โลกในยุค VUCA ยังคงดำเนินในลักษณะเช่นนี้อยู่ต่อไป ความเปราะบางทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ความไม่แน่นอน ความซับซ้อนในประเด็นต่างๆ ลึกและอ่อนไหวมากขึ้น ความไม่ชัดเจน คลุมเครือ เช่น สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อการส่งออกของไทยที่เป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา
นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจโลกมีปัจจัยเสี่ยงมาก ทั้งปัญหาระหว่างสหรัฐ จีน และ ไต้หวัน รวมไปถึง รัสเซียและยูเครนที่ทำให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบโดยเฉพาะเรื่องการค้าระหว่างประเทศ ส่งผลกระทบต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญต่อเนื่อง อาทิ Supply Chain Bottleneck หรือซัพพลายเชนกระจุกตัว ไม่เพียงต่อความต้องการในภาคการผลิต อุปโภคบริโภค
ทั้งนี้ ในช่วงหลังจากการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจโลกจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2564 ตามมาด้วยวิกฤติความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy security) จากการสู้รบของรัสเซียและยูเครน กดดันให้สินค้าอุปโภคบริโภคจากที่ชะลอตัวอย่างรุนแรงในช่วงโควิด-19 รีบาวน์กลับขึ้นมาเป็นขาขึ้นอย่างรวดเร็ว
รวมทั้งทำให้ความต้องการสินค้าดังกล่าวมีมากขึ้น ส่งผลต่อการกำหนดราคาให้มีความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันและส่วนแบ่งตลาดในระยะสั้นมากขึ้น และส่งผลกระทบโดยตรงให้เงินเฟ้อทั่วโลกสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างสหรัฐ สหภาพยุโรปจากอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐยังสูงต่อเนื่อง กดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ต้องดำเนินนโยบายทางการเงินแบบเข้มข้น (Hawkish policy) ด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องเพื่อสกัดเงินเฟ้อและความร้อนแรงของเศรษฐกิจในประเทศ
ห่วงเศรษฐกิจโลกถดถอย
นอกจากนี้ สรท.คาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นไปถึงระดับ 4.4% ในปี 2565 และ 4.6% ในปี 2566 โดยปรับลดลงในปี 2567 เช่นเดียวกับสหภาพยุโรป (อียู) ขณะที่จีนยังมีอัตราเงินเฟ้อที่ไม่สูงมากและเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ร้อนแรงเท่ากับสหรัฐและสหภาพยุโรป ทำให้ธนาคารกลางกลางจีนอาจจะไม่ได้ดำเนินนโยบายทางการเงินแบบเข้มงวดในปีนี้และปีหน้า
อีกทั้งจีนมีโอกาสที่จะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไปอีกสักระยะ ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจโลก (Sluggish economy) แต่ยังไม่ถึงขั้นถดถอย (Economic recession) จะเริ่มเห็นได้จากเศรษฐกิจสหรัฐหดตัวต่อเนื่อง 2 ไตรมาส โดยไตรมาส 1-2 ปีนี้ หดตัวลงที่ 1.6% และ 0.6% ตามลำดับ
รวมทั้งล่าสุด OECD ลดประมาณการเศรษฐกิจโลกลงจากผลกระทบของสงครามและปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อโดยเฉพาะปัญหาจากการโจมตีท่อส่งและการระงับส่งก๊าซของรัสเซีย ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อวิกฤติพลังงานในยุโรป
ส่วนการเติบโตของเศรษฐกิจจีนเผชิญข้อจำกัดจากปัญหาการขาดแคลนพลังงานและการล็อกดาวน์ โดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกเผชิญปัจจัยลบจากปัญหาเงินเฟ้อระดับสูงที่ลดทอนกำลังซื้อ ประกอบกับมาตรการสกัดเงินเฟ้อของ FED เป็นตัวสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงสหภาพยุโรป อาจเข้าสู่ภาวะชะลอตัวในไตรมาสที่ 4 และตลอดปี 2566
นายชัยชาญ กล่าวว่า ตัวชี้วัดที่สำคัญที่มีผลต่อการประเมินสภาวะเศรษฐกิจ คือ ดัชนีภาคการผลิต PMI ของทั้ง 3 ประเทศดังกล่าว มีแนวโน้มชะลอตัวทั้งสหภาพยุโรปและจีน ขณะที่สหรัฐ สหภาพยุโรป เริ่มมีสัญญาณชะลอตัวพอสมควรแต่อาจยังไม่ถึงขั้น Recession เป็นขยายตัวในระดับต่ำจากปัญหาเงินเฟ้อและการขาดแคลนพลังงาน
ออร์เดอร์ส่งออกเริ่มหดตัว
