"เอกชน" เกาะติดเศรษฐกิจโลกถดถอย หอการค้า ลุ้นจีนผ่อนคลายซีโร่โควิด เปิดประเทศ ช่วยดันเศรษฐกิจโลก ส.อ.ท.ชี้ผู้ส่งออกปรับแผนส่งออกรับเศรษฐกิจโลกเปราะบาง “ดับบลิวเอชเอ”สร้างบาลานซ์ธุรกิจสู้วิกฤติโลก
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกปีหน้าคงชะลอตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนถ้าขยายตัวเพียง 2% จะไม่ช่วยเศรษฐกิจโลกเท่าไรนัก ซึ่งหอการค้ากำลังจับตามองการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนวันที่ 16 ม.ค.2565 หวังว่าผู้นำจีนน่าจะผ่อนคลายมาตรการซีโร่โควิด เพื่อให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวมากกว่า 10% และไทยจะได้อานิสงค์จากการเปิดประเทศของจีน ซึ่งคาดว่าปีหน้าภาคการท่องเที่ยวไทยจะเป็นดาวเด่น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน
ส่วนด้านการลงทุนนั้นไทยควรใช้โอกาสในการเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำเอเปคในเดือน พ.ย.2565 เชิญชวนนักธุรกิจต่างชาติเข้ามาลงในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
สำหรับเงินบาทที่อ่อนค่าลงไม่ใช่เป็นเรื่องผิดปกติ เพราะหลายประเทศก็อ่อนค่าเช่นเดียวกัน เนื่องจากสหรัฐพยายามที่จะต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อลดความร้อนแรง และปีหน้าจะเห็นสหรัฐประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีก ซึ่งจะกดดันให้หลายประเทศขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่วนไทยมีการขึ้นดอกเบี้ยในอัตราต่ำ ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลจะดูแลเงินเฟ้อและเศรษฐกิจไทยเดินต่อได้ อย่างไรก็ตามเงินบาทอ่อนค่าก็ดีกับการส่งออกและการท่องเที่ยว แต่ภาคการค้าต้องการเห็นเงินบาทที่เหมาะอยู่ที่ 35 บาทต่อดอลลาร์
ปรับแผนรับเศรษฐกิจโลกถดถอย
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า การที่สหรัฐใช้มาตรการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อเป็นการใช้ยาแรงด้วยการขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ถึง 3 ครั้งในรอบ 4 เดือน ก็ลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ ลดการใช้จ่าย และยังมีเป้าหมายที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีก ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ โดยเฉพาะในปี 2566 ประกอบการสงครามรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อ ส่งผลต่อค่าพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจะเห็นว่ายุโรปมีความเปราะบางในปัญหาพลังงาน นอกจากนี้ยังมีเรื่องของอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้เศรษฐกิจยุโรปมีความเสี่ยงมากต่อภาวะถดถอย
ทั้งนี้ ไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกจำเป็นต้องจับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด และปรับแผนการส่งออกใหม่ เพราะคาดว่าการส่งออกไทยจากนี้ไปคงไม่เฟื่องฟูมากเนื่องจากคำสั่งซื้อ ความต้องการสินค้าจะลดลงในปีหน้า ดังนั้นการหาตลาดใหม่จึงจำเป็นมาก โดยเฉพาะประเทศที่มีศักยภาพ เช่น ประเทศตะวันออกกลาง เอเชีย และอาเซียนทั้งนี้คงต้องจับตาการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งจีนอาจกลับมาเปิดประเทศ มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้นก็จะส่งผลให้มีความต้องการสินค้านำเข้ามากขึ้นก็น่าจะเป็นตัวช่วยดันเศรษฐกิจได้
บาทอ่อนดันต้นทุนพลังงาน
สำหรับค่าเงินที่อ่อนค่าก็เกิดขึ้นทั่วโลกจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่ามาก โดยเฉพาะค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเร็ว ซึ่งภาคส่งออกและท่องเที่ยวก็น่าจะพอใจกับค่าเงินที่อ่อนค่า แต่ผลกระทบสำคัญ คือ การนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันที่ใช้วันละ 9 แสนบาร์เรล
นอกจากนี้ส่งผลกระทบต่อการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิตสินค้าภายในประเทศ ก็จำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้าตามไปด้วย ซ้ำเติมค่าครองชีพของประชาชน ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องต้องดูแลให้เกิดการบาลานซ์ ว่าจะอยู่จุดไหนที่เหมาะสมและอยู่ได้ ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าในเดือนส.ค.การส่งออกไทยขยายตัว 7.5 % แต่การขาดดุลการค้าสูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนัก
“การที่เงินบาทอ่อนประโยชน์ได้รับน้อยกว่า เมื่อหักลบหลบหนี้ก็ติดลบ ดังนั้นการที่ปล่อยเงินบาทอ่อนค่ามากเท่าไร ไทยก็จะขาดดุลการค้ามากขึ้นซึ่งไม่เป็นผลดี อย่างไรก็ตามก็มองว่าภาคท่องเที่ยวน่าช่วยได้บ้าง คาดว่าปลายปีนักท่องเที่ยวจะกลับเข้ามาเพิ่มขึ้น“
“ดับบลิวเอชเอ”สร้างบาลานซ์ธุรกิจ
นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกจะถดถอยหรือไม่แต่ภาคธุรกิจจะต้องเดินหน้าต่อ ซึ่งในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 ส่งผลให้บางธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ แต่ดับบลิวเอชเอยังสามารถบาลานซ์พอร์ตได้ดีและทำให้มียอดขายที่เติบโต 20%
ทั้งนี้ การลงทุนของเรียลเซ็กเตอร์เป็นการลงทุนระยะยาวจึงทำให้มีการลงทุนในช่วงนี้เพื่อรอเศรษฐกิจฟื้นตัว โดยลูกค้าของดับบลิวเอชเอส่วนใหญ่กว่า 80% เป็นนักธุรกิจต่างชาติ ซึ่งทำให้ที่ผ่านมาได้เห็นมองเห็นเทรนด์และการเปลี่ยนแปลงรวมทั้งภาพรวมเศรษฐกิจในหลายประเทศและพบว่าหลายอุตสาหกรรมมีโอกาสเติบโต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ทำให้ได้มีแผนรับการลงทุนดังกล่าวไว้
“ถึงแม้ที่ผ่านมาโลกจะมีหลายปัญหา แต่ดับบลิวเอชเอยังได้รับติดต่อจากบริษัท Top 10 ของเมืองจีนอีกหลายบริษัทซึ่งอยากให้เราสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอีวีที่ครอบคลุมทุกซัพพลายเชนของจีนเพื่อส่งออกทั่วโลก”
อย่างไรก็ตามการรับมือกับช่วงวิกฤติเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน โดยการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลก็จะต้องมีความต่อเนื่อง ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ซึ่งดับบลิวเอชเอไม่ได้สนใจว่าจะเป็นใคร แต่จะมองในเรื่องความต่อเนื่องของนโยบายมากกว่า และหากนโยบายไหนทำดีแล้วก็ควรที่จะต้องทำต่อไป เพราะประเทศไทยยังเป็นจุดหมายของการลงทุน









