สามารถเพิ่มขึ้นมาได้อย่างทันท่วงทีภาวะการว่างงานยังมีอยู่มากรวมทั้งสมรรถภาพทางการผลิตก็ยังไม่กลับคืนเข้าสู่สภาพเดิม
ในขณะที่อุปสงค์เริ่มเพิ่มสูงมากขึ้นเมื่อประเทศต่างๆได้อัดฉีดเงินช่วยเหลือประชาชนให้เข้าสู่ระบบกันอย่างมากมายและการกลับคืนสู่ระดับอุปสงค์ปกติขึ้นจากสภาพการปรับตัวของระบบเศรษฐกิจตามปกติเช่นนี้หลังการลดลงของโรคระบาดแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าอุปโภคย่อมมีอยู่แล้วโดยธรรมชาติแต่ก็กลายเป็นสภาวะการขึ้นของราคาสินค้าทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงกว่าธรรมดาก็เนื่องมาจากสงครามยูเครน-รัสเซียที่มีผลทำให้ราคาพลังงานและธัญพืชพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหลายประเทศทั่วโลกประสบปัญหาคล้ายๆกันของการอุบัติขึ้นของอัตราเงินเฟ้อที่สูงสุดที่ไม่เคยปรากฏขึ้นในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา
ภาวะเงินเฟ้อที่สูงผิดปกติของปีนี้จึงมีสาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยทางด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลักมากกว่าที่จะมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจเช่น ที่ต่อเนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีลักษณะเป็นฟองสบู่หรือจากการขยายตัวของปริมาณเงินที่เกินพอดีกับสมรรถภาพทางการผลิตของระบบเศรษฐกิจ
"ภาวะเงินเฟ้อในครั้งนี้จะลดลงได้อย่างจริงจังก็เมื่อปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์เริ่มผ่อนคลายลงไม่ใช่จากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานของธนาคารกลางให้สูงจนสุดโต่ง"
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะไม่เหมือนกรณีอื่นในลักษณะที่ว่าราคาสินค้าสูงขึ้นมากขึ้นทุกส่วนของตลาดและการฝังตัวลึกของภาวะเงินเฟ้อเกิดจากแรงเหวี่ยงของการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและการขยับตัวสูงขึ้นของค่าจ้างแรงงานที่ทำให้การปั่นราคาสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
นอกจากนี้ การกลับมาขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเกิดขึ้นจากการยุติการปิดล็อคเมืองและประเทศเร็วกว่าประเทศอื่นที่ทำให้การขยายตัวมีระดับที่สูงกว่าเศรษฐกิจอื่นๆการทุ่มใช้มาตรการการเงินด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางครั้งละ0.75%ติดต่อกันหลายครั้งนับว่าเป็นการใช้มาตรการการเงินที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่Paul Volckerเคยใช้มาตรการเช่นเดียวกันนี้เมื่อ40ปีที่แล้ว
โดยVolckerมุ่งเป้าไปที่ปริมาณเงินเป็นหลักและใช้การปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือในการกดปริมาณเงินลงโดยทำให้อัตราFed Fundในปี1981 มีระดับที่สูงมากเฉลี่ยอยู่ที่16% กรณีของVolckerนี้ที่ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงอย่างมโหฬารและสำเร็จลงได้ในการลดอัตราเงินเฟ้อลงโดยไม่ก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจที่ทรุดตัวอย่างรุนแรงเนื่องจากมีสภาพการรอบๆที่เป็นตัวช่วยเช่นการใช้มาตรการsupply sideของประธานาธิบดีReaganที่ให้ความสะดวกกับการขยายการลงทุนการเริ่มต้นของกระบวนการโลกาภิวัตน์ที่เริ่มแพร่ขยายไปทั่วโลกและการเริ่มคลายตัวของภาวะตลาดพลังงานที่มีส่วนช่วยลดแรงกดดันของราคาไปได้อย่างมาก
สภาพการณ์ในปี1981แตกต่างจากปี2022อย่างสิ้นเชิงดังนั้นการยกระดับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐมีแนวโน้มที่จะส่ง
ผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจอย่างรุนแรงที่มีการคาดการณ์ว่าแม้กระทั่งอาจจะก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ภายในปีหน้าซึ่งทางประธานธนาคารกลางสหรัฐก็ยอมรับว่าพร้อมที่จะรับกับผลทางเศรษฐกิจที่จะชะลอตัวอย่างรุนแรงแต่เขาถือว่าการป้องกันไม่ให้ภาวะเงินเฟ้อฝังตัวอยู่ลึกเกินไปมีความสำคัญยิ่งกว่า
สรุปคือสหรัฐมีความเป็นห่วงที่จะมีการใช้มาตรการทางการเงินที่รุนแรงเกินไป(overwhelming)น้อยกว่าที่จะมีมาตรการที่เบาเกินไป(underwhelming)
นโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาของตนเองมากกว่าคำนึงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวจากภาวะโรคระบาดและถูกซ้ำเติมด้วยผลกระทบอย่างทางลบอย่างรุนแรงจากสงครามที่ยูเครนทำให้เกิดแรงกดดันต่อธนาคารกลางอื่นๆทั่วโลกที่จำเป็นต้องปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นมากบ้างน้อยบ้างตามสหรัฐกระบวนการเช่นนี้จะทำให้เกิดภาวะการชะลอตัวและการถดถอยของเศรษฐกิจได้ทั่วโลก
ประเทศพัฒนาแล้วจะพอมีกำลังต่อสู้กับภาวะการถดถอยแต่ก็จะประสบกับภาวะการว่างานสูงและก็ไม่แน่ชัดว่าจะสามารถลดอัตราเงินเฟ้อลงต่ำได้อย่างจริงจังหรือไม่
ส่วนประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศรายได้น้อยจะต้องทนทุกข์อีกอย่างใหญ่หลวงเพราะสภาพการถดถอยจะซ้ำเติมการทรุดตัวที่รุนแรงจากผลของโรคระบาดอยู่แล้วโดยที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เลย
“ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่แต่ละประเทศต้องคำนึงถึงสภาพของตนเองก่อนที่จะตัดสินใจอย่างอัตโนมัติว่าต้องเดินตามรอยของสหรัฐตลอดไปปัญหาการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐจะกลับมาทำให้เศรษฐกิจสหรัฐมีปัญหาที่ไม่สามารถฟื้นตัวผ่านการขยายตัวของการส่งการค้าส่งออก”
ส่วนประเทศอื่นที่ค่าเงินของตนดูจะอ่อนลงทุกประเทศเมื่อเทียบกับดอลลาร์จะยังใช้ประโยชน์จากการแข่งขันการส่งออกได้อยู่บ้างแต่ก็จะประสบกับปัญหาเงินเฟ้อที่ถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศบางประเทศที่ยังให้ความเป็นเอกเทศในการดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างแท้จริง(ซึ่งมีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย)
จึงยังคงรักษานโยบายที่ถูกต้องที่ไม่ต้องพึ่งพาการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างสูงยิ่งเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อเพราะปัญหาเงินเฟ้อครั้งนี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากภาคการเงินหรือจากการขยายตัวของปริมาณเงินที่มากจนเกินควร
“ธนาคารกลางที่มีหัวใจอยู่ในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวม(เช่นธนาคารแห่งประเทศไทย)นอกเหนือจากการดูแลเศรษฐกิจการเงินของประเทศเป็นหลักควรต้องให้ความสำคัญกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไม่ได้น้อยไปกว่าการต่อสู้สภาวะเงินเฟ้อการขยายตัวของเศรษฐกิจและการลงทุนที่ก่อให้เกิดการสร้างงานและรายได้เป็นวิธีการที่ช่วยลดภาระจากปัญหาเงินเฟ้อได้ในตัวเองอยู่แล้ว”
การปรับอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานไม่มากจนเกินควรจึงเป็นแนวนโยบายที่ถูกต้องการอ่อนตัวของค่าเงินบาทก็เป็นไปตามภาวะการของตลาดโลกที่ทุกประเทศที่ไม่ใช่เขตเงินดอลลาร์ก็จะต้องมีค่าเงินที่อ่อนลงและที่สำคัญคือค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในระดับใกล้เคียงกับเงินสกุลอื่นที่อยู่ในตลาดการค้าโลกที่แข่งขันใกล้เคียงกันการเข้าแทรกแซงตลาดเงินเพื่อช่วยพยุงค่าเงินจึงจะต้องทำอย่างระมัดระวังที่สุดและเฉพาะเพื่อป้องกันการเคลื่อนไหวที่รุนแรงผิดปกติของค่าเงินเท่านั้น
การปรับตัวรับกับสถานการณ์เงินเฟ้อดำเนินการตามสภาพตามสถานภาพของเศรษฐกิจไทยเท่าที่ปฏิบัติมาถือเป็นวิธีที่ปกติที่สุดแล้ว เช่น การแทรกแซงเพื่อเฉพาะกลุ่มที่ด้อยโอกาสเป็นสิ่งที่ควรทำตามความจำเป็นแต่ต้องไม่ให้เกิดการพึ่งพาและต้องให้โอกาสในการพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น
ราคาพลังงานที่สูงขึ้นถือว่าจะมีส่วนช่วยทำให้ไทยเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจเขียวได้เมื่อทำให้อุปสงค์การใช้พลังงานจากฟอสซิลลดลงการระมัดระวังการให้ข่าวที่ไม่ควรสร้างการตื่นตระหนกและเกิดการคาดหวังว่าภาวะเงินเฟ้อจะเลวร้ายลงไปอีก
ส่วนการผ่อนคลายเงื่อนไขการลงทุนต้องทำอย่างเต็มที่โดยเฉพาะการลงทุนในพื้นที่พิเศษที่เป็นเขตอุตสาหกรรมตามชายแดนต่างๆและโครงการหลักของชาติ เช่น การพัฒนาทางระเบียงเศรษฐกิจชายฝั่งทะเลตะวันออก
การเตรียมพร้อมรับมือกับโลกที่เศรษฐกิจถดถอยในปีหน้าไม่สามารถทำได้ด้วยการกดการลงทุนและอุปสงค์ให้ตกต่ำลงไปอีกด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงเกินความจำเป็นแต่จะทำได้ด้วยการทำให้โครงสร้างการผลิตและอุปทานที่แข็งแกร่งผ่านการขยายการลงทุนของภาครัฐและเอกชนและการเพิ่มทักษะและรายได้ให้กับกำลังแรงงานทั้งประเทศ