ทั้งนี้ จากโอกาสและความเป็นได้ที่เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลักของไทย มีโอกาสเข้าสู่ภาวะชะลอตัวหรืออาจถึงขั้นถดถอย ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องสะท้อนมายังภาคการส่งออกของไทยมีแนวโน้มชะลอลงตามเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแรงลง เริ่มให้ภาพชัดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 และปี 2566 ประกอบกับฐานการส่งออกปี 2565 ถือว่าค่อนข้างสูงพอสมควร จากตัวเลขการส่งออกที่เติบโตต่อเนื่องในไตรมาส 1-3 ปีนี้ และล่าสุดตัวเลขส่งออก 8 เดือน อยู่ที่ 11% มีความเป็นไปได้ว่าการส่งออกบางรายการสินค้าอาจเริ่มสัญญาณการปรับลดคำสั่งซื้อลง หรือชะลอคำสั่งซื้อในระยะถัดไป แต่อย่างไรก็ตาม สรท. มั่นใจการส่งออกของไทยในปี 2565 เติบโตได้ที่ 8%
ตลาดส่งออกสหรัฐเสี่ยงสูง
ขณะที่ไทยต้องเผชิญกับมรสุมหลายรูปแบบทั้งทางตรงและทางอ้อม อาทิ
1.สถานการณ์อัตราเงินเฟ้อของประเทศคู่ค้าสำคัญ ทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐดำเนินนโยบายทางการเงินแบบเข้มงวดด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวดเร็วเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐเสี่ยงต่อการชะลอตัวอย่างมีนัยยะสำคัญ ก่อให้เกิดความกังวลต่อนักลงทุนและคู่ค้ากับสหรัฐ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนในการถือเงินดอลลาร์สูงขึ้น อุปสงค์เงินดอลลาร์มากขึ้น ค่าเงินดอลลาร์จึงเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่าเร็ว และส่งผลต่อเนื่องถึงสกุลเงินอื่นทั่วโลก (Currency baskets)ให้ปรับตัวอ่อนค่าลงรวดเร็วเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในทางกลับกันไทยอาจเสียเปรียบจากการส่งออกไปยังตลาดอื่นที่มีค่าเงินอ่อนค่ากว่า โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคาของไทยลดลง
2.ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง จากสถานการณ์ข้อพิพาทระหว่างยูเครนและรัสเซียที่ยังคงยืดเยื้อ ปริมาณน้ำมันคงคลังของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ประกอบการปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้า (FT) ภายในประเทศ ส่งผลต่อเนื่องถึงต้นทุนภาคการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและต้นทุนในการดำรงชีวิตภาคครัวเรือน ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก รวมถึง ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบขาดแคลนและราคาผันผวน อาทิ เซมิคอนดักเตอร์, เหล็ก, ธัญพืช เช่น ข้าวสาลี ถั่วเหลือง ข้าวโพด เมล็ดทานตะวัน แป้งสาลี อาหารสัตว์ ปุ๋ย
“ปี 2566 คาดว่าการส่งออกจะขยายตัว 3-5% เนื่องจากประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยทั้งสหรัฐ ยุโรป และจีน และเศรษฐกิจทั่วโลกประสบปัญหามรสุมรุมเร้า ทั้งนี้ต้องพิจารณาสถานการณ์และองค์ประกอบอื่นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอย่างใกล้ชิด”นายชัยชาญ กล่าว
ยื่น4ข้อเสนอดันส่งออก
นอกจากนี้ สรท.มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล คือ
1.ภาครัฐ ควรเร่งขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศตลาดศักยภาพลำดับรอง โดยการจัดCampaign หรือ Exhibition หรือ Trademission และ Incoming mission ให้ต่อเนื่องและหลากหลายประเทศมากขึ้น เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียใต้ อาเซียน
2.ภาครัฐและเอกชน เร่งสร้างความสัมพันธ์ในระดับ Regionalization กับประเทศเพื่อนบ้านหรือกลุ่มภูมิภาคเดียวกัน เพื่อความมั่นคงด้านวัตถุดิบและเอื้อประโยชน์ทางการค้าและอำนวยความสะดวกระหว่างกัน เช่น RCEP หรือ Mini FTA รายเมืองสำคัญ
3.ด้านพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นขอให้ภาครัฐช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศให้อยู่ระดับที่เหมะสม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคมากเกินไป ขอให้รัฐช่วยพิจารณาควบคุมหรือปรับขึ้นค่าไฟฟ้า (FT) ทั้งในภาคการผลิตและภาคครัวเรือน แบบค่อยเป็นค่อยไป
4.อัตราแลกเปลี่ยน ผู้ส่งออกควรเร่งส่งออกในช่วงค่าเงินบาทอ่อน แต่ต้องติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณาการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงให้เหมาะสม ขณะเดียวกันขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม