วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

3 ปัจจัยฉุดเกษตรกรไทยติดกับดัก ‘หนี้’

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ได้ทำการสำรวจครัวเรือนเกษตรกร 1 ล้านราย พบปัญหากับดักหนี้ ชี้ 3 ปัจจัยหลักทำเกษตรกรไม่พ้นปัญหาดังกล่าว

นักวิจัยสถาบันป๋วยชี้นโยบายภาครัฐทำเกษตรกรไม่พ้นกับดักหนี้
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ได้ทำการสำรวจครัวเรือนเกษตรกร 1 ล้านราย พบปัญหากับดักหนี้ ชี้ 3 ปัจจัยหลักทำเกษตรกรไม่พ้นปัญหาดังกล่าว คือ ปัญหาด้านรายได้ ระบบการเงินไม่ตอบโจทย์ และ กับดักนโยบายภาครัฐที่หนุนการพักชำระหนี้ต่อเนื่อง ระบุ อีก 6 ปีข้างหน้าเกษตรกรจะเป็นหนี้ราว 70% ของสินทรัพย์ ท้ายที่สุดนำไปสู่กับดักของการพัฒนาประเทศนางสาวโสมรัศมิ์ จันทรัตน์ และนางสาวลัทธพร รัตนวรารักษ์แถลงร่วมกันว่า เกษตรกรไทยไม่พ้นภาวะที่เรียกว่า กับดักหนี้ โดยระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรไทยยังมีการประท้วงรัฐบาลในเรื่องเดิมๆ คือ เรื่องของหนี้สิน และประเมินว่า ภาระหนี้สินในวันนี้กับอีก 6 ปีข้างหน้าจะอยู่ในระดับเฉลี่ย 70% ของสินทรัพย์
ทั้งนี้ กับดักหนี้ เกิดขึ้นจาก 4 ส่วนหลัก คือ 1.ปัญหาด้านรายได้ 2.การใช้เครื่องมือการเงินไม่เหมาะสม 3.ระบบการเงินฐานรากที่มีข้อมูลไม่เพียงพอและ 4.กับดักนโยบายรัฐที่ทำให้เกษตรกรยังคงมีหนี้สินเพิ่มเติม
“ปัญหากับดักหนี้ดังกล่าว สุดท้ายแล้ว จะกลายเป็นกับดักของการพัฒนาประเทศ โดยภูมิคุ้มกันด้านการเงินจะน้อยลง กล่าวคือ เกษตรกรจะไม่สามารถกู้ยืมเงินได้อีกต่อไป”

สำหรับปัญหาทางด้านรายได้นั้น พบว่า มีอยู่ 3 ปัญหา คือ 1.เกษตรกรมีรายได้น้อย ไม่พอใช้จ่ายเมื่อจำเป็นและไม่พอในการชำระหนี้ 2.รายได้ไม่แน่นอน ทำให้เกิดปัญหาต่อสภาพคล่องหลายเดือนต่อปี และ 3.รายได้ทั้งในและนอกภาคเกษตรมีความไม่แน่นอนสูง
ทั้งนี้ ยังพบว่า ครัวเรือนที่มีรายได้ไม่พอจ่ายในทุกเดือนประมาณ 17% มีปัญหาด้านสภาพคล่องประมาณ 69% และ มีเพียงประมาณ 12% ที่มีรายได้สูงกว่ารายจ่าย

ด้านเครื่องมือการเงินที่ไม่ตอบโจทย์นั้น พบว่า การใช้เครื่องมือการเงินยังไม่มีความเหมาะสม โดยเกษตรกรมีความตระหนักรู้ทางการเงินน้อย ขณะที่ ยังไม่สามารถใช้การออมและการประกันมาช่วยจัดการปัญหาการเงินหรือสะสมความมั่งคั่งได้ ขณะเดียวกัน รูปแบบการออมก็ไม่ได้ออมเป็นสินทรัพย์การเงิน แต่กลับไปออมในรูปปศุสัตว์ ซึ่งเสี่ยงสูงและสภาพคล่องต่ำ
ทั้งนี้ พบว่า ครัวเรือนใช้สินเชื่อเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารจัดการทางการเงินและสามารถเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่หลากหลายทั้งในและนอกระบบ ทำให้กว่า 90% มีหนี้สิน โดยมีหนี้สินเฉลี่ยมากถึง 4.5 แสนบาท และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยหนี้ที่เพิ่มขึ้นมาจากหนี้เดิมที่ชำระไม่ได้ และ มีหนี้ใหม่ก่อเพิ่มทุกปี แสดงให้เห็นว่า ครัวเรือนเกษตรกรกำลังใช้สินเชื่อกันอย่างไม่ยั่งยืน
สำหรับแหล่งทุนในการกู้นั้น พบว่า เกษตรกร 1 มีการกู้ยืมผ่านแหล่งทุนอื่นๆพร้อมๆกัน โดยกู้ผ่านแบงก์รัฐ 65% ผ่านสถาบันการเงินชุมชน 65% กู้นอกระบบ 31% ผ่านเช่าซื้อและลีสซิ่ง 28% และผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ 22%
ด้านปัญหาระบบการเงินฐานรากนั้น พบว่า เป็นปัญหาสำคัญที่กำลังฉุดรั้งการให้สินเชื่อเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของครัวเรือน ซึ่งเกิดจากสาเหตุหลัก คือ ปัญหาการขาดแคลนข้อมูล ทำให้สถาบันการเงินไม่รู้ศักยภาพและนิสัยที่แท้จริงของเกษตรกรและไม่มีข้อมูลระหว่างสถาบันการเงินด้วยกัน ทำให้การปล่อยสินเชื่ออาจยังไม่ทั่วถึงและไม่ตอบโจทย์ทุกกลุ่มได้ และที่สำคัญอาจไม่เหมาะสมกับความเสี่ยงและเกินศักยภาพของครัวเรือน
“แนวทางแก้ไข คือ การสร้างฐานข้อมูล ซึ่งควรมีภาคีหลายฝ่ายเข้ามาช่วยเชื่อมโยงหรือหาเจ้าภาพมาเชื่อมโยงข้อมูลการเงินของเกษตรกร เมื่อเชื่อมโยงแล้ว จะต้องมีกลไกให้แหล่งทุนต่างๆเอาไปใช้วิเคราะห์ก่อนปล่อยสินเชื่อได้”
ทั้งนี้ งานวิจัยพบว่า ครัวเรือนยังมีความต้องการสินเชื่อเพิ่ม โดยเฉพาะเพื่อทำการเกษตรและลงทุน ขณะที่ 57% มีหนี้สินรวมจากทุกแหล่งสูงเกินศักยภาพในการชำระหนี้และมีพฤติกรรมการหมุนหนี้กันในวงกว้าง
นอกจากนี้ ยังพบว่า ปัญหาการออกแบบสัญญาชำระหนี้ ที่อาจไม่ได้ตั้งอยู่บนความเข้าใจปัญหาการเงินเกษตรกร จึงไม่ได้อยู่ในวิสัยที่จูงใจและเหมาะสมกับศักยภาพ ทำให้เมื่อกู้ไปแล้วครัวเรือนไม่สามารชำระหนี้หรือปลดหนี้ได้จริง เช่น การชำระหนี้ปีละ 1 ครั้ง เป็นต้น ขณะเดียวกัน ปัญหาในการติดตามและบังคับหนี้ โดยเฉพาะเจ้าหนี้รายใหญ่เช่นแบงก์รัฐ ซึ่งพบว่า ครัวเรือนมักจะผิดนัดชำระหนี้เป็นอันดับแรกๆเมื่อเทียบกับสถาบันการเงินชุมชนหรือนอกระบบ
ทั้งนี้ เมื่อศึกษาสินเชื่อที่ใช้ในการค้ำประกันกลุ่มกว่า 3 แสนกลุ่มทั่วประเทศ ซึ่งเคยเป็นนวัตกรรมของกลไกการชำระหนี้ในอดีต กลับพบว่า มีปัญหาการชำระหนี้ในวงกว้างและกำลังกลายเป็นสินเชื่อแห่งความแตกแยก
