วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สรท.แนะธปท.ดูแล ค่าเงินไม่ต่ำกว่า 33 บาท/ดอลลาร์

การส่งออกมีมูลค่า 23,483 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 16.2% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 770,819 ล้านบาท ขยายตัว 28.2% ในขณะที่ การนำเข้ามีมูลค่า 23,359.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 16.8% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 776,612 ล้านบาท ขยายตัว 28.7%

ดร.ชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) แถลงข่าวร่วมกับ นายสุภาพ สุวรรณพิมลกุล รองประธาน สรท. ระบุว่า ภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนกุมภาพันธ์ 2565 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) พบว่า การส่งออกมีมูลค่า 23,483 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 16.2% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 770,819 ล้านบาท ขยายตัว 28.2% ในขณะที่ การนำเข้ามีมูลค่า 23,359.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 16.8% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 776,612 ล้านบาท ขยายตัว 28.7% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 เกินดุลเท่ากับ 123 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับขาดดุล 5,793 ล้านบาท การที่อัตราการนำเข้ายังเป็นบวกถือเป็นผลดีกับเศรษฐกิจ มีการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อการผลิตนำไปสู่การส่งออกต่อเนื่อง โดยตัวเลข 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.65) +12.2% คิดเป็นมูลค่า 44,741 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 1,479,131 ล้านบาท

สำหรับเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ตลาดที่ขยายตัวในระดับสูง ประกอบด้วย 1.รัสเซีย+33.4% 2.อาเซียน 5 ประเทศ +31.5% 3.ฮ่องกง +29.8% 4.เกาหลีใต้ +28.9% 5.สหรัฐฯ +27.2% 6.อินเดีย +23% 7.ไต้หวัน +17.7% 8.สหราชอาณาจักร +17.3% 9.CLMV +14.4% 10. ตะวันออกกลาง +13.8% เป็นต้น

โดย สรท. ติดตามและประเมินผลกระทบจากการสู้รบระหว่างรัสเซีย–ยูเครน และมาตรการตอบโต้ด้านการค้าและการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ซึ่งคาดการณ์เบื้องต้นว่าอาจมีผลกระทบต่อทั้วงเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของต้นทุนภาคการผลิต ทั้งจากราคาพลังงานและราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น อาทิ เหล็ก ธัญพืช เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งอาจส่งผลให้คำสั่งซื้อจากคู่ค้าลดลงบางส่วน โดยหากสถานการณ์การสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ไม่ขยายวงกว้างไปมากกว่านี้ และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทยังคงทรงตังอยู่ที่ระดับ 33 บาท สรท. ประเมินว่าการส่งออกของไทย ปี 2565 จะยังเติบโตได้ที่ร้อยละ 5 (ณ เมษายน 2565) โดยการส่งออกในไตรมาสแรกจะสามารถเติบโตได้ที่ร้อยละ 8 เนื่องจากมีการยืนยันคำสั่งซื้อไว้แล้วล่วงหน้า แต่หากสถานกาณ์ยังคงยืดเยื้ออาจกระทบต่อการส่งออกในไตรมาสสอง โดยอาจมีคำสั่งซื้อลดลงประมาณ 4-5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกของไทยในไตรมาสที่ 2 เติบโตที่ร้อยละ 2-4

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ 1) สถานการณ์ข้อพิพาทระหว่างยูเครนและรัสเซีย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้าระหว่างประเทศและปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องซึ่งอาจทำให้มีการหยุดชะงักหรือชะลอตัวในภาคการผลิตเพื่อส่งออก จึงมีความจำเป็นที่ต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด อาทิ 1.1) ราคาพลังงาน (น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ) ทรงตัวในระดับสูง แม้จะส่งผลให้หมวดหมู่สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันมีมูลค่าสูงขึ้น ในทางกลับกันส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าเกือบทุกประเภทรวมถึงต้นทุนการขนส่งที่ต้องปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกราคาพลังงานในตลาดโลก กระทบเป็นห่วงโซ่มายังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นหลายเท่าตัวทั่วโลก 1.2) ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนและราคาผันผวน อาทิ เซมิคอนดักเตอร์, เหล็ก, แร่หายาก, โลหะหายาก อาทิ นีออน แพลเลเดียม และแพลตตินัม, สินค้าธัญพืชที่เป็นวัตถุดิบ เช่น ข้าวสาลี, ข้าวโพด, ดอกทานตะวัน, วัตถุดิบที่ใช้ทำปุ๋ย เป็นต้น 2) ขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิต และต้นทุนการจ้างงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง 3) ปัญหาความหนาแน่นภายในท่าเรือประเทศปลายทาง ทำให้ต้องใช้ระยะเวลานานในการขนถ่ายสินค้า รวมถึงปัญหา Space allocation ไม่เพียงพอ และค่าระวางเรือยังคงทรงตัวในระดับสูง ประกอบกับมาตรการ  lockdown ของจีนอาจส่งผลกระทบเรื่อง Container circulation และความล่าช้าของตารางการเข้าเทียบท่า 4) การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด–19 “โอมิครอน” ในหลายประเทศมีการฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่สามและเข็มที่สี่ต่อเนื่อง และเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการสำหรับการเดินทางเข้าประเทศสะดวกมากขึ้นรวมถึงประเทศไทย ในทางกลับกัน จีนประกาศล็อคดาวน์เซียงไฮ้ และเมืองสำคัญ จากมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นและตามมาตรการ Zero covid อาจทำให้การค้าขายกับจีนมีการชะลอตัวไปบ้างเล็กน้อย อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามและประเมินสถานการณ์การอย่างใกล้ชิด  

ข้อเสนอแนะของสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย 1) จากความผันผวนของตลาดเงินทั่วโลกจากกรณีพิพาท สรท. ขอให้ ธปท. รักษาเสถีรยภาพค่าเงินบาทไม่ให้ต่ำกว่า 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้เพื่อไม่เป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการที่ต้องแบกรับต้นทุนในส่วนอื่น 2) คงระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 0.5 เพื่อประคองให้การฟื้นตัวภาคธุรกิจยังคงดำเนินการได้ต่อเนื่อง 3) เร่งเสริมสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจ ภาคส่งออก นำเข้า ภาคบริการ เพื่อเสริมให้เศรษฐกิจในภาพรวมเติบโตได้ 4) เร่งมองหาช่องทางขยายตลาดเพิ่มเติมทั้งกลุ่มตลาดศักยภาพระดับรองที่อาจเป็นโอกาสของสินค้าไทยรวมถึงตลาดที่สามารถทดแทนกลุ่มสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบจากการชะลอคำสั่งซื้อจากกลุ่มประเทศกรณีพิพาท 5) ขอให้ภาครัฐช่วยควบคุมต้นทุนภาคการผลิตตลอดโซ่อุปทาน อาทิ ค่าไฟ ค่าขนส่ง ค่าวัตถุดิบขั้นกลางสำหรับการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค และ 6) หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องพิจารณาเรื่องความมั่นคงในด้านต่างๆ มากขึ้นจากประเด็นกรณีพิพาทของรัสเซีย ยูเครน ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก อาทิ ความมั่นคง ด้านอาหาร ด้านพลังงาน/พลังงานทางเลือก ด้านวัตถุดิบในการผลิตสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ด้านการเงิน เป็นต้น