สำหรับปัญหาด้านนโยบายรัฐ เราพบว่า เป็นหนึ่งในปัญหาหลักที่ก่อให้เกิดกับดักหนี้ของเกษตรกร และไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินได้ โดยเฉพาะนโยบายพักชำระหนี้ ซึ่งเราพบว่า ราว 41% ของเกษตรกรได้รับการพักชำระหนี้เกินกว่า 4 ปี ทำให้เกิดการสะสมหนี้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเกษตรกรที่มีหนี้ระดับปานกลางและสูง
“ถึงแม้รัฐบาลจะมีนโยบายในการพักชำระหนี้ แต่ทางแบงก์รัฐ ก็ยังเติมเงินให้เพิ่มขึ้น ถือเป็นการเลี้ยงไข้หนี้ไปเรื่อย ทั้งนี้ นโยบายการพักหนี้ เป็นการพักหนี้ในวงกว้าง ซึ่งเกษตรกรบางกลุ่มอาจจะยังมีความสามารถในการชำระหนี้ ดังนั้น แนวทางแก้ไข คือ ควรเข้าไปช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่มีปัญหาเท่านั้น”
ทั้งนี้ หากจะช่วยให้ครัวเรือนเกษตรกรไทยหลุดพ้นจากกับดักเหล่านี้และสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องแก้ให้ครบวงจรทั้งปัญหาระบบการเงินฐานรากปัญหาหนี้และปัญหาเศรษฐกิจการเงินครัวเรือน โดยมี6นโยบายที่ต้องเร่งทำอย่างเร่งด่วน(policy priorities) คือ 1.แก้ปัญหาระบบการเงินฐานรากให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการสร้างข้อมูลและใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการใช้ข้อมูลในระบบการเงินฐานรากการออกแบบเครื่องมือทางการเงินที่ตอบโจทย์การพัฒนาของครัวเรือนกลุ่มต่าง ๆโดยเอาความเข้าใจปัญหาของครัวเรือนเป็นตัวตั้งและการเพิ่มบทบาทสถาบันการเงินชุมชนซึ่งมีความใกล้ชิดกับเกษตรกรในการปิดช่องว่างการเข้าถึงทางการเงินอย่างทั่วถึงและยั่งยืน
2.การแก้หนี้เดิมเพื่อให้ครัวเรือนสามารถปลดหนี้ได้ในที่สุด ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการมุ่งเป้าการปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมกับศักยภาพและเป็นธรรมการสร้างแรงจูงใจการสร้างความตระหนักรู้และมีตัวกลางมาช่วยเกษตรกรแก้หนี้ร่วมกับสถาบันการเงิน 3.การเติมหนี้ใหม่อย่างทั่วถึงตอบโจทย์และยั่งยืนขึ้นโดยใช้ข้อมูลมากขึ้นและให้ความสำคัญกับการทำประกันสินเชื่อ และการทบทวนรูปแบบของสินเชื่อที่ใช้การค้ำประกันกลุ่มให้ยั่งยืนขึ้นซึ่งต้องทำไปพร้อม ๆ กับ 4,การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจให้ครัวเรือน
5.การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันและความรู้ความเท่าทันทางการเงินและที่สำคัญคือ 6.การปรับเปลี่ยนนโยบายช่วยเหลือของรัฐเพื่อสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้องและสอดคล้องกันจากนโยบายเดิม ๆ ที่เน้นการช่วยเหลือระยะสั้น เช่น การพักหนี้ที่มีมาอย่างต่อเนื่องโดยงานวิจัยพบว่าอาจสร้างแรงจูงใจในการชำระหนี้ที่บิดเบี้ยวไปเป็นนโยบายที่เน้นช่วยให้ครัวเรือนสามารถชำระและปลดหนี้ได้ในระยะยาว